โรคลมชักในเด็ก (Pediatric Epilepsy)

โรคลมชักในเด็ก (Pediatric Epilepsy)

HILIGHTS

  • สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อลูกชัก ต้องตั้งสติ จับลูกตะแคงในสถานที่ปลอดภัย ห้ามงัด แงะปาก คลายเสื้อผ้า จับเวลาและสังเกตอาการชัก หากมากกว่า 5 นาที ควรรีบพาไปโรงพยาบาล
  • เกณฑ์การวินิจฉัย โรคลมชักในเด็ก (Pediatric Epilepsy) คือ มีอาการชักโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น 2 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมงหรือมีอาการชัก 1 ครั้ง ร่วมกับภาวะที่มีมาก่อน คือคลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกติ มีพัฒนาการล่าช้า หรือสมองผิดปกติ (จากภาพถ่ายสมอง)
  • เด็กส่วนใหญ่ที่เป็นโรคลมชักสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติด้วยการทานยาต้านอาการชัก (ASM) ประมาณ 60-70% ตอบสนองต่อยากันชักได้ดี

คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมชักในเด็ก เพราะอาการชักนั้นเป็นพบได้บ่อยมากกว่าที่คิด โรคลมชักเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก พบได้มากถึง 50 ล้านคนทั่วโลก (อ้างอิงข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลก) ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ ครู และผู้ดูแลเด็กทุกคน ควรรู้วิธีการรับมืออาการชัก รวมถึงชนิดของการชักที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถทราบและดูแลเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องทันท่วงที

Epilepsy คืออะไร อาการชักและการวินิจฉัยโรคลมชักในเด็ก

โรคลมชัก (Epilepsy) คือ ภาวะที่มีการวินิจฉัยเฉพาะเจาะจง หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าอาการชักทั้งหมดเกิดจากโรคลมชัก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการชักจะเป็นโรคลมชัก ผู้ป่วยจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชัก จากอาการดังนี้:

  • มีอาการชัก 2 ครั้ง ภายใน  24 ชั่วโมง โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการชัก 1 ครั้ง ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ จากโรคที่เป็นอยู่ เช่น เนื้อสมองผิดปกติ หรือพัฒนาการล่าช้าในเด็ก หรือ ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) แล้วพบความผิดปกติ

อาการชักเกิดจากอะไร ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคลมชัก 
อย่างไรก็ตาม อาการชักอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคลมชักได้ เช่น:

  • ภาวะเกลือแร่ไม่สมดุล
  • เลือดออกผิดปกติ
  • การติดเชื้อในสมอง
  • ความผิดปกติอื่นๆ ของสมอง

เมื่อเด็กมีอาการชักเป็นครั้งแรก แต่ไม่มีความผิดปกติเหล่านี้ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัย เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากโรคลมชักหรือไม่ ซึ่งสามารถรู้ผลได้ภายในไม่กี่วัน

ประเภทและชนิดของอาการชักในเด็ก

อาการชักในเด็กอาจแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ และสาเหตุ อาการชักแบบทั่วทั้งสมอง (generalized seizures) เกิดจากจุดกำเนิดคลื่นชักจาก 2 ซีกของสมอง ในขณะที่อาการชักแบบเฉพาะจุด (focal seizures) เกิดจากจุดกำเนิดการชักจากสมองซีกใดซีกหนึ่ง

รูปแบบอาการชักที่อาจเกิดขึ้นในเด็ก ได้แก่:

  1. อาการชักแบบเกร็งกระตุก (Tonic-Clonic Seizures): เป็นอาการชักที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก โดยจะมีอาการชักเกร็ง สั่น และกระตุก
  2. อาการชักแบบกระตุก (Myoclonic Seizures): อาการชักชนิดนี้ทำให้เกิดการกระตุกอย่างรวดเร็ว หรือ สะดุ้งตามกล้ามเนื้อบริเวณใดก็ได้ทั่วร่างกาย
  3. อาการชักกระตุก (Clonic  Seizure) อาการชักชนิดนี้มักทำให้เกิดการกระตุกซ้ำ ๆ และเคลื่อนไหวเป็นจังหวะโดยเฉพาะที่คอ ใบหน้า และแขน
  4. อาการชักเกร็ง (Tonic Seizure) เป็นการชักแบบที่กล้ามเนื้อแข็งเกร็งทันที ทำให้มีอาการเกร็งทั้งตัวอย่างกะทันหัน มักเป็นร่วมกับอาการไม่รู้สึกตัว5.    อาการชักเหม่อ (Absence Seizures): เด็กที่มีอาการชักชนิดนี้จะไม่ตอบสนอง เรียกไม่รู้สึกตัวและจะจ้องมองไปข้างหน้า มักมีอาการสั้นๆ เป็นๆ หายๆ
  5. อาการชักแบบ spasm (Infantile Spasm): อาการชักชนิดนี้มีลักษณะเป็นการกระตุกหรือสะดุ้งเป็นชุด ๆ มักจะเกิดขึ้นกับแขนขา โดยจะพบได้บ่อยในทารก 

อาการผิดปกติที่อาจเป็นอาการชักในเด็ก

สัญญาณและอาการของการชักในเด็กอาจแตกต่างกันไป ทำให้คุณพ่อคุณแม่อาจไม่ทันสังเกต ในบางกรณีอาการเหล่านี้อาจถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมปกติของลูกน้อย ซึ่งอาจทำให้เกิดการวินิจฉัยและการรักษาโรคที่ล่าช้า

  • อาการกระตุกหรือสะบัด ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น แขนหรือขา หรือทั้งตัว
  • ล้มอย่างกระทันหัน
  • เหม่อลอย หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง
  • อยู่ในภาวะสับสนมึนงงและไม่ตอบสนอง

ควรสังเกตทุกสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงระยะเวลา และพามาพบแพทย์
 

รายละเอียดของการชัก

  1. ก่อนอาการชัก
    ในเด็กโต อาจมีอาการรับรู้ผิดปกติ ที่เรียกว่า ออร่า (aura) ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีทุกคน พบน้อยมากในเด็กเล็ก และเป็นอาการที่ยากต่อการอธิบาย ในบางกรณีพวกเขาอาจวิ่งเข้าไปกอดพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ เช่น ครู หรือมองไปรอบๆ ตัวด้วยความกลัว
  2. ระหว่างอาการชัก
    อาการจะแตกต่างกันไปตามประเภทของการชักที่กล่าวไปข้างต้น โดยส่วนใหญ่มักจะกินเวลา 3-5 นาที
  3. หลังอาการชัก
    ระยะหลังชัก (postictal state)  สมองจะเริ่มฟื้นตัวจากภาวะการทำงานที่ผิดปกติ ลูกน้อยจะรู้สึกง่วงนอนเวียนศีรษะ ตาเบลอ หรือเห็นภาพหลอน และอาจหยุดพูด อาการเหล่านี้มักจะหายไปภายใน 15-30 นาที ดังนั้นภายใน 60 นาที หากลูกน้อยยังไม่ได้สติ อาจเป็นเพราะกำลังมีอาการชักซ้ำ ให้รีบพาไปพบแพทย์

ควรรับมืออย่างไรเมื่อลูกมีอาการชัก

การดูแลเด็กที่กำลังมีอาการชักเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่แค่อาการชักเกร็งหรือกระตุกอย่างรุนแรงเท่านั้น แต่มีอาการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติด้วย หากคุณสงสัยว่าลูกกำลังชักอยู่ ให้ตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้:

  • ตั้งสติ จับนอนตะแคง ห้ามล้วง /งัด /แงะปาก และไม่ควรนำสิ่งใดใส่เข้าไปในปากของลูก เพราะเด็กจะไม่กัดลิ้นตัวเองระหว่างการชัก หากมีอาหารอยู่ในปาก ให้เอาออก
  • จัดพื้นที่สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ด้วยการนำวัตถุมีคมออกจากมือลูก และอุ้มออกจากบริเวณที่เป็นอันตราย เช่น สระว่ายน้ำ หากทำได้ ให้ลูกนอนตะแคง
  • บันทึกเวลา สังเกตและจดเวลาที่อาการชักเริ่มต้นและสิ้นสุด และถ้าเป็นไปได้ ให้ถ่ายวิดีโอไว้ด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการวินิจฉัยของแพทย์
  • สังเกตอาการหลังชัก ในช่วง 30-60 นาทีหลังอาการชัก ให้เฝ้าสังเกตว่าลูกกลับมามีสติครบถ้วนหรือไม่ โดยอาจลองถามคำถามง่ายๆ เพื่อดูการตอบสนอง

ตามปกติแล้วประมาณ 70% ของอาการชักจะหยุดได้เองภายใน 3-5 นาที แต่หากไม่หยุดภายใน 5 นาที หรือ ถ้าลูกน้อยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังผ่านไป 1 ชั่วโมง คุณควรนำลูกส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

โรคลมชัก มักเป็นครั้งแรกที่ช่วงอายุใด?

โรคลมชักสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในเด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้ใหญ่

โรคลมชักเกิดจากอะไร สาเหตุของโรคลมชักในเด็ก

ผู้ป่วยโรคลมชักกว่าครึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่สามารถรักษาและอาจหายขาดได้ โดยสาเหตุที่พบจะแตกต่างกันไปตามช่วงวัย เด็กที่ภาวะดังต่อไปนี้ อาจมีความเสี่ยงสูงต่อโรคลมชัก 

  • ความผิดปกติจากภาวะแทรกซ้อน ก่อน/ ระหว่าง /หลังคลอด
  • ความผิดปกติของขั้นตอนการสร้างสมองตั้งแต่อยู่ในครรภ์
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด
  •  เกิดจากภูมิต้านทานตัวเอง
  • การติดเชื้อในสมอง
  • เนื้องอกในสมอง 
  • ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

การรักษาโรคลมชักในเด็ก

ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยอย่างครอบคลุม (comprehensive diagnosis) ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก อาจประกอบกับการตรวจระบบประสาท การตรวจคลื่นสมอง (EEG) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และการทดสอบอื่นๆ ในผู้ป่วยบางราย

หลังจากการวินิจฉัยเสร็จแล้ว แพทย์จะสั่งจ่ายยาต้านชัก (ASM) โดยพิจารณาจากผลการตรวจ  และติดตามการตอบสนองของเด็กต่อยา ตลอดจนผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ประมาณ 60-70% ของเด็กที่เป็นโรคลมชักตอบสนองได้ดีต่อยาชนิดนี้ หากไม่เห็นผลดีขึ้นหรือมีผลข้างเคียง แพทย์จะแนะนำเปลี่ยนเป็นให้ยาตัวอื่น

ในบางกรณี เด็กอาจเป็นโรคลมชักที่ดื้อยา (DRE) ซึ่งไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาต้านชัก (ASM) และต้องใช้วิธีการรักษาแบบอื่น การกำหนดแนวทางการรักษา DRE ที่เหมาะสมจะต้องทำร่วมกับทีมสหแพทย์ผู้ชำนาญการ

ทางเลือกการรักษานอกเหนือจากยาต้านชัก (ASM) ได้แก่:

  • ทานอาหารคีโต (Ketogenic Diet) ช่วยปรับวิธีการผลิตพลังงานของสมอง ด้วยอาหารพิเศษ ช่วยลดการทำงานที่ผิดปกติและช่วยควบคุมอาการชักได้
  • การผ่าตัดรักษาลมชัก เป็นทางเลือกในการรักษาหากสามารถระบุตำแหน่งที่ทำให้เกิดอาการชักได้ชัดเจน และสามารถผ่าตัดออกได้โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
  • เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทคู่ที่ 10 เพื่อหยุดอาการชัก เป็นอุปกรณ์ที่ฝังไว้เพื่อช่วยลดระยะเวลา ความถี่ และความรุนแรงของการชักในบางกรณี

เด็กโรคลมชัก ต้องคอยดูแลการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง

ส่วนใหญ่เด็กสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยการใช้ยาต้านชัก (ASM) อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรระมัดระวังในกิจกรรมบางอย่าง เช่น การว่ายน้ำหรือปั่นจักรยานปีนที่สูง ขับรถ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงหากไม่มีผู้ดูแล

ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรแจ้งครู ผู้ฝึกสอน หรือผู้ดูแลเด็กให้ทราบเกี่ยวกับโรคลมชักของลูกน้อย เพื่อให้พวกเขาพร้อมรับมือหากเกิดอาการชักขึ้น

เมื่อลูกก้าวเข้าสู่วัยรุ่นและเป็นผู้ใหญ่ มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เพิ่มขึ้น เช่น การใช้ยาบางชนิดและการดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการชัก และอาจทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำในผู้ป่วยที่เคยหายแล้ว

ผู้ป่วยเด็กโรคลมชักควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ฉีดวัคซีนตามวัยให้ครบถ้วน 
 

ศูนย์โรคลมชัก โรคสมองและระบบประสาทในเด็ก

ศูนย์โรคลมชัก โรคสมองและระบบประสาทในเด็ก (Pediatric Epilepsy, Brain and Neurological Diseases Center) ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล มีบริการตรวจและรักษาตั้งแต่ทารกแรกเกิดที่มีความผิดปกติด้านระบบประสาท โดยทีมกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท

  • รักษาและดูแลโรคความผิดปกติทางสมองและระบบประสาท เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง โรคสมองอักเสบ โรคลมชัก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เลือดออกในสมอง ฝีในสมอง หนองในช่องเยื่อหุ้มสมอง เนื้องอกในสมอง ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ สมองพิการไขสันหลังผิดปกติ และโรคกะโหลกศีรษะเชื่อมติดก่อนกำหนด เป็นต้น
  • ผ่าตัดสมองและไขสันหลัง โดยกุมารศัลยแพทย์ระบบประสาทผู้เชี่ยวชาญ สามารถผ่าตัดใส่สายระบายน้ำหล่อเลี้ยงไขสันหลังส่วนเกิน Shunt Surgery (VP Shunt, VA Shunt, Cysto-pleural Shunt, Syringo-pleural Shunt) ในผู้ป่วยภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus)
  • ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่สิบ (Vagus Nerve Stimulator - VNS) เพื่อหยุดอาการชักในผู้ป่วยเด็กโรคลมชักดื้อยา
  • รักษาโรคลมชักแทรกซ้อนด้วยอาหารคีโต (Ketogenic Diet)
  • วินิจฉัยโรคด้วยเทคโนโลยีการตรวจพิเศษ ร่วมกับการตรวจคลื่นแม่เหล็กและรังสีวิทยาชั้นนำ อาทิ EEG, EMG, CT Scan, MRI, รวมถึงการตรวจหลอดเลือดสมองสำหรับเด็ก เช่น MRA, MRV ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนการรักษาเกิดความแม่นยำและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

คะแนนบทความ