คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมชักในเด็ก เพราะอาการชักนั้นเป็นพบได้บ่อยมากกว่าที่คิด โรคลมชักเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก พบได้มากถึง 50 ล้านคนทั่วโลก (อ้างอิงข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลก) ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ ครู และผู้ดูแลเด็กทุกคน ควรรู้วิธีการรับมืออาการชัก รวมถึงชนิดของการชักที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถทราบและดูแลเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องทันท่วงที
โรคลมชัก (Epilepsy) คือ ภาวะที่มีการวินิจฉัยเฉพาะเจาะจง หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าอาการชักทั้งหมดเกิดจากโรคลมชัก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการชักจะเป็นโรคลมชัก ผู้ป่วยจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชัก จากอาการดังนี้:
อาการชักเกิดจากอะไร ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคลมชัก
อย่างไรก็ตาม อาการชักอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคลมชักได้ เช่น:
เมื่อเด็กมีอาการชักเป็นครั้งแรก แต่ไม่มีความผิดปกติเหล่านี้ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัย เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากโรคลมชักหรือไม่ ซึ่งสามารถรู้ผลได้ภายในไม่กี่วัน
อาการชักในเด็กอาจแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ และสาเหตุ อาการชักแบบทั่วทั้งสมอง (generalized seizures) เกิดจากจุดกำเนิดคลื่นชักจาก 2 ซีกของสมอง ในขณะที่อาการชักแบบเฉพาะจุด (focal seizures) เกิดจากจุดกำเนิดการชักจากสมองซีกใดซีกหนึ่ง
สัญญาณและอาการของการชักในเด็กอาจแตกต่างกันไป ทำให้คุณพ่อคุณแม่อาจไม่ทันสังเกต ในบางกรณีอาการเหล่านี้อาจถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมปกติของลูกน้อย ซึ่งอาจทำให้เกิดการวินิจฉัยและการรักษาโรคที่ล่าช้า
ควรสังเกตทุกสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงระยะเวลา และพามาพบแพทย์
การดูแลเด็กที่กำลังมีอาการชักเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่แค่อาการชักเกร็งหรือกระตุกอย่างรุนแรงเท่านั้น แต่มีอาการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติด้วย หากคุณสงสัยว่าลูกกำลังชักอยู่ ให้ตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้:
ตามปกติแล้วประมาณ 70% ของอาการชักจะหยุดได้เองภายใน 3-5 นาที แต่หากไม่หยุดภายใน 5 นาที หรือ ถ้าลูกน้อยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังผ่านไป 1 ชั่วโมง คุณควรนำลูกส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน
โรคลมชักสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในเด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้ใหญ่
ผู้ป่วยโรคลมชักกว่าครึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่สามารถรักษาและอาจหายขาดได้ โดยสาเหตุที่พบจะแตกต่างกันไปตามช่วงวัย เด็กที่ภาวะดังต่อไปนี้ อาจมีความเสี่ยงสูงต่อโรคลมชัก
ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยอย่างครอบคลุม (comprehensive diagnosis) ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก อาจประกอบกับการตรวจระบบประสาท การตรวจคลื่นสมอง (EEG) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และการทดสอบอื่นๆ ในผู้ป่วยบางราย
หลังจากการวินิจฉัยเสร็จแล้ว แพทย์จะสั่งจ่ายยาต้านชัก (ASM) โดยพิจารณาจากผลการตรวจ และติดตามการตอบสนองของเด็กต่อยา ตลอดจนผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ประมาณ 60-70% ของเด็กที่เป็นโรคลมชักตอบสนองได้ดีต่อยาชนิดนี้ หากไม่เห็นผลดีขึ้นหรือมีผลข้างเคียง แพทย์จะแนะนำเปลี่ยนเป็นให้ยาตัวอื่น
ในบางกรณี เด็กอาจเป็นโรคลมชักที่ดื้อยา (DRE) ซึ่งไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาต้านชัก (ASM) และต้องใช้วิธีการรักษาแบบอื่น การกำหนดแนวทางการรักษา DRE ที่เหมาะสมจะต้องทำร่วมกับทีมสหแพทย์ผู้ชำนาญการ
ส่วนใหญ่เด็กสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยการใช้ยาต้านชัก (ASM) อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรระมัดระวังในกิจกรรมบางอย่าง เช่น การว่ายน้ำหรือปั่นจักรยานปีนที่สูง ขับรถ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงหากไม่มีผู้ดูแล
ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรแจ้งครู ผู้ฝึกสอน หรือผู้ดูแลเด็กให้ทราบเกี่ยวกับโรคลมชักของลูกน้อย เพื่อให้พวกเขาพร้อมรับมือหากเกิดอาการชักขึ้น
เมื่อลูกก้าวเข้าสู่วัยรุ่นและเป็นผู้ใหญ่ มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เพิ่มขึ้น เช่น การใช้ยาบางชนิดและการดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการชัก และอาจทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำในผู้ป่วยที่เคยหายแล้ว
ผู้ป่วยเด็กโรคลมชักควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ฉีดวัคซีนตามวัยให้ครบถ้วน
ศูนย์โรคลมชัก โรคสมองและระบบประสาทในเด็ก (Pediatric Epilepsy, Brain and Neurological Diseases Center) ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล มีบริการตรวจและรักษาตั้งแต่ทารกแรกเกิดที่มีความผิดปกติด้านระบบประสาท โดยทีมกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท