หลายคนคงคุ้นเคยกันมาบ้างกับคำว่า หมอ MFM โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ แต่หลายคนก็ยังคงสงสัยเช่นกันใช่ไหมว่าคุณหมอ MFM นั้นคืออะไร วันนี้จะมาไขข้อข้องใจให้ทราบกัน
MFM ย่อมาจากคำว่า Maternal Fetal Medicine ซึ่งหมายถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ หรือถ้าพูดง่ายๆ ก็คือ สูติแพทย์ที่ทำการศึกษาต่อยอดภายหลังจากที่จบการฝึกอบรมสูติศาสตร์นรีเวชวิทยาแล้ว ซึ่งสิ่งที่คุณหมอ MFM ต้องศึกษาต่อยอดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เพราะคุณหมอจะต้องมาทำหน้าที่ดูแลในเชิงลึกเกี่ยวกับทางด้านทารก และมารดา ให้คำปรึกษาดูแลช่วยเหลือสูตินรีแพทย์ในการดูแลครรภ์ควบคู่กันไปตลอดการตั้งครรภ์ โดยคุณหมอมีหน้าที่หลักๆ คือ
คุณหมอมีเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยตรวจคัดกรองภาวะต่างๆ คือ การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรือการอัลตร้าซาวด์ ซึ่งการอัลตร้าซาวด์ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ กับทารกในครรภ์ แต่กลับเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้คุณหมอตรวจพบสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับทารกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจารย์แนะนำว่า โดยทั่วไปแล้วในการตั้งครรภ์ครั้งหนึ่ง ควรจะได้มีการตรวจอัลตร้าซาวด์โดยคุณหมอ MFM อย่างน้อย 1 ครั้ง ในช่วงกึ่งกลางของการตั้งครรภ์ ซึ่งอยู่ประมาณสัปดาห์ที่ 18-23 แต่ถ้าจะเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้มากยิ่งขึ้น ควรมีการตรวจอัลตร้าซาวด์โดยละเอียดอยู่ 3 ช่วงด้วยกัน
ในช่วงนี้จะเป็นช่วงของการคัดกรองที่เรียกว่า Screening ซึ่งเป็นการตรวจลักษณะที่แสดงออกทางอัลตร้าซาวน์ โดยการตรวจดูน้ำบริเวณใต้ต้นคอของทารก ร่วมกับการตรวจเลือดของคุณแม่ เพื่อตรวจหาดาวน์ซินโดรม และเพื่อดูว่าทารกในครรภ์มีพัฒนาการเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ดูว่ามีความผิดปกติอะไรหรือเปล่า เช่น ในระยะนี้ควรจะมีกะโหลก มีแขน มีขา เป็นต้น ซึ่งถ้าเราพบความผิดปกติตั้งแต่ในช่วงนี้ก็จะสามารถร่วมกันปรึกษาหารือ เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องรอให้นานไปจนถึง 18 สัปดาห์
ซึ่งถือเป็นช่วงที่สำคัญ เป็นช่วงของการตรวจโครงสร้างของทารก ที่เรียกว่า Anatomic Survey เพื่อค้นหาความผิดปกติของเด็ก ซึ่งถ้าไม่พบความผิดปกติในช่วงนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถถอนหายใจได้เฮือกใหญ่ๆ เลยทีเดียว เพราะแสดงว่าความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติต่างๆ กับทารกนั้นลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งนอกจากคุณหมอจะตรวจทารกแล้ว ในช่วงนี้คุณหมอก็จะทำการตรวจให้คุณแม่อย่างละเอียดอีกด้วย เพื่อดูว่ามีรกเกาะต่ำหรือไม่ รกอยู่ในตำแหน่งที่ดีหรือไม่ ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ดีก็ไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้ามีรกต่ำก็ต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้งการตรวจเนื้องอก หรือความผิดปกติภายในมดลูกอีกด้วย
และสิ่งสำคัญสำหรับการตรวจอัลตร้าซาวด์ให้กับคุณแม่ในช่วงนี้คือ การวัดความยาวของปากมดลูก เพื่อดูว่ามีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดหรือไม่ ถ้าปากมดลูกยาวแสดงว่าดี มีความแข็งแกร่ง โอกาสที่ปากมดลูกจะเปิดก็ยาก ความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดก็น้อย แต่ถ้าปากมดลูกสั้น อ่อนตัว ถุงน้ำย้วยลงมาได้ง่าย ก็มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้สูง ถ้าตรวจดูแล้วว่ามีความเสี่ยงก็จะมีการให้ยารักษาแล้วเฝ้าตรวจดูเป็นระยะๆ แต่ถ้าสั้นมากๆ อาจมีการผ่าตัดเย็บมดลูกร่วมด้วย เพื่อลดความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในสมัยก่อนการคลอดก่อนกำหนดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ปัจจุบันการวัดความยาวของปากมดลูก และการให้ยากลุ่มโปรเจสเตอโรน สามารถช่วยลดปัญหาการคลอดก่อนกำหนดได้สูงถึง 50-70% เลยทีเดียว
ในช่วงนี้อาจารย์บอกว่าถือเป็น Option ให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกมากกว่าว่าจะอัลตร้าซาวด์หรือไม่ เพราะถ้าผ่านช่วงที่ 2 มาได้ก็สามารถสบายใจไปได้กว่าครึ่งแล้วซึ่งช่วงนี้จะเป็นการตรวจดูการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ดูตำแหน่งรก ตรวจวัดปริมาณน้ำคร่ำ และตรวจดูความผิดปกติของทารกบางชนิด ซึ่งบางอย่างอาจจะมาพบความผิดปกติในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ได้เหมือนกัน แต่มีโอกาสเกิดได้น้อย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความผิดปกติของทารกในครรภ์อีกหลายชนิด ซึ่งอาจจะไม่สามารถวินิจฉัยก่อนคลอดได้ทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดของอัลตร้าซาวด์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์
นอกจากนี้ขอเสริมว่า ถึงแม้จะมีเครื่องมืออย่างอัลตร้าซาวด์ที่มาช่วยตรวจคัดกรองความผิดปกติ หรือความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะต่างๆ ของทารกในครรภ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะช่วยป้องกันทารกในครรภ์จากความผิดปกติต่างๆ ได้ คือการปฏิบัติตัวของคุณแม่นั่นเอง
ได้ฟังแบบนี้แล้ว คงทำให้คุณผู้หญิงทั้งหลายสบายใจได้มากขึ้นทีเดียว เพราะทั้งความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของคุณหมอ บวกกับเครื่องไม้เครื่องมือที่จะมาช่วยให้ตลอดการตั้งครรภ์ของคุณผู้หญิงนั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่น และเป็นครรภ์ที่มีคุณภาพ ใครที่ยังรีๆ รอๆ ว่าจะท้องดีหรือไม่ท้องดี ลองเข้ามาปรึกษาหารือกับคุณหมอเพื่อวางแผนกันก่อนได้ดีกว่า