การดำเนินชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เต็มไปด้วยการแข่งขันที่กดดันและความเครียด สิ่งเหล่านี้ส่งผลร้ายต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และน้ำหนักตัวเกิน จนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บตามมา เช่น โรคเบาหวาน, ความดันหรือหัวใจ ฯลฯ ปัญหาสุขภาพเหล่านี้อาจยังไม่ปรากฎในวัยที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุด แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดโรคร้ายตามมาโดยไม่คาดคิด
แนวการดูแลรักษาแบบใหม่ โดยเน้นการป้องกันและปรับพฤติกรรมเพื่อสร้างสมดุลแห่งสุขภาพให้บริการที่ ครอบคลุมทั้งสุขภาพ ความงาม เน้นแนวการรักษาเชิงวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของผู้ป่วยแต่ละคน (customized) ถึงความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิต เพื่อนำมาปรับพฤติกรรมแก้ไขให้ถูกต้องและดูแลรักษาโรคจากสาเหตุที่แท้จริง ก่อนที่โรคจะเกิดอีกด้วย
ปัจจุบันแนวทางการดูแลรักษาได้มีการเปลี่ยนแนวจากเน้นการรักษาด้วยการให้ยามาเป็นการเน้นการป้องกันดูแลก่อนเกิดโรคด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่างๆ ให้เหมาะสม รวมไปถึงแม้จะเป็นโรคแล้วก็มีการใข้พฤติกรรมสุขภาพต่างๆ เข้ามาร่วมกับการใข้ยามากขึ้น พร้อมทั้งมีตัวช่วยต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย มีการรับประทานอาหารเสริม การล้างพิษด้วยวิธีการต่างๆ การทำ caloric restriction จำกัด calorie ในอาหารที่รับประทาน การเน้นการออกกำลังกายเพื่อช่วยในการกระตุ้น growth hormone การจัดโปรแกรมการออกกำลังกาย อาหารที่เหมาะสม การจัดการกับความเครียด เป็นต้น
อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความเจ็บป่วยของคนในยุคปัจจุบันนั้นแตกต่างจากเดิมอย่างมาก ในสมัยก่อนคนมักเสียชีวิตจากเชื้อโรคหรือโรคระบาดต่างๆ จึงมีการศึกษาค้นคว้าและพยายามพัฒนาด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้มียารักษาโรคและยาฆ่าเชื้อมากมาย จนสามารถทำให้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้น แต่ในปัจจุบันแม้ว่าสังคมเจริญขึ้นคนกลับมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงแย่ลงมากขึ้น รับประการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย ความเครียดสะสม การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น ซึ่งปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะสะสมก่อให้เกิดความเสื่อม ระบบต่างๆ ของร่ากายทำงานบกพร่องทีละน้อย จนนำไปสู่โรคโรคเรื้อรัง อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือด โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งโรคในกลุ่มนี้หากลองสังเกตดูจะพบว่า หากคนที่ยังยึดติดกับความคิดแบบเดิมๆ เน้นการรับประทานยาเป็นหลักยามเจ็บป่วยโดยไม่มีการปรับพฤติกรรม จะไม่สามารถรักษาได้ผลดี แต่โรคจะแย่ลง จนต้องเพิ่มยาขึ้นเรื่อยๆ แต่ในคนที่มีการปรับพฤติกรรมร่วมด้วยจะได้ผลการรักษาที่ดีกว่า ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การดูแลพฤติกรรมสุขภาพต่างๆในรูปแบบของ Lifestyle Medicine มีความสำคัญยิ่งสำหรับการดูแลโรคภัยต่างๆ ในยุคปัจจุบัน ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในแง่ของการป้องกันโรคหรือการรักษาโรคควบคู่ไปกับการใช้ยาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการรักษาสูงสุด ซึ่งในเรื่องนี้มหาวิทยาลัยแพทย์ชื่อดังทั่วโลก เช่น Harvard Medical School , John Hopkins Medical School ต่างก็เน้นและให้ความสำคัญอย่างมาก
ประโยชน์ของการดูแลรักษาตามแนวทาง Lifestyle Medicine คือ คนไข้รู้สึกมีส่วนร่วมในการรักษา ผลที่ได้จะยั่งยืน และ มีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนไข้และทีมแพทย์ ผู้ป่วยสามารถสื่อสารและบอกถึงความต้องการ อาการต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากผู้ป่วยสามารถใช้เวลาในการซักถามพูดคุยกับแพทย์ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
สุดท้ายนี้ขอแนะนำหลักการดูแลสุขภาพแบบสั้นๆจำง่ายๆ เรียกว่า หลัก 8อ ซึ่งเป็นหลักที่คนทั่วไปสามารถนำไปใช้เพื่อดูแลสุขภาพได้ทั้งในแง่ป้องกันและรักษาโรคเบื้องต้นนะคะ อย่างไรก็ตามในคนที่เป็นโรคต่างๆ นั้นจะมีวิธีการดูแลที่จำเพาะเจาะจงในรายละเอียดลงไปอีก สามารถพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำได้เป็นกรณีๆ ไปค่ะ
1. อาหาร :
– ชนิด ครบ 5 หมู่ หลายหลาก ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน และไม่ควรรับประทานอาหารที่เป็นโทษแก่ร่างกาย เช่น ของทอด ของมัน ชองหวาน กาแฟ แอลกอฮอล์ สารปรุงแต่ง สารกันบูด อาหารแปรรูปต่าง เป็นต้น
– ปริมาณ พอดี เหมาะสม กินพอดีอิ่ม ไม่ควรอิ่มมากเกินไป
– เวลา ตรงเวลาและควรต้องกินอาหารมื้อเช้า สำคัญมาก
2. อากาศ หลีกเลี่ยงแหล่งที่เป็นมลพิษต่างๆให้มากที่สุด พยายามหาแหล่งที่ให้ออกซิเจนบริสุทธิ์ และ ฝึกการหายใจเข้าออกลึกๆยาวๆเป็นประจำ เพื่อช่วยเก็บเอาออกซิเจนไปใช้ประโยชน์แก่ร่างกายมากที่สุดและยังช่วยลดระดับความเครียดลงได้เป็นอย่างดี
3. ออกกำลังกาย
– ครบถ้วน ทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ aerobic exercise, weight training, flexibility (ความยืดหยุ่นของร่างกาย)
– ระยะเวลา ที่เหมาะสม ไม่ควรออกกำลังกายหักโหมหรือมากเกินไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อครั้งและ อย่างน้อย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายที่มากเกินไปจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
– แสงแดด ควรได้รับในตอนเช้าบ้างเพื่อช่วยร่างกายในการสังเคระห์วิตามินดี
4. เอนกาย พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และข่วงเวลาการนอนก็มีความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับอวัยวะต่างๆ และฮอร์โมนในร่างกาย ควรเข้านอน 22.00-23.00 น.
5. อารมณ์ ควรลดความเครียด เพราะความเครียดทำให้ cell ต่างๆในร่างกายเสื่อมได้และทำให้ฮอร์โมนต่างๆมีปัญหาตามมาได้ ปรับทัศนคติต่างๆในการใช้ชีวิตให้มีความสุข สร้างโอกาสในการยิ้มหรือหัวเราะบ่อยๆ
6. เอาพิษออก
– ลำไส้ใหญ่ ทางอุจจาระ ควรฝึกให้มีการขับถ่ายทุกวัน
– ไต ขับทางปัสสาวะ ดังนั้นควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และไม่กลั้นปัสสาวะ
– ปอด ทางการหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออก ดังนั้นควรหมั่นหายใจเข้าออกลึกๆในที่มีอากาศบริสุทธิ์เสมอๆ
7. อาชีพ ที่เหมาะสม ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่ทำให้ตัวเองเสียสุขภาพ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีโอกาสพัฒนาตัวเอง ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม กิจกรรมในอาชีพนั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจของคนๆนั้น
8. อิทธิบาท4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
มีความพอใจตั้งใจมั่น พากเพียร เอาใจใส่ ค้นคว้า ในเรื่องการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อายุยืนนาน ไม่เกียจคร้าน ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ