จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงถึงประมาณ 70,000 รายต่อปี
เมื่อผู้ชายก้าวเข้าสู่วัย 40 ปี ร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบการเผาผลาญ ความดันโลหิต และการจัดการกับไขมันในเลือด
โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น พันธุกรรมและประวัติครอบครัวที่มีผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม ร่วมกับ พฤติกรรมเสี่ยงจากการใช้ชีวิต เช่น
ปัจจัยเหล่านี้สามารถเร่งการเสื่อมของหลอดเลือดและการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งอาจดำเนินไปโดยไม่แสดงอาการ จนเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดหรือถึงจุดวิกฤตที่นำไปสู่การเสียชีวิตอย่างกะทันหันได้
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากการที่ไขมันค่อย ๆ สะสมจนหลอดเลือดอุดตันและเกิดอาการหัวใจวายเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กลไกการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction) นั้นมีความซับซ้อน รุนแรง และเกิดขึ้นรวดเร็วกว่านั้นมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากความไม่มั่นคงของ "คราบตะกรันไขมัน" หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า "Plaque"

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี คอเลสเตอรอล แคลเซียม และเซลล์เม็ดเลือดขาวจะเข้าไปสะสมตัวอยู่ใต้เยื่อบุผนังหลอดเลือดหัวใจ ก่อให้เกิดคราบตะกรันไขมัน (Atheromatous Plaque) คราบตะกรันนี้มีโครงสร้างหลักประกอบด้วยแกนกลางที่เต็มไปด้วยไขมันและเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว (Necrotic Lipid Core) ซึ่งถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเปลือกหุ้มที่เป็นเส้นใย (Fibrous Cap) เพื่อแยกส่วนประกอบอันตรายเหล่านี้ไม่ให้สัมผัสกับกระแสเลือด แต่เมื่อร่างกายมีภาวะอักเสบเรื้อรังจากความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือการสูบบุหรี่ เปลือกหุ้มนี้จะเริ่มบางลงจากการสูญเสียเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ (Vascular Smooth Muscle Cells) ทำให้คราบตะกรันนั้นเข้าสู่สภาวะเปราะบางและไม่มั่นคง (Vulnerable Plaque)

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบอาจดำเนินไปโดยไม่มีอาการ จนกระทั่งเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเป็นครั้งแรก
ดังนั้น ผู้ชายวัย 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับหัวใจ ควรได้รับการประเมินความเสี่ยงควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปี โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกการตรวจเพิ่มเติมที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
การตรวจประเมินระดับแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง หรือ Coronary Artery Calcium Score (CT Calcium Score) เป็นการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม โดยเฉพาะสำหรับผู้ชายวัย 40+ ที่ยังไม่แสดงอาการผิดปกติ
หากผลตรวจพบความเสี่ยงหรือมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ การปรับพฤติกรรมควบคู่กับการดูแลรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเหมาะสม จะช่วยควบคุมปัจจัยเสี่ยง ชะลอการดำเนินของโรค และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจในอนาคต
แนวทางสำคัญในการป้องกันและดูแลรักษา คือ "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม" (Lifestyle Modification) เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
หากการปรับพฤติกรรมยังไม่เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาการใช้ยาเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ยากลุ่มสแตติน (Statins) เพื่อช่วยลดระดับไขมัน LDL และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยให้คราบพลัคมีความเสถียรมากขึ้น (Plaque Stabilization) สำหรับยาต้านเกล็ดเลือด แพทย์จะพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยประเมินประโยชน์ในการป้องกันภาวะหลอดเลือดอุดตันควบคู่กับความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก

หากหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรงจนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Balloon Angioplasty) และอาจใส่ขดลวด (Stent) เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น โดยแพทย์จะสอดสายสวนขนาดเล็กเข้าไปยังตำแหน่งที่ตีบตัน แล้วขยายบอลลูนเพื่อดันคราบไขมันให้แนบไปกับผนังหลอดเลือด พร้อมกับการใส่ขดลวด (Stent) เพื่อเป็นโครงค้ำยันไม่ให้หลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำ
แต่หากหลอดเลือดตีบตันรุนแรงหลายเส้นและไม่เหมาะกับการทำบอลลูน แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือ "การทำบายพาส" (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG) เพื่อสร้างเส้นทางเดินเลือดใหม่ข้ามผ่านจุดที่อุดตัน
โรคหลอดเลือดหัวใจไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากความเสี่ยงที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย 40+ สิ่งที่ควรระวังไม่ใช่เพียงหลอดเลือดที่ค่อย ๆ ตีบลง แต่คือคราบพลัคที่ไม่เสถียร ซึ่งอาจปริแตกและนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันได้โดยไม่ทันตั้งตัว
การรู้ความเสี่ยงและตรวจประเมินอย่างเหมาะสม เช่น CT Calcium Score ในผู้ที่มีข้อบ่งชี้ ช่วยให้วางแผนป้องกันและดูแลได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะสุขภาพหัวใจที่ดี เริ่มต้นจากการรู้และจัดการความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้
โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มีศูนย์โรคหัวใจที่มีแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญโรคหัวใจและมีเครื่องมือที่ทันสมัยซึ่งสามารถให้คำปรึกษาและตรวจคัดกรองโรคหัวใจด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยครบถ้วน สามารถให้การรักษาโรคหัวใจได้ในหลายมิติด้วยวิธีการรักษาที่ได้มาตรฐานระดับโลก อาทิเช่น หากพบหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจำเป็นต้องใส่ขดลวดหรือไม่ เทคโนโลยี muFR สามารถช่วยประเมินว่ารอยตีบนั้นส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดมากน้อยเพียงใด ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเลือกวิธีรักษาได้เหมาะสมยิ่งขึ้น และลดการขยายหลอดเลือดหรือใส่ขดลวดโดยไม่จำเป็น