มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ หากตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ก่อนเกิดอาการ และนี่คือเหตุผลที่แนวทางคัดกรองทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่อายุ 45 ปี
“ผมไม่มีอาการอะไรเลย ทำไมหมอถึงแนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่”
นี่คือคำถามที่แพทย์ระบบทางเดินอาหารได้ยินอยู่บ่อย
หลายคนเข้าใจว่าการตรวจคัดกรองเป็นเรื่องของผู้ที่มีอาการผิดปกติแล้ว เช่น
แต่ในความเป็นจริง มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้น รวมถึงติ่งเนื้อบางชนิดที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งในอนาคต มักไม่แสดงอาการใด ๆ เลย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่แนวทางการดูแลในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การค้นหาความผิดปกติก่อนเกิดอาการมากขึ้น
สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ก่อนจะกลายเป็นมะเร็ง มักมีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุลำไส้เกิดขึ้นเป็นลำดับ เริ่มจากติ่งเนื้อขนาดเล็ก (Polyp) บางชนิดที่ค่อย ๆ
เปลี่ยนแปลงเป็นความผิดปกติระยะก่อนมะเร็ง และอาจพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในเวลาต่อมา กระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายปี นั่นหมายความว่า หากสามารถค้นพบและกำจัดความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะต้น ก็อาจช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ตั้งแต่ก่อนที่โรคจะพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น
ด้วยเหตุนี้ มะเร็งลำไส้ใหญ่จึงเป็นหนึ่งในมะเร็งไม่กี่ชนิดที่การตรวจคัดกรองสามารถมีบทบาททั้งในการค้นหาโรคและการป้องกันโรคไปพร้อมกัน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มพบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 50 ปี ข้อมูลดังกล่าวทำให้แนวทางคัดกรองในหลายประเทศเริ่มแนะนำให้ประชาชนทั่วไปเริ่มประเมินความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 45 ปี โดย American Cancer Society (ACS) และ U.S. Preventive Services Task Force (USPSTF) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้ปรับคำแนะนำดังกล่าว
แม้ว่าทุกคนอาจไม่ได้จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจแบบเดียวกัน แต่ช่วงอายุ 45 ปีถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงของตนเอง
เมื่อพูดถึงการตรวจคัดกรอง หลายคนมักคิดถึงการค้นหาโรค แต่ในมุมมองทางการแพทย์สมัยใหม่ เป้าหมายสำคัญไม่ได้มีเพียงการค้นหามะเร็งที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น
สิ่งที่แพทย์พยายามค้นหาคือความผิดปกติที่อาจกลายเป็นมะเร็งในอนาคต ยิ่งตรวจพบได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสจัดการกับปัญหาได้ก่อนที่โรคจะพัฒนาไปสู่ระยะที่ซับซ้อนขึ้น
แนวคิดนี้ทำให้การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในปัจจุบันเป็นมากกว่าการวินิจฉัยโรค แต่เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันโรคด้วย
ความท้าทายสำคัญของการตรวจคัดกรองคือ ติ่งเนื้อบางชนิดอาจมีขนาดเล็กมาก หรือมีลักษณะแบนราบจนสังเกตได้ยาก
ปัจจุบัน เทคโนโลยี AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในการช่วยวิเคราะห์ภาพระหว่างการการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) แบบเรียลไทม์ เพื่อสนับสนุนการประเมินของแพทย์ระหว่างการตรวจ
ที่ศูนย์ดูแลสุขภาพลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มีการนำระบบ AI-assisted Colonoscopy หรือ EndoBRAIN-EYE มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจคัดกรอง
ในวงการส่องกล้องทางเดินอาหาร มีตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ประเมินคุณภาพการตรวจ เรียกว่า Adenoma Detection Rate (ADR)
ADR คืออัตราการตรวจพบติ่งเนื้อชนิด adenoma ซึ่งเป็นความผิดปกติที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต
เหตุผลที่ตัวชี้วัดนี้ได้รับความสำคัญ เพราะยิ่งตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะต้น โอกาสในการป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคตก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
American Society for Gastrointestinal Endoscopy (ASGE) กำหนด benchmark สำหรับ ADR ไว้ที่ 35% โดยข้อมูลของศูนย์ดูแลสุขภาพลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท อยู่ที่ 40%
นอกจากตัวชี้วัดด้านการตรวจพบแล้ว ยังมีการติดตามตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยและผลลัพธ์ทางคลินิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในระยะยาว
เป้าหมายสำคัญของการคัดกรองไม่ใช่เพียงการพบโรคให้เร็วขึ้น แต่คือการเปลี่ยนเส้นทางของโรคก่อนที่จะลุกลาม
ข้อมูลจากศูนย์ดูแลสุขภาพลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท พบว่า การใช้ AI-assisted Colonoscopy เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการตรวจคัดกรองที่ช่วยเพิ่มการตรวจพบ adenoma ได้ถึง 2 เท่า และช่วยเพิ่มการตรวจพบติ่งเนื้อในกลุ่มเสี่ยงได้มากขึ้น
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การลดลงของการตรวจพบโรคในระยะลุกลามถึง 60% พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น
แนวทางการดูแลของศูนย์ดูแลสุขภาพลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความสำคัญกับการป้องกัน การตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มคุณภาพของการตรวจคัดกรอง
แนวทางดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ได้รับรางวัล Colorectal Cancer Service Provider of the Year in Asia-Pacific 2026 จาก Global Health Asia-Pacific Awards 2026 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการป้องกัน การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการดูแลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดเส้นทางการรักษา