ในอดีต ยารักษาอัลไซเมอร์ ส่วนใหญ่มุ่งบรรเทาเพื่อประคองความจำ การคิด และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันให้นานที่สุดแต่ไม่ได้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกระบวนการสำคัญที่ทำให้เซลล์สมองเสื่อมลง
ปัจจุบันมี การรักษาอัลไซเมอร์มีทางเลือกใหม่ด้วย ยาที่มุ่งปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรค (Disease-Modifying ) สำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะแรก ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต่อโปรตีนอะไมลอยด์ที่สะสมผิดปกติในสมอง จึงอาจช่วยชะลอการถดถอยของความจำ ความคิด และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันได้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มใหม่นี้ ไม่ใช่ยารักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด และไม่ใช่ยาสำหรับผู้ที่มีอาการหลงลืมทุกคน การจะพิจารณาใช้ยา ต้องผ่านกระบวนการวินิจฉัยและประเมินอย่างละเอียด โดยเฉพาะการยืนยันว่าอาการที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากโรคอัลไซเมอร์และผู้ป่วยยังอยู่ในระยะที่ได้รับประโยชน์จากการใช้ยา
ปัจจุบัน ยารักษาอัลไซเมอร์ มีทั้งยาที่ช่วยควบคุมอาการ และยากลุ่มใหม่ที่มุ่งชะลอการดำเนินของโรค ซึ่งมีเป้าหมายและบทบาทในการรักษาแตกต่างกัน
| กลุ่มยา | เป้าหมายของการรักษา |
| ยาบรรเทาอาการ | ช่วยปรับการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง อาจช่วยให้อาการด้านความจำ ความคิด พฤติกรรม หรือการทำกิจวัตรดีขึ้นหรือคงที่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่ได้ไปจัดการกับโปรตีนอะไมลอยด์ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ |
| ยาชะลอการดำเนินโรค (กลุ่มใหม่) | ออกฤทธิ์ต่อการสะสมของโปรตีนอะไมลอยด์ในสมอง มีเป้าหมายเพื่อลดอะไมลอยด์และชะลอการถดถอยทางความคิดและคงความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะแรก |
ไม่ว่าจะได้รับยากลุ่มใด ตามข้อบ่งชี้และความเหมาะสมของการใช้ยาแล้ว ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำในการดูแลโรคประจำตัวอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงและพบร่วมกับโรคอัลไซเมอร์ การฟื้นฟูสมอง การออกกำลังกาย โภชนาการ การนอน และการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อชะลอการเสื่อมถอยจากโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์คือมีการสร้างและการสะสมของโปรตีน เบต้า-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid) ในสมอง ที่เซลล์ประสาทสมองสร้างขึ้นเอง และพบได้เฉพาะในผู้ที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์เท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้น10 -20 ปี ก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการหลงลืม โปรตีนดังกล่าวไม่ละลายน้ำและจะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ตกตะกอนเป็นคราบอะไมลอยด์ กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ เซลล์ประสาทตายและทำให้เครือข่ายการทำงานของสมองเสียหาย เกิดกระบวนการเสื่อมของสมองในเวลาต่อมา
ยาต้านอะไมลอยด์ (Anti-amyloid Therapy) เป็นยารักษาอัลไซเมอร์กลุ่มใหม่ที่ออกฤทธิ์จับกับโปรตีนอะไมลอยด์ในรูปแบบต่าง ๆ และช่วยให้ร่างกายกำจัดอะไมลอยด์ออกจากสมองได้มากขึ้น เพื่อลดพยาธิสภาพที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินของโรค
สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ การลดอะไมลอยด์ไม่ได้ทำให้เซลล์สมองที่เสียไปแล้วกลับมาเป็นปกติ เป้าหมายของยาจึงไม่ใช่การทำให้ผู้ป่วยหายจากอัลไซเมอร์หรือความจำกลับมาเหมือนเดิม แต่เป็นการทำให้โรคดำเนินช้าลง เพื่อรักษาความสามารถที่ยังเหลืออยู่ให้นานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ประโยชน์ของการรักษาจึงอาจไม่ใช่ความจำที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วหลังได้รับยา แต่เป็นการช่วยให้โรคดำเนินช้าลง ผู้ป่วยยังคงทำกิจวัตร จัดการเรื่องส่วนตัว สนทนา ตัดสินใจ หรือมีส่วนร่วมกับครอบครัวได้นานขึ้นเมื่อเทียบกับการไม่ได้รับยา
งานวิจัยในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น พบว่า ยาต้านอะไมลอยด์บางชนิดสามารถช่วย ชะลอการถดถอยด้านความจำ การคิด และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันได้ประมาณ 27% โดยเฉลี่ย เมื่อเทียบกับยาหลอกในช่วง 18 เดือน
ตัวเลข 27% ไม่ได้หมายความว่าความจำดีขึ้น 27% หรือโรคหยุดดำเนินไป ผู้ป่วยยังคงมีการถดถอยตามธรรมชาติของโรค แต่โดยเฉลี่ยแล้ว กลุ่มที่ได้รับยามีการดำเนินของโรคช้ากว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก
ก่อนพิจารณายาต้านอะไมลอยด์ แพทย์จึงต้องประเมินอย่างรอบด้าน ทั้งการยืนยันโรคและระยะของอัลไซเมอร์ สุขภาพโดยรวม MRI สมอง สถานะยีน APOE ε4 รวมถึงความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง เพื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยรายนั้นเหมาะสมกับการรักษาหรือไม่
ยาต้านอะไมลอยด์ (Anti-amyloid Therapy) ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ทุกคน ปัจจุบันการรักษามุ่งใช้ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะแรก ที่ผ่านการวินิจฉัยและประเมินความเหมาะสมอย่างละเอียด
MCI หรือ ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย หมายถึงภาวะที่ความจำ ความคิด ภาษา สมาธิ หรือการวางแผนลดลงจากเดิมมากกว่าที่ควรเป็นตามวัย แต่ผู้ป่วยยังดูแลตัวเองและทำกิจวัตรประจำวันส่วนใหญ่ได้ ตัวอย่างเช่น ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านได้ จัดการเรื่องยา การเงิน แต่ต้องจดบันทึกมากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น หรือตรวจสอบซ้ำบ่อยขึ้น หากเริ่มรับประทานยาผิด จ่ายเงินผิด หลงทาง หรือทำกิจวัตรสำคัญไม่ได้ อาจต้องประเมินว่าอาการเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมแล้วหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การตรวจพบ MCI ไม่ได้หมายความว่าสามารถเริ่มยาต้านอะไมลอยด์กลุ่มใหม่ได้ทันที เพราะ MCI เป็นการบอกระดับความบกพร่อง ไม่ได้บอกสาเหตุ ภาวะนี้อาจเกิดจากอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะซึมเศร้า ปัญหาหรือโรคของการนอน ไทรอยด์ผิดปกติ การขาดวิตามิน ผลข้างเคียงจากยา หรือโรคอื่น ๆ
ก่อนพิจารณายาต้านอะไมลอยด์เพื่อชะลอโรค แพทย์จำเป็นต้องประเมินหาสาเหตุอย่างละเอียด และยืนยันว่าภาวะ MCI ของผู้ป่วยนั้นเกิดจากโรคอัลไซเมอร์จริง
ก่อนเริ่ม ยาต้านอะไมลอยด์ (Anti-amyloid Therapy) แพทย์ต้องประเมินอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าอาการเกิดจาก โรคอัลไซเมอร์ระยะแรก และประเมินความปลอดภัยก่อนการรักษา โดยไม่ได้พิจารณาจากแบบทดสอบความจำและการรู้คิดเพียงอย่างเดียว
ยาในกลุ่มนี้โดยทั่วไปให้ผ่านทางหลอดเลือดดำ โดยรอบการให้ยาอาจเป็นทุก 2 สัปดาห์ในช่วง 18 เดือนแรก หลังจากนั้นจะให้ยาทุก 4 สัปดาห์ ผู้ป่วยต้องมารับยาอย่างต่อเนื่องและสังเกตอาการระหว่างหรือหลังให้ยา โดยเฉพาะในช่วงแรก เพราะอาจเกิดปฏิกิริยาจากการให้ยา เช่น ไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ผื่น หายใจไม่สะดวก หรือความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง
ระยะเวลารักษาไม่เหมือนกันในผู้ป่วยทุกคน อาจให้ต่อเนื่องระยะยาว หรืออาจพิจารณาหยุดยาเมื่ออะไมลอยด์ลดลงถึงระดับที่กำหนด การตัดสินใจขึ้นอยู่กับชนิดยา ผลการรักษา ผล MRI ผลข้างเคียง และแนวทางรักษาที่ใช้อยู่ในขณะนั้น
ผลข้างเคียง ที่สำคัญที่สุดของยากลุ่มนี้คือ Amyloid-Related Imaging Abnormalities หรือ ARIA ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ตรวจเจอได้จาก MRI และแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะหลัก
ผู้ป่วยที่เกิด ARIA จำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการและตรวจพบจาก MRI ตามกำหนดระยะเวลาที่มีการส่งตรวจ MRI ภายหลังจากการเริ่มต้นการรักษา แต่บางรายอาจมีอาการสับสน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ การมองเห็นเปลี่ยนไป เดินเซ แขนขาอ่อนแรง พูดผิดปกติ หรือชัก ส่วนกรณีที่รุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
หากเกิด ARIA แพทย์อาจให้ยาต่อ เลื่อนการให้ยา หยุดยาชั่วคราว หรือตัดสินใจยุติการรักษา ขึ้นอยู่กับลักษณะและระดับความผิดปกติที่พบจาก MRI อาการของผู้ป่วย และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล
ช่วงเวลาที่เหมาะกับยากลุ่มใหม่ที่เป็นยาต้านอะไมลอยด์ค่อนข้างจำกัด ผู้ป่วยต้องเริ่มมีอาการแล้ว แต่ยังอยู่ในระดับ MCI จากอัลไซเมอร์หรือมีภาวะสมองเสื่อมจากอัลไซเมอร์ระดับรุนแรงน้อย หากรอจนความจำ การตัดสินใจ และความสามารถในการใช้ชีวิตถดถอยมาก อาจพ้นระยะที่มีหลักฐานรองรับประโยชน์จากยากลุ่มนี้
หากเริ่มมีอาการ ลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ถามเรื่องเดิมซ้ำบ่อย ทำสิ่งที่คุ้นเคยได้ยากขึ้น จัดการเงินหรือยาเริ่มผิดพลาด หลงทางในสถานที่คุ้นเคย หรือนึกคำพูดได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดบ่อยหรือเปลี่ยนไปจากเดิม ควรเข้ารับการประเมินโดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรง
การตรวจพบอัลไซเมอร์ตั้งแต่ระยะแรก ไม่ได้หมายถึงการรีบเริ่มยา แต่คือการรู้ให้เร็วว่าอาการเกิดจากอะไร และยังอยู่ในช่วงที่สามารถพิจารณาทางเลือกในการชะลอการดำเนินโรคได้หรือไม่
ยิ่งประเมินเร็ว แพทย์ยิ่งมีโอกาสค้นหาสาเหตุที่อาจรักษาได้ ยืนยันการวินิจฉัย ประเมินความเสี่ยง และร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัววางแผนการดูแลที่เหมาะสมได้เร็วขึ้น
ดูรายละเอียด โปรแกรมตรวจสุขภาพเชิงลึก ค้นหาความเสื่อมระดับเซลล์และความเสี่ยงสมองเสื่อมล่วงหน้า ก่อนแสดงอาการ และ โปรแกรมตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ