ภาวะเลือดออกในสมอง ที่เกิดจากอุบัติเหตุในเด็ก

ภาวะเลือดออกในสมอง ที่เกิดจากอุบัติเหตุในเด็ก

Highlight:

  • หากเด็กได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ ตกจากที่สูง การกระแทก วิ่งชนกัน ถูกของแข็งกระทบหรือถูกตี อาจส่งผลกระทบถึงอาการเลือดออกในสมอง  
  • กรณีที่เด็กไม่รู้สึกตัวให้สังเกตว่าเด็กยังหายใจหรือไม่ หากเด็กไม่มีชีพจรจำเป็นต้องรีบทำการปฐมพยาบาลกู้ชีพโดยด่วนและพาส่งต่อโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด 
  • อาการเลือดออกในสมอง ส่งผลกระทบทำให้พบปัญหาทางระบบประสาท ส่งผลต่อการเรียนรู้ การพูด และการเคลื่อนไหว บางคนอาจมีอาการชักหรือลมบ้าหมู รุนแรงสุดถึงขั้นเสียชีวิตได้ 

“ภาวะเลือดออกในสมอง” คือ อาการที่มีเลือดออกในสมอง ทำให้สมองบวมและความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในวัยเด็กรวมถึงผู้ใหญ่ ดังนั้นหากเกิด อุบัติเหตุในเด็ก ที่บริเวณศีรษะจึงต้องมีการสังเกตอาการอยู่เสมอ โดยเฉพาะในวัยเด็กที่ยังมีการตัดสินใจของตัวเองต่ำ ผู้ปกครองและคุณครูที่อยู่ใกล้ชิดจึงควรใส่ใจเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิตของเด็ก 


หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โทร: 0 2022 2222 โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช เพื่อเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน ตลอด 24 ชม.

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช มีบริการรับส่งผู้ป่วยเด็กวิกฤติด้วยรถพยาบาลฉุกเฉิน Super Bear ตลอด 24 ชม. และทีมเคลื่อนย้ายทางอากาศที่ผ่านการฝึกอบรมจากประเทศสหรัฐอเมริกา


สาเหตุของการเกิดภาวะเลือดออกในสมองในเด็ก

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท หลัก ๆ ดังต่อไปนี้ 

  • ภาวะเลือดออกในสมองที่เกี่ยวกับ อุบัติเหตุในเด็ก เช่น การผลัดตกจากที่สูง อาการเลือดออกในสมองจากการกระแทก วิ่งชนกัน การได้รับของแข็งตีบริเวณศีรษะ และรวมถึงการที่เด็กถูกจับมาเขย่าก็อาจก่อให้เกิดภาวะเลือดออกในสมองในเด็กได้ 
  • ภาวะเลือดออกในสมองที่ไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุ เช่น โรคที่เกี่ยวกับสมอง เส้นเลือดในสมองแตก มีก้อนเนื้องอกในสมอง มีโรคประจำตัว อาทิ เลือดออกง่ายหยุดยาก โรคตับ เป็นต้น 

เป็นที่สังเกตได้ว่า ภาวะเลือดออกในสมองที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ที่ประสบอุบัติเหตุนั้นเกิดได้ง่าย รวดเร็ว และมักคาดไม่ถึง ดังนั้น ภาวะเลือดออกในสมองในเด็กที่เกิดจากอุบัติเหตุจึงถือเป็นสาเหตุที่ผู้ปกครองควรให้ความสนใจและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง 

การปฏิบัติเมื่อเด็กได้รับอุบัติเหตุบริเวณศีรษะ

  1. ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดต้องมีสติ เพื่อที่จะสามารถควบคุมและจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  
  2. ต้องรีบประเมินเด็ก ต้องตรวจสอบว่ารู้สึกตัวหรือไม่  
  3. ในกรณีที่เด็กไม่รู้สึกตัว ให้สังเกตว่าเด็กยังหายใจหรือไม่ ชีพจรเป็นอย่างไร หากเด็กไม่มีชีพจรจำเป็นต้องมีการกู้ชีพโดยด่วนและรีบพาส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที แต่หากเด็กยังหายใจเองได้  ชีพจรเต้นปกติ ไม่ควรช่วยเหลือเองเพราะอาจช่วยเหลือผิดวิธี ควรโทรเรียกรถพยาบาลหรือหน่วยกู้ชีพมาช่วยเหลือและดูแลเด็ก 
  4. แม้พบว่าเด็กยังรู้สึกตัวดี ก็ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ ให้สังเกตอาการผิดปกติอื่นๆ ต่อไป 

หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โทร: 0 2022 2222 โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช เพื่อเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน ตลอด 24 ชม.

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช มีบริการรับส่งผู้ป่วยเด็กวิกฤติด้วยรถพยาบาลฉุกเฉิน Super Bear ตลอด 24 ชม. และทีมเคลื่อนย้ายทางอากาศที่ผ่านการฝึกอบรมจากประเทศสหรัฐอเมริกา

อาการผิดปกติของเด็กที่ต้องสังเกตและรีบพามาพบแพทย์

  • เด็กสลบและตื่นขึ้นมาโดยไม่มีอาการบ่งชี้ใดๆ ก็ยังต้องคอยสังเกตเพราะอาจเกิดภาวะสมองกระทบกระเทือนจนสติดับและมีเลือดออกในสมองเล็กน้อย (Lucid interval) แต่เลือดอาจยังไม่มากพอจึงทำให้เด็กยังรู้สึกตัวปกติ ซึ่งต่อมาสมองจะบวมมากขึ้นและอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ 
  • บริเวณศีรษะมีแผลบวม โน ฉีกขาด 
  • มีก้อนบวมโตบริเวณหู 
  • บริเวณศีรษะมีรอยช้ำ อาจเพราะเกิดภาวะที่ฐานกะโหลกมีรอยร้าวหรือรอยแตก (Battle sign) 
  • เด็กมีอาการซึม 
  • เด็กไม่สามารถตอบสนอง ไม่ทำตามคำสั่งหรือพูดคุยได้ 
  • เด็กเดินแล้วดูอ่อนแรง เดินเซ  
  • เด็กมีอาการชักหรือช็อก 
  • มีเลือดไหลออกจากจมูกหรือหู 
  • เด็กมีอาการปวดศีรษะ อาเจียน 
  • สำหรับเด็กเล็ก ให้สังเกตอาการร้องกวน ปลอบอย่างไรก็ไม่หยุด 

หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โทร: 0 2022 2222 โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช เพื่อเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน ตลอด 24 ชม.

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช มีบริการรับส่งผู้ป่วยเด็กวิกฤติด้วยรถพยาบาลฉุกเฉิน Super Bear ตลอด 24 ชม. และทีมเคลื่อนย้ายทางอากาศที่ผ่านการฝึกอบรมจากประเทศสหรัฐอเมริกา

การวินิจฉัย อาการเลือดออกในสมอง

ภาวะเลือดออกในสมองถือเป็นภาวะฉุกเฉิน โดยเฉพาะในวัยเด็ก การวินิจฉัยอาการจึงต้องวินิจฉัยโดยแพทย์ทางด้านเวชบำบัดฉุกเฉินและวิกฤติในเด็กที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ รายละเอียดดังนี้ 

  • แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับประวัติสุขภาพและอาการของเด็ก 
  • ทำ CT Scan การใช้รังสีเอกซเรย์เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อถ่ายภาพโครงสร้างต่างๆ ในสมอง ในการวินิจฉัยนี้แพทย์จะให้เด็กนอนลงบนโต๊ะแล้วเคลื่อนเด็กเข้าไปใต้อุปกรณ์ถ่ายรูปที่มีลักษณะคล้ายโดนัท เป็นวิธีที่นิยมใช้วินิจฉัยภาวะเลือดออกในสมองมากที่สุด 
  • ทำ MRI ถ่ายภาพทางคอมพิวเตอร์โดยใช้คลื่นวิทยุและแม่เหล็กขนาดใหญ่ โดยระหว่างการวินิจฉัย เด็กจะนอนลงแล้วถูกเคลื่อนย้ายไปใต้อุปกรณ์คล้ายท่อหรืออุโมงค์ แต่การทำ MRI Scan นี้นำมาใช้ไม่บ่อยเท่า CT Scan เนื่องจากใช้เวลานานกว่า  

นอกจากการวินิจฉัยข้างต้น แพทย์ยังอาจใช้การวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อระบุสาเหตุของภาวะเลือดออกในสมอง เช่น การเอกซเรย์หลอดเลือดด้วยการฉีดสีเข้าไป ให้สามารถมองเห็นการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การตรวจเลือดเพื่อดูความผิดปกติของเกล็ดเลือด การแข็งตัวของเลือด ระบบภูมิคุ้มกัน การอักเสบและการเกิดลิ่มเลือดที่อาจเป็นปัจจัยของภาวะดังกล่าว  

การรักษาภาวะเลือดออกในสมองในเด็ก

เมื่อแพทย์ได้ทำการตรวจวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว การรักษาจะเกิดขึ้นทั้งรูปแบบที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือทำการผ่าตัดด่วน ขึ้นอยู่กับว่าการเกิดเลือดออกในสมองมีมากน้อยเพียงใด  

  • ในกรณีที่มีภาวะเลือดออกในสมองเพียงเล็กน้อยและไม่มีภาวะสมองบวม ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แพทย์จะให้การรักษาด้วยการใช้ยา และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีเลือดออกมากขึ้น จะได้สามารถรักษาทันท่วงที  
  • สำหรับกรณีที่เลือดออกปานกลางถึงมาก แพทย์จะตรวจอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาต่อว่าเลือดออกบริเวณใด โดยส่วนมากจะมีเลือดออกในบริเวณเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งหลักๆ อยู่ 2 ชนิด คือ 
    • ภาวะเลือดออกในสมองเหนือบริเวณเยื่อหุ้ม ซึ่งหากมีเลือดออกในบริเวณนี้ การรักษาทำได้ไม่ยาก จะทำเพียงเจาะรูและดูดเลือดบริเวณนั้นออกมาเท่านั้น 
    • ภาวะเลือดออกในสมองต่ำกว่าบริเวณเยื่อหุ้ม (Subdural Hematoma หรือ Intracranial Hemorrhage) ในบริเวณนี้ แพทย์จะประเมินว่าเลือดออกบริเวณส่วนไหนและจะมีการผ่าตัดเปิดกระโหลกศีรษะในส่วนนั้น เพื่อทำให้ตัวสมองที่บวมมีพื้นที่มากขึ้น ไม่เกิดการกดในก้านสมอง  

โดยรายละเอียดข้างต้นเป็นการรักษาเบื้องต้นของอาการเท่านั้น รายละเอียดอื่นๆ แพทย์จะแจ้งและรักษาเป็นกรณีๆ ไปตามแต่ละอาการของบุคคล

การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเลือดออกในสมองเด็ก

  1. ควรระมัดระวังการเล่นของเด็กไม่ให้รุนแรงจนเกิดการปะทะ 
  2. ควรให้เด็กเล่นในบริเวณที่ราบ ไม่ขึ้นที่สูงเพราะอาจก่อให้เกิดการผลัดตก 
  3. ไม่ควรเล่นเขย่าตัวเด็กแรง ๆ 
  4. ควรเก็บข้าวของในบ้านให้เรียบร้อย ไม่วางเกะกะเพราะอาจทำให้เด็กสะดุดล้ม 
  5. ในกรณีขับขี่/ซ้อนยานยนต์ หรือเล่นกีฬาโลดโผน ควรสวมหมวกนิรภัยหรือคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนสมอง 
  6. ดูแลสุขภาพเด็กให้แข็งแรง ไม่ให้มีภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะน้ำหนักเกิน เพราะจะทำให้มีความเสี่ยงเกิดภาวะเลือดออกในสมองมากกว่าผู้ที่มีสุขภาพปกติ 
  7. ไม่ใช้ยาเสพติด เนื่องจากยาเสพติดเป็นอีกปัจจัยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกในสมองได้ 

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กจากภาวะเลือดออกในสมอง

ผลข้างเคียงของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุและตำแหน่งของบริเวณเลือดออก เด็กบางคนไม่มีผลข้างเคียงหลังการรักษา แต่เด็กบางคนอาจมีปัญหาทางระบบประสาท ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ คำพูดหรือการเคลื่อนไหว บางคนอาจมีอาการชักหรือลมบ้าหมู ซึ่งในกรณีเหล่านี้ แพทย์จะให้คำแนะนำและติดตามอาการเป็นระยะ โดยอาจจำเป็นต้องมีการดูแลแบบประคับประคอง เช่น การทำกายภาพบำบัดหรือกิจกรรมบำบัด เป็นต้น 

ภาวะเลือดออกในสมองในเด็ก ผู้ปกครองบางท่านอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวและเกิดขึ้นได้ยาก แต่ที่จริงแล้วอาการเลือดออกในสมองในเด็กนี้ สามารถเกิดขึ้นได้แม้มีเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็น การวิ่งชน การพลัดตกเก้าอี้  ดังนั้น ผู้ปกครองและคุณครูที่เจอเหตุการณ์จึงไม่ควรนิ่งนอนใจและต้องประเมินอาการของเด็กว่าควรพาไปพบแพทย์หรือไม่ เพราะหากปล่อยปละละเลย อุบัติเหตุเล็กๆ เหล่านั้นอาจพรากชีวิตของเด็กไปตลอดกาล 


หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โทร: 0 2022 2222 โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช เพื่อเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน ตลอด 24 ชม.

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช มีบริการรับส่งผู้ป่วยเด็กวิกฤติด้วยรถพยาบาลฉุกเฉิน Super Bear ตลอด 24 ชม. และทีมเคลื่อนย้ายทางอากาศที่ผ่านการฝึกอบรมจากประเทศสหรัฐอเมริกา

คะแนนบทความ

มีบัญชีผู้ใช้อยู่แล้ว?