หากไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วหล่นลงมาอุดตันท่อน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ
หากคุณเริ่มมีอาการปวดท้องที่ชวนให้กังวลใจว่าอาจเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้ามีไข้ มีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือกดเจ็บตรงบริเวณใต้ชายโครงขวา ควรรีบไปโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง
เมื่อคนไข้เข้ามาพบแพทย์ เบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติตรวจร่างกาย และเจาะเลือด แต่หากมีเหตุปัจจัยให้สงสัยว่าอาจเป็นนิ่วในถุงน้ำดี แพทย์จะแนะนำให้คนไข้อัลตราซาวนด์ตรวจบริเวณช่องท้องส่วนบน (จำเป็นต้องงดอาหารก่อนทำ 6 ชั่วโมง) เพื่อตรวจดูว่ามีนิ่วในถุงน้ำดีหรือไม่ ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้ให้ผล แม่นยำมากกว่า 80 เปอร์เซนต์และทำได้อย่างรวดเร็ว แต่หากสงสัยว่ามีนิ่วในท่อน้ำดีใหญ่ด้วยจะใช้วิธีตรวจสอบด้วยการส่องกล้องผ่านกระเพาะลงไปตรวจที่ท่อน้ำดีใหญ่หรืออาจใช้เครื่อง MRI ก็ได้เช่นกัน
จากสถิติการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดีของแพทย์โดยส่วนใหญ่พบว่า การรับประทานยารักษามักไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากยาไม่สามารถละลายก้อนนิ่วได้หมด รวมถึงเมื่อหยุดยาก็อาจเกิดนิ่วใหม่ได้ ส่วนเครื่องสลายนิ่วจะใช้ได้ดีเฉพาะนิ่วในท่อไต แต่ไม่ได้ผลสำหรับนิ่วในถุงน้ำดี
ปัจจุบันแพทย์จึงแนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดถุงน้ำดีออก ซึ่งเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการผ่าตัดถุงน้ำดี แบบส่องกล้อง (laparoscopic cholecystectomy) ซึ่งจัดเป็นรูปแบบหนึ่งของการผ่าตัดแบบ Minimally Invasive Surgery หรือ MIS เป็นวิธีผ่าตัดที่เจ็บน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง แผลผ่าตัดเล็ก และฟื้นตัวไว
อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยที่มีปัญหาซับซ้อน เช่น ถุงน้ำดีบวมมาก หรือมีพังพืดล้อมรอบมาก ทำให้แพทย์ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนจากอวัยวะข้างเคียง อาจยังคงต้องใช้วิธี ผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ด้วยวิธีเปิดแผลหน้าท้องแบบธรรมดา
เงื่อนไข:
ราคาดังกล่าวรวม
ราคาดังกล่าวไม่รวม
ปัจจุบันการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้องได้ผลดีและเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก เนื่องจากมีแผลขนาดเล็กเพียง 0.5 ซม. ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว สามารถกลับบ้านภายใน 1 – 2 วัน
วิธีการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง แพทย์จะการเจาะแผลเล็ก ๆ บริเวณสะดือและชายโครงขวา เพื่อสอดกล้องขนาดเล็กและเครื่องมือเข้าไปตรวจดูนิ่วในถุงน้ำดี จากนั้นจึงทำการตัดเลาะถุงน้ำดีออก เมื่อเสร็จแล้วก็ดึงเครื่องและกล้องออกทำการเย็บปิดแผล เป็นอันจบขั้นตอนการรักษา
แม้การผ่าตัดแบบผ่านกล้องจะมีโอกาสสำเร็จมากถึง 95 % ก็ตาม แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันนานกว่า 3 วัน รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคอื่นๆ ร่วมหลายโรค อาจมีโอกาสที่จะผ่าตัดผ่านกล้องไม่สำเร็จ โดยแพทย์จำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ดังนั้น เมื่อเกิดอาการน่าสงสัยว่าเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ หรือปล่อยไว้เป็นเวลานานจนอาจไม่สามารถรักษาด้วยวิธีผ่าตัดแบบผ่านกล้องได้
นายแพทย์ภัคพงศ์ วัฒนโอฬาร มีความชำนาญด้านการผ่าตัดส่องกล้อง โดยใน 10 ปีที่ผ่านมา คุณหมอผ่าตัดส่องกล้อง Laparoscopic surgery (MIS) มามากกว่า 1,500 ราย ในจำนวนนี้เป็นการผ่าตัดไส้เลื่อน มากกว่า 500 ราย คุณหมอภัคพงศ์ วัฒนโอฬาร จบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และยังได้รับประกาศนียบัตรแพทย์เฉพาะทางอนุสาขาผ่าตัดส่องกล้องศัลยศาสตร์ทั่วไป คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
ห้องผ่าตัดที่ศูนย์ Critical Care Complex แตกต่างจากห้องผ่าตัดทั่วไป เพราะเราใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผ่าตัด เช่น ระบบควบคุมความสว่างสั่งการด้วยเสียง โดยทีมแพทย์สามารถตั้งค่าความสว่างของแสงไฟ และปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับทุกขั้นตอนของการผ่าตัดได้ล่วงหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการผ่าตัด
หากผ่าตัดนิ่งในถุงน้ำดีแบบส่องกล้อง คนไข้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพียง 2-3 วัน ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามเดิมได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่หากใช้วิธีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง คนไข้จำเป็นต้องพักที่โรงพยาบาล 5-7 วัน และยังต้องพักฟื้นอีกเป็นเวลา 3-4 อาทิตย์
หลังการผ่าตัดส่องกล้อง MIS ส่วนใหญ่จะอยู่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1-2 วัน โดยที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มีห้องพักผู้ป่วยที่มี สิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ต่างๆ ที่คนไข้หรือผู้รับบริการสามารถใช้เทคโนโลยี ควบคุมทุกอย่างได้ เช่น ระบบไฟ ระบบผ้าม่าน ระบบแอร์ โดยไม่ต้องลุกจากเตียง ที่ห้อง Intelligent Ward
เพราะ #เราไม่อยากให้ใครห่วง โรงพยาบาลสมิติเวชจึงมีบริการ Samitivej PACE ระบบติดตามทุกสถานการณ์ผ่าตัด ช่วยให้เราสามารถรู้สถานะคนไข้ว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนใด เช่น กำลังอยู่ในห้องผ่าตัดหรือห้องพักฟื้น โดยไม่ว่าญาติผู้ป่วยจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าไปดูสถานะการผ่าตัดได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงแอดไลน์ @Samitivej
SPECIALIST