ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Mako SmartRobotics™ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Mako SmartRobotics™

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Mako SmartRobotics™

ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2569

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Mako SmartRobotics™

โรคข้อสะโพกเสื่อมทำให้เกิดอาการปวดที่รุนแรงกว่าภาวะข้อเสื่อมในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เนื่องจากข้อสะโพกเป็นข้อต่อหลักที่รับน้ำหนักและทำงานหนักตลอดเวลา เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเกือบทุกรูปแบบ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดแม้ในขณะขยับเบาๆ หรือแม้กระทั่งอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย และอาจมีอาการเดินกะเผลกร่วมด้วย

สารบัญเนื้อหา

  1. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการดังนี้
  2. เมื่อไหร่ที่ต้องพิจารณา ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Hip Replacement)
  3. อายุการใช้งานของข้อสะโพกเทียม
  4. ประเภทของข้อสะโพกเทียม 
    4.1 แบ่งประเภทตามวิธีการยึดติด ได้แก่

    1) ชนิดไม่ใช้ซีเมนต์ (Uncemented Prosthesis)
    2) ชนิดใช้ซีเมนต์ (Cemented Prosthesis)
    4.2 แบ่งประเภทตามส่วนที่ถูกเปลี่ยน ได้แก่
    1) การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทั้งข้อ (Total Hip Replacement - THR)
    2) การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมบางส่วน (Partial hip replacement)
  5. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบดั้งเดิม vs. แผลเล็ก (Minimally Invasive Procedure)
  6. ควรปรึกษาศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เพื่อหาวิธีการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมที่เหมาะสมที่สุด
  7. หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Mako SmartRobotics™ มีประโยชน์อย่างไร 
  8. ทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อที่มีประสบการณ์สูง 
  9. การฟื้นฟูหลังผ่าตัดสะโพก โดยทีมวิสัญญีแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
  10. แพ็กเกจผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ราคาเท่าไหร่ มีบริการปรึกษาแผนการรักษากับแพทย์ (Second Opinion)
  11. FAQ คำถามที่พบบ่อย

1. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการดังนี้:

  • รักษาด้วยยาหรือวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น
  • มีอาการปวดรุนแรงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
  • เดินกะเผลกหรือเดินไม่ไหว
  • ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
  • เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมจนทำให้มีอาการเจ็บปวดเรื้อรัง หรือลุกลามไปจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

2. เมื่อไหร่ที่ต้องพิจารณา ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Hip Replacement)
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกมักเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับ ผู้สูงอายุ ในทางกลับกัน แพทย์มักจะยังไม่แนะนำการผ่าตัดนี้สำหรับ ผู้ป่วยอายุน้อย ที่ยังมีการใช้งานข้อต่ออย่างหนักและจำเป็นต้องใช้ข้อเทียมเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้ข้อเทียมสึกหรอก่อนวัยอันควร และต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกซ้ำหลายครั้ง


3. อายุการใช้งานของข้อสะโพกเทียม

  • โดยส่วนใหญ่ ผู้ที่มีอายุ 65 ปี มักจะต้องการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเพียงครั้งเดียว และข้อเทียมนั้นจะอยู่ได้ตลอดชีวิต
  • อายุการใช้งาน ของข้อเทียมสามารถอยู่ได้นานถึง 25 ปี หากใช้งานเพียงเพื่อการเดินเท่านั้น แต่หากมีการทำกิจกรรมที่หนักขึ้น อายุการใช้งานก็จะสั้นลง

หมายเหตุสำคัญ: การตัดสินใจผ่าตัดขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละรายเป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยอายุน้อยเข้ารับการผ่าตัด หากมีโรคร้ายแรงอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น โรคมะเร็งสะโพก เพื่อช่วยลดความทุกข์ทรมานจากความปวดรุนแรง และช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น


4. ประเภทของข้อสะโพกเทียม 
4.1. แบ่งประเภทตามวิธีการยึดติด ได้แก่
ข้อสะโพกเทียมชนิดไม่ใช้ซีเมนต์ (Uncemented Prosthesis): พื้นผิวของวัสดุที่ฝัง (Implant) จะถูกเคลือบด้วยสารเคลือบที่ช่วยให้กระดูกสามารถยึดติดกับวัสดุได้ ข้อสะโพกเทียมชนิดไม่มีซีเมนต์มักจะมีราคาสูง แต่ก็มีความทนทาน ปลอดภัย และต้องการการผ่าตัดที่ไม่ซับซ้อน
ข้อสะโพกเทียมชนิดใช้ซีเมนต์ (Cemented Prosthesis): ใช้ซีเมนต์ชนิดพิเศษในการยึดวัสดุที่ฝังเข้ากับกระดูก

4.2. แบ่งประเภทตามส่วนที่ถูกเปลี่ยน ได้แก่
การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทั้งข้อ (Total Hip Replacement - THR หรือ Total Hip Arthroplasty): เป็นการเปลี่ยนทั้งส่วนที่เป็น หัวกระดูก (Ball) และส่วนที่เป็น เบ้ากระดูก (Socket)
การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมบางส่วน (Partial Hip Replacement): เป็นการเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เป็น หัวกระดูก (Head of the femur) เท่านั้น 


5. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบดั้งเดิม vs. แผลเล็ก (Minimally Invasive Procedure) 
ในปัจจุบัน มีเทคนิคการผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Procedure) โดยใช้แผลผ่าตัดยาวเพียง 4.5 ซม. เท่านั้น 

  • ผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน สามารถฟื้นตัวได้เร็ว และสามารถเริ่มเดินได้ในวันถัดไป 
  • ความเสียหายต่อเนื้อเยื่อน้อย และอาการปวดหลังผ่าตัดลดลง ทำให้ใช้ยาแก้ปวดน้อยลง 
  • หลังผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบอื่น

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบแผลเล็ก ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยทุกคน โดยประเภทของการผ่าตัดที่ใช้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์ วิถีชีวิตของผู้ป่วย อายุ น้ำหนัก ระดับความแข็งแรงของร่างกาย และปัจจัยอื่น ๆ 

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบดั้งเดิม (Traditional Hip Replacement)

  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบดั้งเดิมจะใช้ รอยผ่าขนาดใหญ่เพียงรอยเดียว เพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์เข้าถึงข้อสะโพกได้ โดยปกติจะเข้าทางด้านข้าง (Lateral Approach) หรือทางด้านหลัง (Posterior Approach)
  • การฟื้นตัวจากการผ่าตัดแบบดั้งเดิมอาจใช้เวลานาน เนื่องจากศัลยแพทย์จำเป็นต้อง ตัดหรือปลดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบางส่วน ออกเพื่อเข้าถึงข้อต่อ โดยกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นเหล่านี้จะได้รับการซ่อมแซมเมื่อใส่ข้อสะโพกเทียมเรียบร้อยแล้ว 
  • หลังผ่าตัดมีความเสี่ยงต่อภาวะข้อหลุดได้ จนกว่าโครงสร้างที่รองรับข้อสะโพกใหม่ทั้งหมดจะหายดี


MIS VS Traditional Hip Replacement


6. ควรปรึกษาศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เพื่อหาวิธีการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมที่เหมาะสมที่สุด
แนวทางการผ่าตัดที่ศัลยแพทย์จะพิจารณาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น 

  • เทคนิคการผ่าตัด (Surgical Technique) ที่ศัลยแพทย์จะใช้เพื่อเข้าถึงข้อสะโพก 
  • ประเภทและรูปแบบของข้อเทียม และวิธีการยึดติด
  • อายุ วิถีชีวิตของคนไข้ และกิจกรรมที่ทำ 
  • รูปร่างและความสมบูรณ์ของกระดูกสะโพก
  • โอกาสในการผ่าตัดซ้ำในอนาคต (Revision Surgery) ก็เป็นปัจจัยในการตัดสินใจด้วย เนื่องจากวิธีการผ่าตัดบางแนวทางและชนิดของข้อเทียมอาจทำให้การผ่าตัดแก้ไขในภายหลังทำได้ง่ายขึ้น หรือมีความซับซ้อนขึ้นก็ได้  

ควรปรึกษาศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เพื่อหาวิธีการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมที่เหมาะสมที่สุด


7. หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Mako SmartRobotics™ มีประโยชน์อย่างไร 
Mako SmartRobotics™ คือเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกรุ่นใหม่ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิทนำมาใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความปลอดภัย และลดการบาดเจ็บต่อกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้าง
นอกจากนี้ ความสามารถในการตัดกระดูกด้วยมุมที่แม่นยำยังเปิดโอกาสให้ศัลยแพทย์ประยุกต์แนวคิดการผ่าตัดรูปแบบใหม่ เช่น การจัดแนวข้อเทียมให้ใกล้เคียงกับโครงสร้างตามธรรมชาติของผู้ป่วยก่อนที่ข้อจะเกิดการเสื่อม ซึ่งช่วยให้ผลลัพธ์หลังผ่าตัดเป็นธรรมชาติมากขึ้น ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และมีความพึงพอใจมากกว่าเดิม
ระบบนี้ไม่ใช่ “หุ่นยนต์ที่ผ่าตัดเอง” แต่เป็น ผู้ช่วยศัลยแพทย์ ที่ช่วยวางแผนและควบคุมความแม่นยำระหว่างผ่าตัด โดยศัลยแพทย์ยังเป็นผู้ควบคุมและตัดสินใจในทุกขั้นตอนเช่นเดิม
จุดเด่นสำคัญ ได้แก่

  • แม่นยำสูงด้วยระบบ 3D CT-based simulation
    สร้างภาพจำลองสามมิติของข้อสะโพกของผู้ป่วยได้อย่างสมจริง โดยใช้ข้อมูลจากการสแกน CT ของผู้ป่วยจริง เพื่อให้ศัลยแพทย์สามารถวางแผนการผ่าตัดเฉพาะบุคคลได้อย่างละเอียดและแม่นยำในระดับต่ำกว่ามิลลิเมตร
  • ปลอดภัยกว่า
    ระบบ AccuStop™ Haptic Technology และ Haptic Boundary ช่วยควบคุมเครื่องมือให้อยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย ลดโอกาสตัดเกินหรือกระทบเนื้อเยื่อสำคัญ
  • ลดการบาดเจ็บต่อกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้าง
    ด้วย Bone Registry Validation ที่มีความแม่นยำสูงกว่า 0.5 มิลลิเมตร จึงช่วยลดการกระทบต่อกระดูกและเนื้อเยื่อได้อย่างมาก
  • แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว
    ผู้ป่วยเจ็บหลังผ่าตัดน้อยลง ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ไวกว่าเดิม

ผลลัพธ์จากงานวิจัยและข้อมูลเทียบเคียง
การเปรียบเทียบระหว่างการผ่าตัดแบบดั้งเดิมกับการผ่าตัดด้วย Mako SmartRobotics™ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน

ด้านเปรียบเทียบ การผ่าตัดแบบดั้งเดิม การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Mako SmartRobotics™
ความแม่นยำของการลงทะเบียนกระดูก มาตรฐานทั่วไป แม่นยำสูง < 0.5 มม.
การจัดวางอุปกรณ์เทียม ขึ้นกับทักษะแพทย์ หุ่นยนต์ช่วยนำทาง ลดข้อผิดพลาด
การบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อน มากกว่า ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ระยะเวลาฟื้นตัว นานกว่า สั้นกว่า
ความเจ็บหลังผ่าตัด สูงกว่า ลดลงได้ถึง 55.4%
การใช้ยาแก้ปวด มากกว่า ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
การผ่าตัดซ้ำ มาตรฐานทั่วไป ลดลงได้ถึง 30%
การทำงานของข้อในระยะยาว มาตรฐานทั่วไป ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อัตราการอยู่รอดของข้อเทียม (ข้อเข่าบางส่วน) มาตรฐานทั่วไป 95.6% ภายใน 5 ปี*

*อ้างอิงจากข้อมูลของ Stryker ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแพทย์


8. ทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อที่มีประสบการณ์สูง
นอกจากเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Mako SmartRobotics™ ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำและให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นแล้ว ประสบการณ์ของศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มีทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคกระดูกและข้อ อาทิ นพ. กฤษกมล สิทธิทูล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 13 ปี ผ่านการฝึกอบรมระดับนานาชาติด้านการผ่าตัดข้อเทียม และได้รับประกาศนียบัตร Fellowship in Arthroplasty จาก The Hannover Medical School (MHH) ประเทศเยอรมนี 


9. การฟื้นฟูหลังผ่าตัด โดยทีมวิสัญญีแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเข่าจะได้รับการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค Combined Spinal–Epidural Block ร่วมกับ Nerve Block (Adductor Canal Block) ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ยาจะออกฤทธิ์ทำให้ขาไม่ขยับและไม่รู้สึกเจ็บบริเวณที่ผ่าตัด ช่วยให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น

หลังผ่าตัด ทีมแพทย์วิสัญญีที่สมิติเวช จะติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมความเจ็บปวดต่อเนื่อง ยาที่ทำให้ขาเคลื่อนไหวไม่ได้จะค่อย ๆ ลดลงจนหมด ทำให้ผู้ป่วยสามารถ กลับมาเคลื่อนไหวขาได้ตามปกติโดยไม่เจ็บปวด ส่งเสริมการฟื้นตัวที่ราบรื่นและพร้อมเริ่มกายภาพบำบัดได้อย่างมั่นใจ เทคนิคนี้ที่ สมิติเวช ดำเนินการด้วย ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงของทีมแพทย์วิสัญญี

ที่ สมิติเวช สุขุมวิท เราผสานการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์เข้ากับโปรแกรมฟื้นฟูและออกกำลังกายเฉพาะบุคคล เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้เต็มที่ ปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพร่างกายหลังผ่าตัด

  • Isokinetic Testing and Training – ใช้เครื่องวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและช่วงการเคลื่อนไหวจริง เพื่อออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูเฉพาะบุคคล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงขึ้น หรือกลับไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงและความคล่องตัวสูง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาให้คำแนะนำตลอดการฝึก
  • Advanced Rehabilitation Programme – โปรแกรมฟื้นฟูเฉพาะบุคคล ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย จนสามารถทำกิจกรรมได้เต็มที่เหมือนก่อนผ่าตัด หรือมากกว่าเดิม
  • Medical Exercise Service – โปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคล ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา (ระดับปริญญาเอก) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นตัวและป้องกันการบาดเจ็บในอนาคต
     

10. แพ็กเกจ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ราคาเท่าไหร่

  • โปรแกรม ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ราคา 629,000* บาท

เงื่อนไข*

  • ราคาดังกล่าวรวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล
  • ราคาดังกล่าวรวมค่าห้องพัก 4 วัน และค่าอุปกรณ์ (implant) ในการผ่าตัด
  • ราคาดังกล่าว ไม่รวม การตรวจร่างกายก่อนการผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากโรคประจำตัว
  • รับบริการได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2569 ที่ศูนย์กระดูก ข้อ กระดูกสันหลังและการแพทย์กีฬา โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

สมิติเวชมีทีมพร้อมช่วยเหลือและให้บริการ

  • ปรึกษาแผนการรักษากับแพทย์ (Second Opinion)
  • วางแผนการรักษาหากมีประวัติการรักษาหรือใบประเมินราคาจากโรงพยาบาลอื่น
  • การวางแผนค่าใช้จ่าย โดยทีมงานประเมินราคา พร้อมรับประกันราคา (เฉพาะแพ็กเกจหัตถการที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน)
  • ตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาลและความคุ้มครองเบื้องต้นกับบริษัทประกัน ทั้งไทยและต่างประเทศ (เฉพาะบริษัทประกันคู่สัญญา)


11. FAQ คำถามที่พบบ่อย 

1. ใครที่เหมาะหรือ ไม่เหมาะกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ? 
  • การผ่าตัดข้อสะโพกมักเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ และผู้ป่วยข้อสะโพกเสื่อมรุนแรงที่รักษาด้วยยาหรือวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น มีอาการปวดรุนแรงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เดินกะเผลกหรือเดินไม่ไหว และไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ 
  • ในทางกลับกัน แพทย์มักยังไม่แนะนำการผ่าตัดนี้สำหรับผู้ป่วยอายุน้อย ที่ยังมีการใช้งานข้อต่ออย่างหนัก ซึ่งอาจทำให้ข้อเทียมสึกหรอก่อนวัยอันควร อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจผ่าตัดขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละรายเป็นสำคัญ

2. ถ้าปล่อยไว้ไม่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม จะเกิดอะไรขึ้น ?อาการจะรุนแรงขึ้นจนเดินไม่ไหวและเจ็บปวดมากขึ้น เนื่องจากข้อสะโพกเป็นข้อต่อหลักที่รับน้ำหนักและทำงานหนักตลอดเวลา กระดูกและเส้นเอ็นจะเสื่อมมากขึ้น ทำให้การผ่าตัดในภายหลังมีความซับซ้อนและอาจเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีเท่าที่ควร การกินยาแก้ปวดนานๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับและไต โดยเฉพาะในวัยผู้สูงอายุ

3. จะรู้ได้อย่างไรว่าควรผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทั้งหมด (THR) หรือผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมบางส่วน? ควรปรึกษาศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่มีประสบการณ์ เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคข้อสะโพกเสื่อม ตำแหน่งที่เสื่อม (ทั้งหัวกระดูกและเบ้ากระดูก หรือเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง) กิจกรรมที่ต้องการทำหลังผ่าตัด รูปร่างและความสมบูรณ์ของกระดูกสะโพก และช่วงอายุที่เหมาะสม แพทย์จะพิจารณาทั้งเทคนิคการผ่าตัด ประเภทของข้อเทียม วิธีการยึดติด และโอกาสในการผ่าตัดซ้ำในอนาคต

 4. ควรเตรียมตัวก่อนและหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมอย่างไรบ้าง? 
  • ก่อนผ่าตัด ควรเตรียมสุขภาพให้พร้อม งดยาบางชนิดตามคำแนะนำแพทย์ และควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสม (การผ่าตัดแผลเล็กหรือแบบดั้งเดิม) 
  • หลังผ่าตัด ต้องดูแลแผลให้แห้งและสะอาด ปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด ทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหว ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงในช่วงแรก จัดบ้านให้ปลอดภัยและเดินสะดวก และพบแพทย์ตามนัดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หรือภาวะข้อหลุด

5. ผ่าตัดแล้วจะเจ็บมากไหม ? และพักฟื้นกี่วัน ? 

หลังผ่าตัดมักมีความเจ็บปวด แต่แพทย์จะมีการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิคพิเศษ (Combined Spinal-Epidural Block ร่วมกับ Nerve Block) และให้ยาแก้ปวดที่เพียงพออย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมความเจ็บปวดได้ดี 

การผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive) จะทำให้เจ็บน้อยกว่า พักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน และฟื้นตัวเร็วกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม หากใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Mako SmartRobotics™ จะช่วยลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดได้ถึง 55.4% และใช้ยาแก้ปวดน้อยลง


6. หลังผ่าตัดจะกลับมาเดินได้เมื่อไหร่ ? และกลับมาออกกำลังกายได้เมื่อไหร่ ? 
  • ผู้ป่วยที่ผ่าตัดแบบแผลเล็กและไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน สามารถเริ่มเดินได้ในวันถัดไป และกลับไปทำงานได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบอื่น 
  • สำหรับการออกกำลังกาย แนะนำให้ทำกิจกรรมที่ไม่มีแรงกระแทกต่อข้อสะโพก เช่น ว่ายน้ำ ออกกำลังกายในน้ำ หรือปั่นจักรยาน ควรปฏิบัติตามโปรแกรมฟื้นฟูเฉพาะบุคคลที่แพทย์กำหนดให้ เพื่อให้กลับมาเคลื่อนไหวได้เต็มที่และปลอดภัย ไม่แนะนำกีฬาที่มีแรงกระแทกสูงหรือกีฬาปะทะในระยะแรก

7. ข้อสะโพกเทียมมีอายุการใช้งานนานกี่ปี ? และราคาแพงจะมีอายุการใช้งานนานกว่าจริงหรือไม่ ?
  • ข้อสะโพกเทียมมีอายุการใช้งานนานถึง 25 ปี หากใช้งานเพียงเพื่อการเดินเท่านั้น แต่หากมีการทำกิจกรรมที่หนักขึ้น อายุการใช้งานก็จะสั้นลง 
  • ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มักจะต้องผ่าตัดเพียงครั้งเดียวและข้อเทียมจะอยู่ได้ตลอดชีวิต 
  • อายุการใช้งานไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของวัสดุ (เช่น ชนิดที่ใช้ซีเมนต์หรือไม่ใช้ซีเมนต์) เทคนิคการผ่าตัดของศัลยแพทย์ การจัดวางข้อเทียมให้ใกล้เคียงกับโครงสร้างธรรมชาติ และการดูแลใช้งานของผู้ป่วยเอง

8. ปัจจัยใดที่ทำให้อายุการใช้งานของข้อสะโพกเทียมยาวนานขึ้น ?ปัจจัยหลักคือ การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกิน การใช้งานที่เหมาะสมโดยหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง เช่น การวิ่ง กีฬาปะทะ หรือการยกของหนักมากเกินไป การทำกายภาพบำบัดและโปรแกรมฟื้นฟูสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ และการพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการ 

9. การผ่าตัดจะทำให้ขาสั้นลงหรือไม่ ? การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะมีการวัดและปรับให้ขาข้างที่ผ่าตัดมีความยาวใกล้เคียงกับขาอีกข้าง โดยศัลยแพทย์จะใช้ระบบ 3D CT-based simulation (ในกรณีใช้หุ่นยนต์ Mako) เพื่อวางแผนการผ่าตัดเฉพาะบุคคลอย่างละเอียด หรืออาจมีการแก้ไขความผิดรูปของข้อสะโพกให้กลับมาสมดุลขึ้น ทำให้ความยาวขาโดยรวมมีความสมดุล ซึ่งไม่ทำให้ขาสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ

10. ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมมีอะไรบ้าง ? ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ การติดเชื้อที่ข้อสะโพก ลิ่มเลือดอุดตันที่ขา เลือดคั่งในแผลผ่าตัด แผลแยก และภาวะข้อสะโพกหลุด (โดยเฉพาะในการผ่าตัดแบบดั้งเดิมที่มีการตัดหรือปลดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น) ซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังและป้องกันตามขั้นตอนการรักษาที่เข้มงวด การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Mako SmartRobotics™ ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่ออ่อนและลดภาวะแทรกซ้อน โดยมีข้อมูลแสดงว่าสามารถลดการผ่าตัดซ้ำได้ถึง 30%