ไหล่หลุด ภาวะที่ไม่ควรมองข้าม

ไหล่หลุด ภาวะที่ไม่ควรมองข้าม

Highlight

  • ข้อไหล่ มีโอกาสหลุดซ้ำสูง โดยเฉพาะในคนอายุน้อยกว่า 20 ปี หลังไหล่หลุดครั้งแรก โอกาสไหล่หลุดซ้ำอาจมากกว่า 90% เพราะเยื่อหุ้มข้อและหมอนรองกระดูกฉีกขาด ทำให้ข้อไหล่ไม่มั่นคง ส่วนผู้สูงอายุแม้โอกาสหลุดซ้ำไม่มาก แต่เสี่ยงเส้นเอ็นรอบหัวไหล่ฉีกขาดแทน
  • การรักษาไหล่หลุดต้องเหมาะสมกับแต่ละราย หากหลุดซ้ำบ่อยอาจต้องผ่าตัด และการฟื้นฟูหลังการรักษามีความสำคัญมาก เพื่อลดโอกาสการหลุดซ้ำและกลับมาใช้ชีวิตหรือเล่นกีฬาได้อย่างมั่นใจ

ข้อไหล่ (Shoulder joint) ถือเป็นข้อที่มีการเคลื่อนไหวได้มากที่สุดในร่างกายของเรา ไม่ว่าจะเป็นการยก หยิบ จับ หรือหมุนแขน ล้วนต้องอาศัยความยืดหยุ่นและความมั่นคงของข้อไหล่

เมื่อเกิดข้อไหล่หลุด (Shoulder Dislocation) จะทำให้แขนและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บซ้ำหากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง

แม้จะไม่เคยมีปัญหาไหล่หลุดมาก่อน แต่การเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการ สาเหตุ และวิธีดูแลรักษา จะช่วยให้พร้อมรับมือได้อย่างถูกต้อง ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และยังช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น


ไหล่หลุด พบได้บ่อยแค่ไหน

ภาวะข้อไหล่หลุดเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในกลุ่มข้อหลุดทั่วร่างกาย โดยมีอัตราการเกิดเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ในช่วง 8–26 รายต่อ 100,000 คนต่อปี โดยเฉพาะในกลุ่มชายอายุน้อย (เช่น 16–20 ปี) อัตราสูงมากถึง 80 รายต่อ 100,000 คนต่อปี ในขณะที่กลุ่มผู้หญิงสูงอายุ (61–70 ปี) ก็มีโอกาสเกิดภาวะนี้สูงขึ้นเช่นกัน


สาเหตุของข้อไหล่หลุด

  • อุบัติเหตุ เช่น หกล้ม แขนกระแทกพื้น หรือเกิดจากการเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องใช้แขนเหวี่ยงแรง ๆ เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล หรือวอลเลย์บอล
  • โครงสร้างผิดปกติตั้งแต่กำเนิด บางคนมีลักษณะข้อต่อไม่มั่นคง ทำให้เสี่ยงต่อการหลุดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
  • การใช้ข้อไหล่มากเกินไป (Overuse / Repetitive motion)
  • การทำงานหรือการออกกำลังกายที่ใช้แขนซ้ำ ๆ เช่น ว่ายน้ำ เทนนิส หรือการยกของหนักบ่อย ๆ ทำให้เส้นเอ็นและโครงสร้างรอบข้อไหล่หย่อนลง ส่งผลให้ข้อไม่มั่นคงและมีโอกาสหลุดได้
  • การบาดเจ็บเรื้อรัง (Chronic instability) ผู้ที่เคยข้อไหล่หลุดมาก่อนแล้วไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้เยื่อหุ้มข้อและหมอนรองกระดูกเสียหายสะสม จนข้อไหล่ไม่มั่นคงและหลุดซ้ำได้ง่าย
  • โรคหรือภาวะที่มีผลต่อเนื้อเยื่อ (Connective tissue disorders) เช่น Ehlers-Danlos syndrome หรือภาวะข้อต่อหลวมโดยกำเนิด (Joint hypermobility) ที่ทำให้เอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อยืดหยุ่นมากเกินไป ข้อไหล่จึงเคลื่อนหลุดได้ง่าย
  • การเสื่อมตามอายุ (Degeneration) ในผู้สูงอายุ เอ็นและกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่จะเสื่อมสภาพ ทำให้ความมั่นคงลดลง เมื่อได้รับแรงเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ข้อไหล่หลุดได้

อาการไหล่หลุด

  • ปวดรุนแรงทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ
  • หัวไหล่ผิดรูป ดูเหมือน “หล่น” ลงไป
  • กล้ามเนื้อรอบหัวไหล่แบนลง
  • ไม่สามารถยกหรือขยับแขนได้
  • บางรายอาจมี อาการชาแขนหรืออ่อนแรง ร่วมด้วย เนื่องจากเส้นประสาทถูกกดหรือบาดเจ็บ

การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ และเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างทันท่วงที เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน รวมถึงป้องกันการหลุดซ้ำในอนาคต


ไหล่หลุด รักษาอย่างไร

ข้อไหล่หลุด (Shoulder dislocation) คือ ภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการดูแลทันที เพราะหากปล่อยไว้ อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาทรอบข้อไหล่ได้

การช่วยเหลือเบื้องต้น ไหล่หลุด ทำอย่างไร

  • ตรึงข้อให้อยู่นิ่ง โดยใช้ผ้าคล้องแขน เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหวเพิ่มเติม
  • ประคบเย็นทันที หลังบาดเจ็บ เพื่อลดเลือดออกจากเส้นเลือดฝอยที่ฉีกขาด และบรรเทาอาการปวดบวม
  • เมื่อผ่านระยะเฉียบพลันแล้ว แนะนำให้ ประคบร้อน เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนและลดการอักเสบ
  • ที่สำคัญที่สุดคือ รีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องและปลอดภัย

แนวทางการรักษาโดยแพทย์

กรณีข้อไหล่หลุดครั้งแรก

โดยทั่วไปอาจยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แพทย์จะทำการ

  1. ให้ยาแก้ปวดเพื่อลดอาการอักเสบ
  2. ดึงหัวไหล่ให้กลับเข้าที่ (Reduction)
  3. ใส่อุปกรณ์พยุงแขนเพื่อให้ข้ออยู่นิ่ง ประมาณ 2 สัปดาห์
  4. เมื่อพ้นระยะพัก จะเริ่มทำกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหว เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่และสะบัก

การฟื้นฟูข้อไหล่

กายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญ เพราะช่วยป้องกันการหลุดซ้ำได้ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวบางท่าที่เสี่ยงทำให้ข้อไหล่กลับมาหลุดอีกครั้ง โดยเฉพาะท่าที่เหยียดแขนและหมุนออกมากเกินไป


ไหล่หลุด ทำไมบางคนต้องผ่าตัด ?

ผู้ที่มีภาวะ ข้อไหล่หลุดซ้ำ (Recurrent shoulder dislocation) หรือมีความเสียหายของโครงสร้างภายในข้ออย่างชัดเจน เช่น หมอนรองกระดูกเบ้าหัวไหล่ (Glenoid labrum) ฉีกขาด หรือมีการสูญเสียความมั่นคงของข้ออย่างมาก มักไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด (ยา, ดาม, กายภาพบำบัด) ในกรณีเหล่านี้ การผ่าตัด จึงเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด


 

วิธีการผ่าตัดรักษาข้อไหล่หลุด

1. การผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscopic surgery)

  • ใช้กล้องส่องขนาดเล็กและเครื่องมือพิเศษ เจาะผิวหนังเพียง 2–3 รู
  • แพทย์สามารถมองเห็นภายในข้อได้ชัดเจน และซ่อมแซมหมอนรองกระดูกหรือเยื่อหุ้มข้อที่ฉีกขาด
  • ข้อดี: แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว เริ่มทำกายภาพได้เร็ว

1.1. การผ่าตัดส่องกล้องรักษาข้อไหล่หลุด (Arthroscopic surgery) คลิกอ่านเพิ่มเติม

ปัจจุบัน การรักษาข้อไหล่หลุดด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscopic surgery) ให้ผลการรักษาที่ดี และได้รับความนิยมสูง เพราะข้อไหล่เป็นข้อที่อยู่ลึก หากใช้วิธีผ่าตัดแบบเปิด แพทย์จำเป็นต้องแหวกผ่านกล้ามเนื้อหลายชั้น ทำให้แผลผ่าตัดใหญ่และเนื้อเยื่อบอบช้ำมาก โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ซ่อมแซมเยื่อหุ้มข้อไหล่ที่ฉีกขาดหรือยืดตัว ให้กลับมาตึงและมั่นคงใกล้เคียงสภาพปกติ

การรักษาข้อไหล่หลุดด้วยวิธีส่องกล้องจึงถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลการรักษาดี แผลผ่าตัดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว เจ็บน้อย และกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ

แพทย์จะเปิดแผลเล็ก ๆ ประมาณ 2–3 รู เพื่อใส่กล้องและอุปกรณ์ขนาดเล็กเข้าไป เย็บซ่อมและแก้ไขพยาธิสภาพภายในข้อ ซึ่งข้อดีของการส่องกล้องคือทำให้ แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติภายในข้อไหล่ได้อย่าง และสามารถซ่อมแซมจุดที่บาดเจ็บที่ซ่อนอยู่อย่างแม่นยำ ผลลัพธ์การรักษาใกล้เคียงกับการผ่าตัดแบบเปิด

1.2. ข้อดีของการการรักษาข้อไหล่หลุดด้วยการ ผ่าตัดส่องกล้อง ได้แก่

  • แผลเล็ก เจ็บน้อย
  • การบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบ ๆ น้อยกว่า
  • ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน
  • สามารถเริ่มทำกายภาพบำบัดได้เร็วหลังผ่าตัด
  • ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบ ๆ ข้อ
  • สามารถซ่อมแซมพยาธิสภาพที่เกิดร่วมกันได้หลายตำแหน่ง เช่น เยื่อหุ้มข้อฉีก, กระดูกเบ้าหัวไหล่แตกบางส่วน, เส้นเอ็นรอบข้อไหล่ฉีกขาดบางส่วน
  • ผลการรักษาใกล้เคียงกับการผ่าตัดแบบเปิด แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า

1.3. การดูแลหลังผ่าตัดข้อไหล่หลุดด้วยการส่องกล้อง ไหล่หลุด กี่วันหาย

  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่พักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 1 วัน เท่านั้น
  • สามารถเริ่มทำกายภาพบำบัดได้ทันที ตามโปรแกรมที่แพทย์จัดให้ เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • ระยะเวลาพักฟื้นประมาณ 4–6 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันและเล่นกีฬาได้ตามปกติ

ผลลัพธ์ของการผ่าตัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ความชำนาญของแพทย์ เครื่องมือที่ใช้ การดูแลฟื้นฟูหลังผ่าตัด และความร่วมมือของผู้ป่วยเอง

1.4. ข้อจำกัดของการผ่าตัดส่องกล้อง

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดส่องกล้องอาจไม่เหมาะในกรณีที่ผู้ป่วยมีกระดูกกร่อนหรือมีการหักของกระดูกเบ้าหัวไหล่ร่วมด้วย หากปริมาณกระดูกที่เสียหายมีมาก อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแบบเปิด ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละราย

ด้วยเทคโนโลยีส่องกล้องที่พัฒนามากขึ้น ทำให้การรักษาข้อไหล่หลุดในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูง เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตหรือเล่นกีฬาได้อย่างมั่นใจ หากปล่อยข้อไหล่ที่บาดเจ็บไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้กระดูกและเนื้อเยื่อรอบ ๆ เสียหายมากขึ้นในอนาคต


2. การผ่าตัดแบบเปิด (Open surgery)

  • แพทย์เปิดแผลใหญ่ขึ้นเพื่อซ่อมแซมโครงสร้างโดยตรง
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มี กระดูกกร่อนหรือกระดูกหักร่วมด้วย ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการส่องกล้อง
  • ข้อดี: มั่นคงแข็งแรง เหมาะกับเคสซับซ้อน
  • ข้อจำกัด: แผลใหญ่กว่า ฟื้นตัวช้ากว่า

3. เทคนิคพิเศษ Latarjet procedure

Latarjet procedure คือการผ่าตัดรักษาข้อไหล่หลุดซ้ำ โดยแพทย์จะย้ายกระดูกเล็ก ๆ จากส่วนคอราโคอิดมาวางเสริมที่ขอบเบ้าหัวไหล่ เพื่อเพิ่มความมั่นคงและป้องกันการหลุดซ้ำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีกระดูกเบ้าสึกหรอมาก หรือผู้ที่เป็นนักกีฬาที่ต้องใช้แรงปะทะ

ผลลัพธ์คือข้อไหล่มั่นคงขึ้น กลับมาเล่นกีฬาได้ โอกาสหลุดซ้ำต่ำ แต่ต้องฟื้นฟูตามโปรแกรมกายภาพบำบัด 4–6 เดือนหลังผ่าตัดเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด


โอกาสการเกิด ข้อไหล่หลุดซ้ำ

ข้อไหล่หลุดไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ “ข้อไหล่หลุดออกจากเบ้า” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างรอบ ๆ ข้อ เช่น เยื่อหุ้มข้อไหล่ และ หมอนรองกระดูกข้อไหล่ ที่ทำหน้าที่ช่วยพยุงความมั่นคงของข้อ เมื่อเกิดการฉีกขาด ข้อไหล่จึงสูญเสียความมั่นคงและมีโอกาส หลุดซ้ำ ได้สูงมาก


กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดข้อไหล่หลุดซ้ำ

  • ผู้ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี มีโอกาสเกิดข้อไหล่หลุดซ้ำมากกว่า 90% หลังจากการหลุดครั้งแรก เนื่องจากเนื้อเยื่อยังยืดหยุ่น และกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือการเล่นกีฬามักมีแรงกระแทกต่อข้อไหล่มากขึ้น
  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี แม้โอกาสเกิดการหลุดซ้ำจะไม่สูงเท่ากลุ่มวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว แต่กลับมีความเสี่ยงต่อการ ฉีกขาดของเส้นเอ็นรอบหัวไหล่ (Rotator cuff tear) ร่วมด้วย เพราะเส้นเอ็นเสื่อมสภาพตามอายุ ทำให้ฉีกขาดได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ที่มีอาการไหล่หลุดมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป
  • นักกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่มีการปะทะหรือใช้แขนมาก เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล มวยปล้ำ หรือรักบี้

การรักษาข้อไหล่หลุดซ้ำ

ข้อไหล่หลุดซ้ำ (Recurrent shoulder dislocation) เป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่เคยมีอาการไหล่หลุดครั้งแรกไปแล้ว หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ข้อไหล่มักจะหลุดซ้ำง่ายขึ้น บางรายเพียงทำกิจวัตรประจำวันเล็กน้อย เช่น ยกของ หมุนแขน หรือแม้กระทั่งนอนผิดท่า ก็อาจทำให้ข้อไหล่หลุดได้


แนวทางการรักษาข้อไหล่หลุดซ้ำ

หากข้อไหล่มีการหลุดซ้ำบ่อยครั้ง การรักษาโดยวิธีทั่วไป เช่น การพัก การดาม หรือกายภาพบำบัด อาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องรักษาโดย การผ่าตัด เพื่อซ่อมแซมความเสียหายภายในข้อ โดยเฉพาะ หมอนรองกระดูกเบ้าหัวไหล่ (Glenoid labrum) ที่ฉีกขาด แพทย์จะทำการผ่าตัดเย็บซ่อมให้กลับเข้าที่ เพื่อเพิ่มความมั่นคงของข้อไหล่ และลดโอกาสการเกิดหลุดซ้ำในอนาคต


ข้อไหล่หลุด ควรดึงกลับเข้าที่เองหรือไม่ ?

ผู้ที่มี ข้อไหล่หลุดซ้ำบ่อย ๆ มักเกิดจากโครงสร้างของข้อไหล่ไม่มั่นคง ทำให้หลุดได้ง่าย บางรายสามารถ “ดึงหัวไหล่กลับเข้าที่ได้เอง” เนื่องจากคุ้นเคยกับอาการที่เกิดขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น ไม่แนะนำให้ดึงกลับเข้าที่ด้วยตนเอง เพราะในบางกรณีอาจมีการบาดเจ็บร่วมด้วย เช่น กระดูกหัก เส้นเอ็นฉีกขาด หรืออาจมีการบาดเจ็บของเส้นประสาทและเส้นเลือดรอบข้อไหล่ หากดึงเองโดยไม่รู้ความเสียหายที่แท้จริง อาจทำให้อาการแย่ลง และเพิ่มความซับซ้อนในการรักษา


สิ่งที่ควรทำ ควรรีบไปพบแพทย์ทุกครั้งเมื่อข้อไหล่หลุด

ให้แพทย์ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่ามีภาวะอื่นร่วมด้วยหรือไม่ รับการรักษาที่ถูกวิธี จะช่วยให้ข้อไหล่กลับมาแข็งแรง ลดความเสี่ยงของการหลุดซ้ำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

คะแนนบทความ