ทำความรู้จักการจัดฟันเด็ก อายุเท่าไหร่ถึงจัดฟันให้ลูกน้อยได้

ทำความรู้จักการจัดฟันเด็ก อายุเท่าไหร่ถึงจัดฟันให้ลูกน้อยได้

HIGHTLIGHTS:

  • การจัดฟันเด็ก สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 8-9 ปี โดยปัญหาฟันผิดปกติที่ควรเริ่มจัดฟันตั้งแต่เด็ก เช่น ฟันหน้าหรือฟันหลังบิดเบี้ยวมาก, ฟันหน้าบนยื่นออกมา, ฟันหน้าล่างยื่นคร่อมฟันบน หรือมีปัญหาความไม่สมดุลของขากรรไกร
  • เครื่องมือที่ใช้จัดฟันเด็กมีหลายชนิด โดยส่วนมากมักออกแบบมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเรียงตัวของฟันและการเจริญเติบโตของขากรรไกร
  • ระหว่างและหลังการจัดฟันเด็ก ควรดูแลฟันอย่างถูกวิธี เพื่อคงผลการรักษา และช่วยลดปัญหาการเรียงตัวของฟันทึ่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

สารบัญบทความ

  1. การจัดฟันเด็กคืออะไร
    • การจัดฟันในเด็กกับผู้ใหญ่ต่างกันหรือไม่ 
  2. ควรเริ่มจัดฟันเด็กในช่วงอายุเท่าไหร่ดี
  3. ปัญหาฟันแบบไหนที่เด็กควรจัดฟัน
  4. เครื่องมือที่ใช้จัดฟันเด็กมีอะไรบ้าง
  5. เตรียมตัวลูกน้อยอย่างไรก่อนเริ่มจัดฟันเด็กครั้งแรก
  6. ระหว่างจัดฟันเด็กมีวิธีการดูแลฟันอย่างไรบ้าง
  7. จัดฟันเด็ก ควรเลือกคลินิกทันตกรรมอย่างไรดี
  8. เหตุผลที่ควรมาจัดฟันเด็ก ที่คลินิกทันตกรรมเด็ก โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช 

1. การจัดฟันเด็กคืออะไร

การจัดฟันเด็ก หรือ ดัดฟันเด็ก คือ การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเรียงตัวของฟันและขากรรไกรในเด็กก่อนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กมีฟันแท้ขึ้นมาแล้วจำนวนหนึ่ง และยังคงมีฟันน้ำนมอยู่  หากได้ทำการตรวจฟันเด็กและพบปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข การให้เด็กจัดฟันในช่วงนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาการเจริญเติบโตของขากรรไกรที่น้อยกว่าปกติให้สมดุลขึ้น และเป็นการเพิ่มพื้นที่ในขากรรไกรให้เพียงพอต่อฟันแท้ที่จะขึ้นมาในอนาคต จึงช่วยลดปัญหาการเรียงตัวของฟัน การสบฟันที่ผิดปกติ และลดความเสี่ยงที่จะต้องถอนฟันแท้เพื่อการจัดฟัน รวมทั้งการผ่าตัดขากรรไกรเพื่อแก้ไขการสบฟันในอนาคตได้

1.1.    การจัดฟันในเด็กกับผู้ใหญ่ ต่างกันหรือไม่ 
การจัดฟันเด็กและผู้ใหญ่จะมีความแตกต่างกัน กรณีของเด็กนั้น โครงสร้างกระดูกขากรรไกรยังมีการพัฒนาอยู่ รวมถึงมีความยืดหยุ่นสูง การจัดฟันในเด็กจึงเน้นที่การปรับขยายขนาดของกระดูกขากรรไกรให้มีพื้นที่เพียงพอ และปรับตำแหน่งของกระดูกขากรรไกรบนล่างให้สมดุลกัน  เมื่อเทียบกับการจัดฟันในผู้ใหญ่ที่โครงสร้างกระดูกขากรรไกรได้หยุดการเจริญเติบโตแล้ว  จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้  ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องแก้ไข จะต้องใช้วิธีการผ่าตัดขากรรไกรร่วมด้วย  นอกจากนี้ การเคลื่อนย้ายฟันในผู้ใหญ่ก็มักจะใช้เวลานานกว่าในเด็ก
 

2. ควรเริ่มจัดฟันเด็กในช่วงอายุเท่าไหร่ดี

อยากให้ลูกจัดฟัน ควรจัดฟันตอนอายุเท่าไหร่ ? โดยทั่วไปแล้ว การจัดฟันเด็กควรพิจารณาตามช่วงอายุและพัฒนาการของฟัน ซึ่งเด็กเล็กช่วงอายุ 6-7 ปี จะเริ่มมีฟันแท้คู่หน้าขึ้นมาทดแทนฟันน้ำนมที่หลุดออกไป โดยในช่วงนี้ รากฟันแท้จะยังพัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ์ และจะใช้ระยะเวลาอีก 2-3 ปีหลังจากที่เริ่มขึ้นให้เห็นในช่องปาก จึงจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งก็คือ ช่วงอายุ 9-10 ปี ซึ่งหากเรามีความจำเป็นต้องเคลื่อนฟันด้วยเครื่องมือจัดฟันในช่วงนี้ ก็จะไม่ส่งผลส่งผลกระทบต่อการสร้างของรากฟันเหล่านั้น

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าฟันหน้าแท้ของลูกขึ้นมาบิดเบี้ยว แนะนำให้พาลูกเข้ามาพบทันตแพทย์เฉพาะทางจัดฟัน เมื่อเด็กมีอายุประมาณ 8-9 ปี เพื่อทำการตรวจ ประเมินอาการ และวางแผนการจัดฟันอย่างละเอียดได้ทันที

เมื่อฟันแท้ขึ้นมาบิดเบี้ยวเพียงเล็กน้อย ควรเริ่มจัดฟันอายุเท่าไหร่ ?
กรณีที่ฟันแท้ขึ้นมาบิดเบี้ยวเพียงเล็กน้อย และทันตแพทย์เฉพาะทางจัดฟันประเมินแล้วว่าไม่มีปัญหาการสบฟันอื่นๆ ร่วมด้วย  สามารถรอจนเด็กอายุครบ 12-13 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ฟันน้ำนมหลุดหมดแล้ว และฟันแท้ขึ้นมาครบถึงฟันกรามแท้ซี่ที่ 2 แล้ว (ทั้งหมด 28 ซี่) จึงค่อยให้เด็กเริ่มจัดฟันเพื่อปรับฟันให้เรียงสวยขึ้นได้

3. ปัญหาฟันแบบไหนที่เด็กควรได้รับการจัดฟัน

การจัดฟันเด็กเป็นการรักษาที่ช่วยแก้ไขปัญหาการเรียงตัวของฟัน และการเจริญเติบโตของขากรรไกรในเด็ก  โดยปัญหาฟันที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กมาจัดฟัน มีดังนี้

  • ฟันหน้าหรือฟันหลังบิดเบี้ยวแล้วทำให้เกิดปัญหาการสบฟันอื่นๆตามมา: เช่น หากฟันหน้าบนบิดตัวหรือขึ้นหลุบเกินไป จนมาชนกับฟันหน้าล่าง ทำให้เด็กไม่สามารถกัดฟันหลังตรงๆเพื่อเคี้ยวอาหารได้  เด็กจะปรับตัวโดยการยื่นคางออกมา หรือเอียงคางไปทางซ้ายหรือขวา เพื่อให้กัดฟันหลังได้ทุกครั้งที่เคี้ยอาหารเพื่อหลบฟันซี่ที่บิด การยื่นหรือเยื้องคางออกมาแบบนี้  นอกจากจะทำให้เกิดการสบฟันที่ผิดปกติแบบฟันล่างคร่อมฟันบน (Crossbite) แล้ว  หากไม่ได้รับการแก้ไข  ทำให้มีการยื่นหรือเยื้องคางแบบนี้ต่อเนื่องยาวนาน จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตที่มากเกินไปของขากรรไกรล่าง หรือการเจริญเติบโตที่ไม่สมดุลของฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของขากรรไกรล่างได้  ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดคางยื่นถาวร หรือคางเบี้ยวถาวรในอนาคตได้
  • ฟันหน้าบิดเบี้ยว แล้วทำให้ปลายฟันสึก: หากฟันหน้าบนบางซี่ของเด็กบิดตัวหรือขึ้นหลุบเกินไป แล้วทำให้เกิดการสบฟันผิดปกติแบบปลายฟันบนชนกับปลายฟันล่าง (edge-to-edge) ประกอบกับเด็กมีพฤติกรรมการนอนกัดฟันตอนกลางคืนร่วมด้วย  จะส่งผลให้เกิดการสึกสั้นขึ้นของปลายฟันหน้าซี่นั้นๆ เร็วกว่าปกติ ทั้งที่อายุยังน้อย
  • ฟันหน้าบนยื่นออกมามาก: ฟันหน้าบนที่ยื่นออกมามาก นอกจากจะทำให้เกิดความลำบากในการใช้ฟันหน้ากัดอาหารแล้ว  ยังทำให้เด็กไม่สามารถปิดปากได้สนิท และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหากเกิดอุบัติเหตุ เช่น ฟันหน้าหักหรือหลุดออกมาจากการถูกกระแทก
  • ฟันหน้าล่างขบชนเหงือกบริเวณเพดาน: ในเด็กที่มีปัญหาฟันบนยื่นมากบางราย จะมีปัญหาฟันหน้าล่างงอกสูงเกินร่วมด้วย ทำให้เกิดภาวะสบลึก (deep bite) คือฟันหน้าบนและล่างเกยกันมากเกินไป จนบางครั้งเวลาเด็กกัดฟันจะมองไม่เห็นตัวฟันหน้าล่างเลย และในเด็กบางรายที่มีพฤติกรรมการนอนกัดฟันร่วมด้วย ปลายฟันหน้าล่างก็อาจจะไปกดเหงือกบริเวณเพดานจนเป็นแผลได้ ซึ่งภาวะแบบนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีง่ายๆ หากเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ
  • ฟันหน้าบนขึ้นมาซ้อนกัน: โดยมักเกิดในลักษณะที่ฟันหน้าซี่ที่ 2 ขึ้นหลุบเข้าไปอยู่หลังกว่าแนวของฟันหน้าซี่ที่ 1   ลักษณะนี้แสดงถึงภาวะการมีพื้นที่ในขากรรไกรไม่เพียงพอ  ซึ่งหากความผิดปกตินี้ไม่มากเกินไป สามารถแก้ไขได้ด้วยการขยายขนาดของขากรรไกรให้กว้างขึ้น  เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้เพียงพอกับฟันแท้ที่ขึ้นมาแล้ว และที่จะขึ้นตามมา ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงการที่เด็กจะต้องถูกถอนฟันเพื่อการจัดฟันในอนาคตได้
  • ฟันหน้าบิดเบี้ยวหรือยื่นมาก จนกระทบความสวยงาม: หากลูกน้อยมีปัญหาฟันหน้ายื่นหรือบิดเบี้ยวมาก นอกจากทำให้เกิดปัญหาการสบฟันที่ไม่ปกติแล้ว แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อความสวยงามของเด็กด้วย ซึ่งความไม่สวยงามนี้อาจส่งผลต่อการเข้าสังคมของเด็ก เช่น อาจถูกเพื่อนล้อ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนามุมมองที่ดีต่อตนเอง (self-esteem) ของเด็ก ซึ่งกำลังพัฒนาในช่วงวัยนี้ และจะมีผลต่อเนื่องไปในวัยผู้ใหญ่อีกด้วย
  • ฟันกรามแท้ซี่ที่ 1 ขึ้นผิดปกติ: โดยทั่วไป ฟันกรามแท้ซี่ที่ 1 จะขึ้นพร้อมๆกับการขึ้นของฟันหน้าแท้ซี่ที่ 1 เมื่อเด็กมีอายุได้ 6-7 ปี โดยจะขึ้นในตำแหน่งถัดจากฟันน้ำนมซี่สุดท้ายเข้าไปด้านหลัง แต่ในบางครั้งฟันกรามแท้ซี่นี้อาจขึ้นในทิศทางที่ผิดปกติ เช่น เอียงมาข้างหน้ามาคุดอยู่ใต้ฟันน้ำนมซี่สุดท้าย  ทำให้ขึ้นไม่ได้หรือขึ้นได้ไม่สุด และไปกินพื้นที่ของฟันแท้ซี่อื่นๆที่จะขึ้นตามมา
  • ปัญหาความไม่สมดุลของขากรรไกรจากพันธุกรรม: เช่น ขากรรไกรบนเล็กหรือแคบเกินไป ทำให้ฟันบนอยู่หลุบกว่าฟันล่าง (Crossbite) ส่งผลให้ใบหน้าช่วงกลางดูแบนและคางดูยื่น หรือขากรรไกรล่างเล็กและสั้นเกินไป ทำให้คางดูหลุบ และฟันล่างหลุบกว่าฟันบน ส่งผลให้ฟันบนดูยื่น และริมฝีปากเปิดอยู่ตลอดเวลา

4. เครื่องมือที่ใช้จัดฟันเด็กมีอะไรบ้าง

การจัดฟันเด็กจะใช้เครื่องมือหลากหลายชนิดที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเรียงตัวของฟันและการเจริญเติบโตของขากรรไกร  การให้เด็กจัดฟันตั้งแต่อายุยังน้อยจึงช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือที่ใช้ในการจัดฟันเด็ก ดังนี้

  • เหล็กจัดฟัน: เหล็กจัดฟันที่ใช้ในเด็กเป็นแบบเดียวกันกับเหล็กจัดฟันของผู้ใหญ่ เพียงแต่จะใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด เช่น การจัดฟันเฉพาะฟันหน้าบน 4 ซี่ที่มีปัญหา ไม่จำเป็นต้องจัดฟันทั้งปาก
  • เครื่องมือขยายขากรรไกรบนแบบยึดติด (Rapid Palatal Expander): เป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายความกว้างของขากรรไกรบน ทำให้มีพื้นที่เพียงพอที่จะแก้ไขการเรียงตัวของฟันหน้าได้ รวมทั้งเพียงพอต่อฟันแท้ซี่อื่นๆที่จะขึ้นตามมาในอนาคตด้วย โดยเครื่องมือนี้จะพาดอยู่ตรงกลางเพดาน และยึดติดไว้กับฟันกรามแท้ซี่ที่ 1 ทั้ง 2 ข้าง
  • เครื่องมือขยายขากรรไกรแบบถอดได้ (Removable Palatal Expander): เป็นเครื่องมือจัดฟันเด็กที่ใช้สำหรับขยายความกว้างของขากรรไกรบนหรือล่างแบบถอดได้  ซึ่งมักใช้ในเด็กเล็กซึ่งขากรรไกรยังมีความยืดหยุ่นสูง และต้องอาศัยความร่วมมือของเด็กในการใส่เครื่องมือนี้ตลอดทั้งวัน
  • เครื่องมือกระตุ้นการเจริญเติบโตขากรรไกรบน (Reverse Pull Headgear): เครื่องมือนี้จะใช้ในกรณีที่ขากรรไกรบนยุบเกินไป เพื่อช่วยดึงขากรรไกรบนให้ค่อยๆโตออกมาทางด้านหน้ามากขึ้น ให้สมดุลกับตำแหน่งของขากรรไกรล่าง โดยเด็กจะใส่เครื่องมือนี้ตอนกลางคืน เป็นเวลาประมาณ 1 ปี โดยมักใช้ร่วมกับเครื่องมือขยายความกว้างของขากรรไกรบนแบบยึดติด 
  • เครื่องมือกระตุ้นการเจริญเติบโตขากรรไกรล่าง (Lower Jaw Activator): เหมาะสำหรับกรณีที่เด็กมีขากรรไกรล่างเล็กเกินไป โดยเครื่องมือนี้จะช่วยกระตุ้นให้ขากรรไกรล่างเจริญเติบโตมาข้างหน้ามากขึ้นเพื่อให้สมดุลกับขากรรไกรบน โดยเด็กจะใส่เครื่องมือนี้ตอนกลางคืน เป็นเวลาประมาณ 1 ปี
  • เครื่องมือจัดฟันแบบใสถอดได้ (Invisalign®): เป็นเครื่องมือจัดฟันรูปแบบใส ที่ใช้สำหรับขยายขนาดความกว้างของขากรรไกรทั้งบนและล่างในเด็ก  รวมทั้งแก้ไขการเรียงตัวของฟันหน้าไปพร้อมๆกัน โดยเด็กจะใส่เครื่องมือนี้ตลอดทั้งวัน ยกเว้นตอนรับประทานอาหารและแปรงฟัน  เครื่องมือจัดฟันรูปแบบนี้มีราคาสูง แต่ก็มีความใส่สบายกว่าเครื่องมือจัดฟันรูปแบบอื่นๆ

ทั้งนี้ ทันตแพทย์จัดฟัน จะเป็นผู้ตรวจประเมิน และนำเสนอเครื่องมือจัดฟันที่เหมาะสมกับปัญหาและอายุของเด็กแต่ละคนให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือก ซึ่งการพาเด็กมาตรวจแต่เนิ่นๆ ก็จะทำให้มีทางเลือกของเครื่องมือที่จะเลือกใช้ได้มากขึ้น

5. เตรียมตัวลูกน้อยอย่างไรก่อนเริ่มจัดฟันเด็กครั้งแรก

การเตรียมตัวลูกน้อยก่อนเริ่มจัดฟันเด็กครั้งแรกจะช่วยลดความกังวลและทำให้เด็กปรับตัวกับขั้นตอนการจัดฟันได้ง่ายขึ้น โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเตรียมตัวลูกน้อยได้ดังนี้

  1. สร้างความเข้าใจให้เด็ก: คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้คำอธิบายง่ายๆ เพื่อบอกเด็กว่าการจัดฟันจะช่วยให้ฟันเรียงตัวดีขึ้น และบอกกับเด็กว่าการไปหาทันตแพทย์ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัว 
  2. เลือกสถานพยาบาลที่มีความชำนาญด้านการจัดฟันเด็ก: ควรเลือกสถานพยาบาลที่มีทันตแพทย์เฉพาะทางด้านการจัดฟันเด็ก ที่มีประสบการณ์และเข้าใจความต้องการเฉพาะของเด็กเป็นอย่างดี โดยสถานพยาบาลที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ปลอดภัย และรู้สึกผ่อนคลายด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร
  3. ตรวจสุขภาพฟันเด็กเบื้องต้น: คุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กไปตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์เด็ก ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อสร้างความคุ้นเคย และสร้างเสริมสุขภาพช่องปากที่ดี  ทำให้เด็กไม่กลัวการทำฟัน  และทันตแพทย์เด็กจะเป็นผู้ประเมิน และติดตามสภาพฟัน ว่ามีปัญหาอื่นๆนอกเหนือจากการเรียงตัวของฟันหรือไม่ เช่น ฟันผุ หากมี ก็จะทำการรักษาให้หาย ก่อนส่งมาพบกับทันตแพทย์จัดฟัน

6. ระหว่างจัดฟันเด็กมีวิธีการดูแลฟันอย่างไรบ้าง

หลังจากเด็กเริ่มจัดฟันแล้ว การดูแลฟันอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ โดยระหว่างจัดฟันเด็กมีวิธีการดูแลฟัน ดังนี้

  1. แปรงฟันอย่างถูกวิธี: แนะนำให้เด็กแปรงฟันทุกวันอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่มและแปรงรอบๆ เครื่องมือจัดฟันให้สะอาด ส่วนวิธีเลือกยาสีฟันเด็ก ควรเลือกใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์จะช่วยป้องกันฟันผุได้ดีขึ้น
  2. ใช้ไหมขัดฟัน: การใช้ไหมขัดฟันเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากจะช่วยขจัดเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ที่ติดอยู่ในพื้นที่ที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึงได้เป็นอย่างดี
  3. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เครื่องมือจัดฟันเสียหาย: ระหว่างเด็กกำลังจัดฟัน คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหลีกเลี่ยงอาหารที่แข็ง เช่น ถั่วเมล็ดแข็ง อาหารที่ต้องเคี้ยวแรงๆ เช่น เนื้อเหนียวๆ เนื่องจากอาหารเหล่านี้อาจทำให้เครื่องมือจัดฟันเสียหายหรือหลุดออกได้  รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะเหนียวติด เช่น ขนมเหนียวๆ หมากฝรั่ง ด้วย เนื่องจากยากต่อการทำความสะอาดของเด็ก จึงอาจติดค้างอยู่บนเครื่องมือจัดฟันและผิวฟันทำให้ฟันผุได้
  4. พบทันตแพทย์ตามนัด: ในระหว่างจัดฟัน คุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กมาพบทันตแพทย์จัดฟันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเสร็จในระยะเวลาที่เหมาะสม  รวมทั้งควรนัดพบกับทันตแพทย์เด็ก เพื่อตรวจฟันผุและขูดหินปูนตามปกติควบคู่กันไปด้วย
  5. ใส่เครื่องมือคงสภาพฟัน: หลังจากเด็กได้รับการจัดฟันในระยะแรกเสร็จสิ้นแล้ว เด็กจะต้องใส่เครื่องมือคงสภาพฟัน หรือที่เรียกว่า “รีเทนเนอร์ (Retainer)”  อย่างน้อยในช่วงเวลานอนตอนกลางคืนไประยะหนึ่ง เพื่อรักษาตำแหน่งฟันที่จัดแล้ว ป้องกันไม่ให้ฟันบิดคืนตัว และรักษาพื้นที่ในขากรรไกรให้ฟันแท้ที่จะขึ้นต่อมาภายหลัง  โดยหลังจากที่ฟันแท้ขึ้นครบหมดแล้ว หรือเด็กหยุดการเจริญเติบโตแล้ว ทันตแพทย์จัดฟันจะประเมินอีกครั้งว่าจำเป็นต้องทำการจัดฟันเพิ่มเติมเพื่อให้ฟันเรียงตัวและสบกันได้ดียิ่งขึ้นหรือไม่

7. จัดฟันเด็ก ควรเลือกคลินิกทันตกรรมอย่างไรดี

การเลือกสถานพยาบาล หรือ คลินิกทันตกรรมในการจัดฟันเด็ก เป็นขั้นตอนสำคัญที่ควรคำนึงถึง เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจะได้รับการรักษาที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัย

โดยเริ่มแรกคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกทันตแพทย์จัดฟันที่มีใบอนุญาตและมีประสบการณ์การจัดฟันเด็กเป็นอย่างดี เนื่องจากการจัดฟันเด็กต้องอาศัยความรู้และความชำนาญเฉพาะทางในการรักษาฟันที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาการ

อันดับต่อมา ควรเลือกสถานพยาบาลที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพสูง เพื่อช่วยให้การจัดฟันเด็กได้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงควรเลือกสถานพยาบาลที่มีบรรยากาศเป็นมิตร เพื่อช่วยให้เด็กไม่รู้สึกเครียดหรือหวาดกลัวระหว่างการรักษาได้ 

นอกจากนี้ แนะนำให้เลือกสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้าน หรือเดินทางมาสะดวก เนื่องจากระหว่างการจัดฟัน เด็กจะต้องมาพบทันตแพทย์จัดฟันต่อเนื่องเป็นประจำทุก 1-2 เดือน

8. เหตุผลที่ควรมาจัดฟันเด็ก ที่คลินิกทันตกรรมเด็ก โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช

การจัดฟันเด็ก เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยปรับตำแหน่งของฟันและขากรรไกรให้อยู่ในตำแหน่งถูกต้องได้ตั้งแต่ยังเล็ก หากเริ่มจัดฟันในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะช่วยลดปัญหาฟันบิดเบี้ยว ฟันสบกันผิดปกติ รวมถึงความไม่สมดุลของขากรรไกรได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการบดเคี้ยวอาหารและความมั่นใจของเด็กโดยตรง หากปล่อยไว้นานอาจมีความจำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

หากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดสนใจอยากพาลูกน้อยมาจัดฟันเด็ก ที่คลินิกทันตกรรมเด็ก โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชเราพร้อมดูแล โดยทีมทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กและจัดฟัน  พร้อมกับอุปกรณ์และเทคโนโลยีทันตกรรมที่ทันสมัย เช่น เครื่องสแกนฟัน 3 มิติ และการจัดฟันแบบใส ไร้เหล็ก (Invisalign®) ทันตแพทย์จะมีการตรวจประเมินปัญหาฟันของเด็กแต่ละคนอย่างละเอียดเพื่อเลือกใช้เครื่องมือและวิธีการรักษาที่เหมาะสม รวมถึงมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ คุณพ่อคุณแม่จึงมั่นใจในคุณภาพและผลลัพธ์ที่ได้เมื่อเด็กๆ ได้จัดฟันที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช
 

คลินิกทันตกรรมเด็ก ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล

ที่ คลินิกทันตกรรมเด็ก ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล เราดูแลรอยยิ้มของเด็กๆ แบบครบวงจร โดยเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสบฟันผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ทีมทันตแพทย์เฉพาะทางของเรามีความชำนาญในการใช้เครื่องมือจัดฟันที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัย เพื่อช่วยให้ฟันแท้ขึ้นได้อย่างมีระเบียบและส่งเสริมพัฒนาการของรูปหน้าอย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูกน้อยตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยรุ่น

คะแนนบทความ