ไมเกรนในเด็ก อาการปวดศีรษะที่พ่อแม่ควรรู้

ไมเกรนในเด็ก อาการปวดศีรษะที่พ่อแม่ควรรู้

HIGHLIGHTS:

  • ปวดศีรษะตุ๊บๆ คลื่นไส้ แพ้แสง/เสียง อาจเป็นอาการของ ไมเกรนในเด็ก อาการแตกต่างจากผู้ใหญ่ เช่น ระยะเวลาปวดสั้นกว่า หรือ เวียนศีรษะเป็นพักๆ สัญญาณอันตราย คือ ปวดรุนแรงฉับพลัน อาเจียนพุ่ง ซึม ชัก เดินเซ ต้องรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที
  • การจัดการไมเกรนเน้นที่การปรับพฤติกรรม อาทิ นอนให้พอ ดื่มน้ำเยอะๆ และจัดการความเครียด ควบคู่ไปกับการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นในเรื่อง พฤติกรรม การพักผ่อน อาหาร และสิ่งแวดล้อม หากมีอาการรุนแรงมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเพื่อควบคุมอาการและลดความถี่ของการปวด 

อาการปวดศีรษะในเด็กและวัยรุ่นพบได้บ่อย หากปวดบ่อยหรือรุนแรงจนกระทบชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณของ
ไมเกรนในเด็ก ซึ่งอาการอาจต่างจากผู้ใหญ่ การวินิจฉัยและดูแลที่เหมาะสมเฉพาะด้านโรคสมองและระบบประสาทในเด็กจึงสำคัญ เพื่อการดูแลและรักษาให้เด็กใช้ชีวิตได้เต็มศักยภาพ

ปวดศีรษะแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร

เด็กปวดหัว สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องรีบพบแพทย์

อาการปวดศีรษะบางอย่างอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางสมองที่ร้ายแรง พ่อแม่ไม่ควรละเลยความผิดปกติต่าง ๆ และควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมทันที เมื่อเกิดอาการต่อไปนี้:

  • ปวดศีรษะมากเฉียบพลันและรุนแรงที่สุดในชีวิต อาการปวดแบบทันทีทันใด
  • ปวดศีรษะมากจนต้องตื่นนอนกลางดึก มักเป็นสัญญาณเตือนของแรงดันในกะโหลกศีรษะที่ผิดปกติ
  • ปวดศีรษะร่วมกับอาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรง เดินเซ ซึมลง มองเห็นภาพซ้อน หรือมีอาการชัก
  • อาเจียนพุ่ง โดยเฉพาะหากไม่มีอาการคลื่นไส้นำ
  • ปวดศรีษะมากขึ้นเวลาไอ จาม หรือเบ่ง เป็นสัญญาณบ่งชี้ภาวะแรงดันในกะโหลกศีรษะสูง

ปัจจัยกระตุ้นไมเกรนในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจ

ไมเกรนมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับปัจจัยกระตุ้นในชีวิตประจำวัน (Triggers) การจดบันทึกและหลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมอาการ ซึ่งมีหลายปัจจัยร่วมกัน 

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการพักผ่อน:
    • การนอนหลับไม่เพียงพอ นอนน้อย นอนดึก หรือการนอนที่ไม่มีเวลาสม่ำเสมอ
    • การอดอาหาร หรือข้ามมื้ออาหาร โดยเฉพาะมื้อเช้า เพราะส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
    • ความเครียด ความกดดันจากการเรียน การแข่งขัน หรือความกังวลทางสังคม
    • การดื่มน้ำน้อย ภาวะขาดน้ำเป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญในเด็ก
  • อาหารและเครื่องดื่ม
    • คาเฟอีน ชา กาแฟ และน้ำอัดลมบางชนิด
    • ช็อกโกแลต
    • สารเคมีในอาหาร ผงชูรส สารกันบูด หรือสารให้ความหวานเทียม เช่น Aspartame
  • สิ่งแวดล้อม แสงจ้า แสงไฟกระพริบ กลิ่นฉุน เสียงดัง หรือการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว

การวินิจฉัยและการตรวจคัดกรองไมเกรนในเด็ก

การวินิจฉัยไมเกรนโดยทั่วไปทำได้จากการซักประวัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะลักษณะการปวด ความรุนแรง ระยะเวลา ความถี่ รวมถึงปัจจัยกระตุ้นและประวัติครอบครัว
หากมีสัญญาณอันตราย (Red Flags) ร่วมด้วย แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจเพื่อหาสาเหตุของโรคทางสมองที่ร้ายแรงต่อไป ด้วยการตรวจเพิ่มเติม ดังนี้

  • MRI / CT Scan เพื่อตรวจหาความผิดปกติของโครงสร้างสมอง เช่น เนื้องอก เลือดออก หรือการติดเชื้อ
  • เจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) เพื่อตรวจหาการติดเชื้อ หรือภาวะอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุของอาการ

แนวทางการรักษา

การรักษาไมเกรนในเด็กแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ป้องกันการกำเริบ และเมื่อเกิดอาการ โดยเน้นการสร้างวินัยที่ดีควบคู่กับการใช้ยา เพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มศักยภาพที่สุด

การป้องกันอาการกำเริบ (Preventive Treatment) หัวใจของการควบคุมโรค

การจัดการไมเกรนเรื้อรังเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง เพื่อลดความถี่และความรุนแรงของการปวดลง ด้วยการปรับพฤติกรรม และการใช้ยา

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Lifestyle Modification):
    • นอนหลับให้พอเพียงและเป็นเวลาสม่ำเสมอ อย่างน้อย 10-12 ชั่วโมงต่อวัน
    • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    • จัดการความเครียดและความวิตกกังวล  เช่น การฝึกผ่อนคลาย หรือกิจกรรมที่ชอบ
    • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น  จดบันทึกอาการที่ทำให้เกิดไมเกรน
  • การใช้ยาป้องกัน (Preventive Medication): แพทย์จะพิจารณาให้ยาที่ต้องรับประทานทุกวันอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาหนึ่ง (เช่น 4-6 เดือน) เพื่อลดความไวต่อการเกิดไมเกรน โดยจะพิจารณาเมื่อมีอาการปวดบ่อย (เช่น >4 ครั้ง/เดือน) หรืออาการรุนแรงมากจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน

การรักษาเมื่อมีอาการปวดศีรษะ (Acute Treatment)

ใช้ยาเพื่อหยุดอาการปวดทันทีที่เริ่มปวด:

  • อาการไม่รุนแรง: ให้นอนพักในห้องที่เงียบ
  • การใช้ยา: ให้ยาแก้ปวดทั่วไป เช่น Paracetamol หรือ Ibuprofen ทันทีที่เริ่มปวด สิ่งสำคัญคือต้องระวังไม่ให้ใช้ยาแก้ปวดเกิน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะอาจนำไปสู่ภาวะปวดศีรษะจากยาเกินขนาดได้

ไมเกรนในเด็ก อาจไม่หายขาดในทุกคน แต่สามารถควบคุมได้ และมักดีขึ้นเมื่อโตขึ้น การดูแลตั้งแต่แรกเริ่มด้วยความรู้ การปรับพฤติกรรม และใช้ยาอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เด็กใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ หากลูกรักมีอาการปวดศีรษะรุนแรง หรือไม่สามารถควบคุมได้ ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง

ศูนย์โรคลมชัก โรคสมองและระบบประสาทในเด็ก

ศูนย์โรคลมชัก โรคสมองและระบบประสาทในเด็ก (Pediatric Epilepsy, Brain and Neurological Diseases Center) ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล มีบริการตรวจและรักษาตั้งแต่ทารกแรกเกิดที่มีความผิดปกติด้านระบบประสาท โดยทีมกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท

  • รักษาและดูแลโรคความผิดปกติทางสมองและระบบประสาท เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง โรคสมองอักเสบ โรคลมชัก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เลือดออกในสมอง ฝีในสมอง เนื้องอกในสมอง ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ เป็นต้น
  • วินิจฉัยโรคด้วยเทคโนโลยีการตรวจพิเศษ ร่วมกับการตรวจคลื่นแม่เหล็กและรังสีวิทยาชั้นนำ อาทิ EEG, EMG, CT Scan, MRI, รวมถึงการตรวจหลอดเลือดสมองสำหรับเด็ก เช่น MRA, MRV ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนการรักษาเกิดความแม่นยำและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

คะแนนบทความ