เด็กเท้าบิดเข้าใน

เด็กเท้าบิดเข้าใน

HIGHLIGHTS:

•    โรคเท้าบิดเข้าใน พบได้ในเด็กวัยหัดเดินและพบบ่อยสุดในเด็กอายุช่วง 2 - 4 ขวบ สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติของกระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง กระดูกเท้า
•    สังเกตความผิดปกติได้จากการ ยืน เดิน การวิ่ง มีปลายเท้าชี้เข้าหากัน การนั่ง และรองเท้าที่สึกหรอเร็วกว่าปกติ
•    เด็กเท้าบิดเข้าในดูแลเบื้องต้นได้ที่การปรับพฤติกรรม การกายภาพบำบัด และการผ่าตัดแก้ไขได้

หากลูกของคุณมีท่าทางการเดินที่ผิดปกติ เช่น ปลายเท้าชี้เข้าหากันเช่นนี้อาจมีอาการ "เท้าบิดเข้าใน" ซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพและพัฒนาการของลูกในระยะยาว โดยภาวะเท้าบิดเข้าในแบบนี้พบได้บ่อยและเกิดจากหลายสาเหตุ 

เท้าบิดเข้าใน คืออะไร?

เท้าบิดเข้าใน คือภาวะที่ ปลายเท้าของเด็กชี้เข้าด้านในขณะยืน เดิน หรือวิ่ง ซึ่งแตกต่างจากลักษณะการเคลื่อนไหวปกติที่ปลายเท้าจะชี้ตรงไปข้างหน้าเล็กน้อย ภาวะนี้มักพบได้บ่อยในเด็กที่อยู่ในช่วงวัยหัดเดินไปจนถึงวัยอนุบาล และส่วนใหญ่มักจะดีขึ้นได้เองตามธรรมชาติ

เท้าบิดเข้าใน เกิดจากส่วนไหน?

เท้าบิดเข้าในไม่ได้เกิดจากความผิดปกติที่เท้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีสาเหตุมาจากการบิดของกระดูกในส่วนต่างๆ ของขาได้ตั้งแต่สะโพก หน้าแข้ง ไปจนถึงปลายเท้า ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ :
1.    กระดูกต้นขาบิดเข้าใน (Femoral Anteversion):

  • พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในเด็กวัย 2-4 ขวบขึ้นไป
  • เกิดจากกระดูกต้นขา (Femur) บิดหมุนเข้าด้านในมากกว่าปกติ ทำให้เมื่อเด็กยืนหรือเดิน ปลายเท้าจะชี้เข้าหากัน และอาจสังเกตเห็นว่าสะโพกก็หมุนเข้าด้านในด้วย
  • เด็กที่มีภาวะนี้มักชอบนั่งในท่า "W-sitting" (นั่งงอเข่าแล้วขาแบะออกไปด้านข้างคล้ายตัว W) ซึ่งอาจส่งเสริมให้กระดูกต้นขาบิดเข้าในมากขึ้น
  • ส่วนใหญ่มักจะค่อยๆ ดีขึ้นเองเมื่อเด็กโตขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย 8 -10 ปี หรือช่วงวัยรุ่น

2.    กระดูกหน้าแข้งบิดเข้าใน (Tibial Torsion):

  • มักพบในเด็กวัยหัดเดิน ช่วง 1 - 3 ขวบ
  • เกิดจากกระดูกหน้าแข้ง (Tibia) บิดหมุนเข้าด้านใน ทำให้ปลายเท้าบิดเข้า
  • อาจเกี่ยวข้องกับท่าของทารกขณะอยู่ในครรภ์ หรือท่าการนอนคว่ำที่เอาเท้าเข้าในมากๆ หลังคลอด
  • ภาวะนี้มทักจะดีขึ้นเองเช่นกัน เมื่อเด็กเริ่มยืน เดินมากขึ้น และเมื่อกระดูกมีการเจริญเติบโต

3.    กระดูกเท้าด้านหน้าบิดเข้าใน (Metatarsus Adductus / Metatarsus Varus):

  • เป็นความผิดปกติที่เท้าโดยตรง โดยกระดูกส่วนกลางเท้าและปลายเท้าบิดเข้าด้านใน ทำให้เท้ามีลักษณะคล้ายรูป "ตัว C"
  • มักพบตั้งแต่แรกเกิด และอาจเกิดจากการที่เท้าถูกจำกัดพื้นที่ในครรภ์
  • หากเท้ายังคงยืดหยุ่น แพทย์มักจะแนะนำการยืดดัด หรือใส่อุปกรณ์พยุงเท้า แต่หากแข็งตึงมากอาจต้องมีการเข้าเฝือกหรือผ่าตัดในบางราย

เมื่อไหร่ที่ควรลูกพาไปพบแพทย์เรื่องเท้าบิดเข้าใน?

ส่วนใหญ่ภาวะเท้าบิดเข้าในจะดีขึ้นเอง แต่คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ โดยเฉพาะศัลยแพทย์กระดูกและข้อในเด็ก หากสังเกตเห็นอาการดังนี้ 

  • เท้าบิดมากผิดปกติ หรือแย่ลงเรื่อยๆ
  • มีอาการปวด หรือมีปัญหาในการเดิน
  • เท้าบิดที่ข้างเดียว หรือไม่สมมาตร
  • มีภาวะเท้าบิดเข้าในในเด็กโต (อายุ 8-10 ปีขึ้นไป) แล้วยังไม่ดีขึ้น
  • สงสัยว่ามีสาเหตุอื่น เช่น มีความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกที่ชัดเจน

แนวทางการวินิจฉัยและรักษาเท้าบิดเข้าในมีอะไรบ้าง?

แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อระบุว่าความบิดมาจากส่วนใดของขา และวัดองศาความบิดที่ผิดปกติ การตรวจมักจะเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์เสมอไป เว้นแต่แพทย์จะสงสัยสาเหตุที่ซับซ้อน

แนวทางการรักษา

1.    การสังเกตอาการ (Observation): หากเท้าบิดจากกระดูกต้นขาหรือหน้าแข้งบิดเข้าในที่ไม่รุนแรง และไม่มีอาการ แพทย์มักจะแนะนำให้สังเกตอาการไปก่อน เนื่องจากภาวะนี้มักจะดีขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อเด็กโตขึ้น
2.    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม:

  • หลีกเลี่ยงท่านั่ง W-sitting: ให้เด็กนั่งขัดสมาธิ หรือนั่งห้อยขาแทน เพื่อลดแรงบิดที่สะโพก
  • ส่งเสริมการเคลื่อนไหว: กระตุ้นให้เด็กทำกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่นั่งนิ่งนานๆ
  • เลือกรองเท้าที่เหมาะสม: รองเท้าควรมีพื้นแบนและสบาย ไม่จำเป็นต้องใช้รองเท้าพิเศษ

3.    การทำกายภาพบำบัด/การบริหาร: ในบางราย แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดอาจแนะนำการบริหารง่ายๆ เพื่อยืดกล้ามเนื้อและเสริมสร้างความแข็งแรง
4.    การผ่าตัด (Surgery): เป็นทางเลือกสุดท้ายและพบน้อยมาก จะพิจารณาในกรณีที่เท้าบิดเข้าในรุนแรงมาก ไม่ดีขึ้นเองตามธรรมชาติ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต หรือในเด็กโตที่มีความบิดมากจนทำให้เกิดอาการปวด หรือเดินผิดปกติอย่างรุนแรง
 

ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูเด็ก ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล มีทีมกุมารศัลยแพทย์ ด้านกระดูกและข้อในเด็ก นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัดเฉพาะทางสำหรับเด็ก ซึ่งผ่านการฝึกอบรมกับสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ  ให้บริการกายภาพฟื้นฟูหลังการรักษา แบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Care Team) รวมถึงเทคโนโลยีในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย อาทิ หุ่นยนต์กายภาพ Robot-assisted Gait Training, Hybrid Assistive Limb (HAL) และ Redcord NEURAC เป็นต้น

คะแนนบทความ