ข้อสะโพกหลุด แต่กำเนิด (Developmental Dysplasia of the Hip หรือ DDH)

ข้อสะโพกหลุด แต่กำเนิด (Developmental Dysplasia of the Hip หรือ DDH)

HIGHLIGHTS:

•    ข้อสะโพกหลุด แต่กำเนิด (Developmental Dysplasia of the Hip หรือ DDH) เป็นภาวะที่พบได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงเด็กเล็ก เกิดจากเบ้าสะโพกตื้นหรือหัวกระดูกต้นขาเคลื่อนหลุด ทำให้ข้อสะโพกไม่มั่นคง
•    สังเกตได้จากอาการ เดินกะเผลกหรือเดินเป๋ ขาข้างหนึ่งสั้นกว่าอีกข้าง รอยพับที่ก้นหรือต้นขาไม่เท่ากัน หรือเสียงคลิกที่สะโพก ยังสาเหตุไม่ชัดเจน แต่อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และภาวะในครรภ์ เช่น น้ำคร่ำน้อย หรือการตั้งครรภ์ครั้งแรกที่ผนังหน้าท้องแข็งแรง ทำให้ทารกขยับตัวได้จำกัด
•    การรักษาหลักคือการใช้สายรัด Pavlik Harness หากไม่ได้ผลอาจต้องใช้เฝือกหรือผ่าตัด เพื่อให้ลูกเดินได้มั่นคงและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ก้าวแรกของลูกคือความสุขของพ่อแม่ แต่หากลูกเดินกะเผลก หรือขาไม่เท่ากัน อาจเป็นภาวะของข้อสะโพกหลุดหรือเคลื่อนแต่กำเนิด (Developmental Dysplasia of the Hip หรือ DDH) โดยพบได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยเด็กเล็ก หากตรวจพบเร็ว และได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ลูกน้อยจะก้าวได้อย่างมั่นคงต่อไป

ข้อสะโพกหลุด แต่กำเนิด (Developmental Dysplasia of the Hip หรือ DDH) คืออะไร

ข้อสะโพกหลุด แต่กำเนิด (Developmental Dysplasia of the Hip หรือ DDH) คือ ภาวะที่พบได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงเด็กเล็ก เกิดจากเบ้าสะโพกตื้นหรือหัวกระดูกต้นขาเคลื่อนหลุด ทำให้ข้อสะโพกไม่มั่นคง

ข้อสะโพกหลุด แต่กำเนิด (Developmental Dysplasia of the Hip หรือ DDH) เกิดจากอะไร

สาเหตุที่ของภาวะข้อสะโพกหลุดแต่กำเนิดยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกัน โดยเฉพาะช่วงทารกอยู่ในครรภ์หรือหลังคลอดไม่นาน ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อ เบ้าสะโพกพัฒนาตื้นเกินไป หรือ หัวกระดูกต้นขาเคลื่อนหลวม/หลุดจากเบ้า ทำให้ข้อสะโพกไม่มั่นคง อีกปัจจัยที่อาจส่งผลได้คือ น้ำคร่ำน้อย หรือการ ตั้งครรภ์ครั้งแรก ที่ผนังหน้าท้องแข็งแรง ทำให้ทารกขยับตัวได้จำกัด

สังเกตอาการ Dysplasia ได้อย่างไร

ปัจจุบันหากคุณแม่ตรวจครรภ์ตามปกติ แพทย์สามารถตรวจพบได้จากอัลตร้าซาวด์ แต่ถ้าเห็นไม่ชัดเจนคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตสัญญาณบางอย่างได้ ดังนี้
•    ขาข้างหนึ่งดูสั้นกว่าอีกข้าง เมื่อจับลูกนอนหงายและงอเข่าขึ้น
•    รอยพับที่ก้นหรือต้นขาไม่บาลานซ์ คือรอยพับด้านหนึ่งอาจมีมากกว่าหรือลึกกว่าอีกด้านหนึ่ง
•    ข้อสะโพกกางออกได้ไม่เท่ากัน เมื่อจับขาลูกงอเข่าแล้วกางออกไปด้านข้าง จะพบว่าข้างหนึ่งกางได้น้อยกว่าอีกข้าง
•    เสียง "คลิก" หรือ "กรึบ" ที่สะโพก: บางครั้งอาจได้ยินเสียงเมื่อขยับข้อสะโพกของลูก 
•    เดินกะเผลก หรือเดินเป๋ หากไม่ได้รับการรักษาจนลูกน้อยเริ่มเดินแล้ว 
สัญญาณเหล่านี้เป็นเพียงข้อสังเกตเบื้องต้น  ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

การตรวจวินิจฉัยข้อสะโพกหลุด แต่กำเนิด (Developmental Dysplasia of the Hip หรือ DDH) ใช้วิธีตรวจอย่างไร

•    การตรวจร่างกาย แพทย์จะทำการตรวจสะโพกทารกด้วยท่าทางเฉพาะ (เช่น Ortolani test และ Barlow test) ตั้งแต่แรกเกิดและในการตรวจสุขภาพตามวัย
•    การทำอัลตราซาวด์สะโพก เป็นวิธีมาตรฐานในการตรวจวินิจฉัยในเด็กทารกแรกเกิดถึงอายุ 4-6 เดือน เนื่องจากกระดูกยังไม่แข็งตัว การอัลตราซาวด์จะช่วยให้เห็นโครงสร้างข้อสะโพกได้อย่างชัดเจน
•    การเอกซเรย์สะโพก มักใช้ในเด็กโตกว่า 4-6 เดือนขึ้นไป หรือเมื่อสงสัยว่าข้อสะโพกหลุดอย่างสมบูรณ์ เพราะกระดูกเริ่มมีการสร้างตัวมากขึ้น ทำให้เห็นโครงสร้างได้ดีขึ้น

ถ้าลูกข้อสะโพกหลุดจะรักษาได้อย่างไร

•    การใช้สายรัด (Pavlik Harness) เป็นวิธีการรักษาหลักที่แพทย์เลือกใช้สำหรับ ทารกแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 6 เดือน ที่มีภาวะข้อสะโพกหลวมหรือเกือบหลุด โดยสายรัดนี้ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อ จัดวางหัวกระดูกต้นขาให้อยู่ในเบ้าสะโพกในท่าที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ทั้งเบ้าสะโพกและหัวกระดูกพัฒนาได้อย่างถูกต้องและแข็งแรง ลูกน้อยจะต้องสวมสายรัดนี้เกือบตลอดเวลา ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด
•    การเข้าเฝือกหรือใส่เครื่องพยุง (Casting or Bracing) หากสายรัด Pavlik Harness ไม่ได้ผล หรือเด็กโตเกินกว่าที่จะใช้สายรัดได้แล้ว อาจจำเป็นต้องเข้าเฝือกสะโพกหรือใช้อุปกรณ์พยุงชนิดอื่น
•    การผ่าตัด (Surgery) แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดในกรณีที่ การรักษาแบบอื่นไม่ได้ผล หรือเมื่อพบภาวะนี้เมื่อเด็กอายุเกิน 2 ปี การผ่าตัดมีหลายวิธี ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแต่ละเคส ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดจัดข้อสะโพกให้เข้าที่ หรือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขรูปร่างกระดูก

ข้อสะโพกหลุดแต่กำเนิด สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ดังนั้นการพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองตามวัย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากปล่อยไว้ อาจทำให้เกิดปัญหาการเดินผิดปกติ ขาไม่เท่ากัน หรือเป็นข้อสะโพกเสื่อมเร็วในอนาคตได้

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล มีทีมกุมารศัลยแพทย์ ผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเด็กและทารกครบวงจร

ทีมกุมารศัลยแพทย์ ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล มีศักยภาพในการผ่าตัดแบบส่องกล้อง Minimally Invasive Surgery ซึ่งการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็กสำหรับเด็กและทารก (Newborn and Pediatric Minimally Invasive Surgery) จะใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กทำให้มีแผลเล็ก เพียง 2 มม. ลดการบาดเจ็บ และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น 
พร้อมห้องผ่าตัดแบบไฮบริด (Hybrid) ที่ใช้ Bi-plane Technology บนเครื่อง X-ray ถ่ายภาพได้หลายระนาบ ให้การรักษา และผ่าตัดเร่งด่วนทันที เพื่อเพิ่มศักยภาพ และขีดความสามารถในการผ่าตัด รองรับผู้ป่วยที่เข้ามารับการผ่าตัดรักษาโรคซับซ้อน
 

คะแนนบทความ