ความจำเริ่มแย่ แค่หลงลืมตามวัย หรือกำลังเป็นสมองเสื่อม ?

ความจำเริ่มแย่ แค่หลงลืมตามวัย หรือกำลังเป็นสมองเสื่อม ?

HIGHLIGHTS:

  • ภาวะสมองเสื่อม คือกลุ่มอาการที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติที่ทำลายเซลล์สมอง ส่งผลให้ความจำ ความคิด การตัดสินใจ การใช้ภาษา หรือการทำกิจวัตรประจำวันลดลงมากกว่าที่ควรเป็นตามวัย  ทั้งนี้ ภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญเมื่ออายุมากขึ้นองค์การอนามัยโลก  ยืนยันว่า การดูแลปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การออกกำลังกาย ควบคุมโรคประจำตัว นอนหลับให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพจิต การได้ยิน การมองเห็น และและการเข้าสังคมอย่างสม่ำเสมอ  สามารถช่วยลดความเสี่ยงและชะลอการเสื่อมของสมองได้
  • เมื่อการได้ยินลดลง สมองต้องทำงานหนักขึ้นในการแปลผลเสียง และทำให้ผู้สูงอายุเริ่มแยกตัวจากสังคม องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ตรวจการได้ยินและใช้ เครื่องช่วยฟัง เพื่อลดความเสี่ยงสมองเสื่อม

เข้าใจภาวะสมองเสื่อม

ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) คือกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติหรือการทำลายเซลล์สมองจากหลายสาเหตุ ส่งผลให้ความสามารถด้านความจำ ความคิด การตัดสินใจ การใช้ภาษา สมาธิ และการทำกิจวัตรประจำวันลดลงมากกว่าที่ควรจะเป็นตามวัย   

โรคอัลไซเมอร์เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด และอาจเป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมได้ถึง 60-70% ของผู้ป่วยทั้งหมด

เปรียบเทียบอาการหลงลืมตามวัย กับสัญญาณเตือนภาวะสมองเสื่อม

  1. อาการหลงลืมตามวัย (ปกติ) 
    • ลืมกุญแจบ้านหรือแว่นตาไว้ผิดที่นานๆ ครั้ง
    • นึกชื่อคนหรือคำศัพท์บางคำไม่ออกในทันที แต่นึกออกในภายหลัง
    • ลืมเรื่องราวในอดีตบางช่วง แต่ยังคงจำเหตุการณ์สำคัญในชีวิตประจำวันได้
    • ยังคงทำกิจวัตรประจำวัน ซับซ้อน เช่น การทำอาหาร หรือจ่ายเงิน ได้ตามปกติ
  2. สัญญาณเตือนภาวะสมองเสื่อม (ควรพบแพทย์)
    • ความจำระยะสั้นถดถอย  ลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นซ้ำๆ ถามคำถามเดิมหลายครั้งในเวลาใกล้เคียงกัน
    • สับสนเรื่องเวลาและสถานที่  หลงทางในเส้นทางหรือสถานที่ที่คุ้นเคย ไม่รู้วันที่ หรือสับสนฤดูกาล
    • มีปัญหาด้านการใช้ภาษา ใช้คำพูดผิดบริบทบ่อยขึ้น นึกคำศัพท์พื้นฐานไม่ออก สื่อสารลำบาก
    • ทักษะการวางแผนและตัดสินใจลดลง  ทำกิจวัตรที่เคยคุ้นชินไม่ได้ เช่น ทำอาหารตามสูตรเดิมผิดพลาด จัดการเงินหรือจ่ายค่าไฟผิดปกติ
    • บุคลิกภาพ อารมณ์ และพฤติกรรมเปลี่ยนไป  ซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย หวาดระแวง หรือแยกตัวจากสังคม

สมองเสื่อมป้องกันได้หรือไม่?

แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ 100% แต่แนวทางล่าสุดขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า สามารถลดความเสี่ยงหรือชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ ด้วยการดูแลปัจจัยเสี่ยงที่ปรับได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การออกกำลังกาย ควบคุมโรคประจำตัวนอนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพใจ การได้ยิน การมองเห็น และไม่แยกตัวจากสังคม

ทำไมต้องเริ่มดูแลสมองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ?

กระบวนการเปลี่ยนแปลงในสมองมักเริ่มเกิดขึ้นก่อนปรากฏอาการความจำเสื่อมถอยนานหลายสิบปี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและควบคุมโรคประจำตัวตั้งแต่วัยกลางคน  จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการสร้าง Cognitive Reserve (สมรรถภาพสมองสำรอง) เพื่อปกป้องเซลล์สมองในระยะยาว

ทำอย่างไรให้ห่างไกลสมองเสื่อม 4 เสาหลักตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก

องค์การอนามัยโลกเน้นย้ำว่าการป้องกันสมองเสื่อมต้องทำแบบ Multidomain Intervention คือการดูแลปัจจัยเสี่ยงหลายๆ ด้านพร้อมกันอย่างเป็นระบบตลอดช่วงชีวิต ดังนี้

เสาหลักที่ 1  การปรับพฤติกรรมและวิถีชีวิต  

  1. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ 
    • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง กระตุ้นการสร้างสารบำรุงประสาท และลดการอักเสบในระบบหลอดเลือด
    • ผู้ใหญ่ทั่วไป ออกกำลังกายแบบแอโรบิกความแรงปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ)
    • ผู้สูงอายุ ควรเพิ่ม การฝึกกล้ามเนื้อและการทรงตัว เช่น ยืนขาเดียว ลุกนั่งจากเก้าอี้ ฝึกเดินทรงตัว ออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน อย่างน้อย 2–3 วัน/สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงการหกล้มและการบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของสมองเสื่อม
  2. การกระตุ้นสมองและการเรียนรู้ 
    • Cognitive Stimulation  กระตุ้นสมองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่และทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกมการ์ด หมากรุก งานฝีมือ ทำอาหารเมนูใหม่ หรือเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของสมองและเสริมสร้างการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท
    • Cognitive Training ฝึกสมองเฉพาะด้านอย่างเป็นขั้นตอน เช่น ความจำ สมาธิ การวางแผน และการแก้ปัญหา เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาวะความจำบกพร่องเล็กน้อย (MCI)
  3. การเข้าสังคมสม่ำเสมอ 
    • การพูดคุย พบปะเพื่อนฝูง ทำกิจกรรมอาสาสมัคร หรือกิจกรรมกลุ่ม ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว ลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า และกระตุ้นการทำงานของสมองผ่านการสื่อสาร
  4. การงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • งดสูบบุหรี่  เพราะบุหรี่ทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและสมองเสื่อม การเลิกบุหรี่ช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างชัดเจน
    • งด หรือลดแอลกอฮอล์  องค์การอนามัยโลกระบุว่า ไม่มีปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อสมอง การดื่มหนักหรือดื่มเป็นประจำส่งผลทำลายเนื้อสมองโดยตรง

เสาหลักที่ 2  โภชนาการและการนอนหลับ  

  1. รูปแบบอาหารบำรุงสมอง  
    • แนะนำรูปแบบอาหารเน้นธรรมชาติ เช่น Mediterranean-like Diet หรือ MIND Diet ที่เน้น ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเปลือกแข็ง ปลาที่มีไขมันดี เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน และใช้น้ำมันมะกอก
    • หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ของทอด ขนมหวาน และอาหารเค็มจัด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือด
  2. วิตามินเสริม
    • ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่เพียงพอ ในการยืนยันว่าการรับประทานวิตามิน B วิตามิน E Omega-3 หรือ Multivitamins เสริม สามารถช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้ ในผู้ที่มีระดับวิตามินในร่างกายเป็นปกติ 
    • ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ซื้อวิตามินเสริมรับประทานเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันสมองเสื่อมโดยเฉพาะ แต่ควรมุ่งเน้นการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจากอาหารธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว และปลาเป็นหลัก (เว้นแต่ตรวจพบภาวะขาดวิตามินและแพทย์พิจารณาให้รับประทานเสริมตามความเหมาะสม)
  3. การนอนหลับและการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ
    • การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่สมองใช้ ในการกำจัดของเสียและโปรตีนตกค้าง เช่น Amyloid-beta ออกจากสมอง
    • ผู้ใหญ่ควรนอนหลับอย่างมีคุณภาพ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน
    • หากมีอาการนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นกลางดึก ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น หรือ หรือรู้สึกง่วงผิดปกติในเวลากลางวัน ควรเข้ารับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อค้นหาสาเหตุ โดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea)

เสาหลักที่ 3 การดูแลโรคประจำตัวและระบบประสาทสัมผัส 

  1. การควบคุมโรคความดัน เบาหวาน และไขมัน
    • โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และไขมัน LDL สูง ส่งผลให้หลอดเลือดสมอง ตีบ แข็ง หรือแตก นำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือด (Vascular Dementia)
    • ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อควบคุมค่าความดัน น้ำตาลสะสม (HbA1c) และระดับไขมันให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  2. การคุมน้ำหนักตัวช่วงวัยกลางคน  
  3. ภาวะอ้วนลงพุงในวัยกลางคนอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและความผิดปกติของระบบเผาผลาญ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และภาวะสมองเสื่อม จึงควรดูแลน้ำหนัก ดัชนีมวลกาย (BMI) และรอบเอวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมการดูแลการได้ยินและการมองเห็น  
    • การได้ยิน เมื่อการได้ยินลดลง สมองต้องทำงานหนักขึ้นในการแปลผลเสียง และทำให้ผู้สูงอายุเริ่มแยกตัวจากสังคม องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ตรวจการได้ยินและใช้เครื่องช่วยฟัง เพื่อลดความเสี่ยงสมองเสื่อม
    • การมองเห็น หมั่นตรวจสุขภาพตาและรักษาโรคตาที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น เช่น ต้อกระจก ต้อหิน หรือเบาหวานขึ้นจอประสาทตา เพื่อช่วยให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมทางสังคมได้

เสาหลักที่ 4  การลดการสัมผัสมลพิษทางอากาศ  

  1. ฝุ่นมลพิษภายนอกบ้าน  
    • งานวิจัยยืนยันว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สามารถเล็ดลอดผ่านระบบหายใจเข้าสู่กระแสเลือดและสมอง ก่อให้เกิดการอักเสบในประสาท (Neuroinflammation) ควรใส่หน้ากากป้องกันหรือใช้อุปกรณ์ฟอกอากาศเมื่อค่ามลพิษสูง
  2. มลพิษภายในบ้าน  
    • หลีกเลี่ยงควันจากการปรุงอาหารด้วยเชื้อเพลิงชีวมวล ควันธูป หรือควันบุหรี่ภายในบ้าน
       

การตรวจประเมินภาวะสมองเสื่อม มีอะไรบ้าง

การรักษาภาวะสมองเสื่อม ทำได้อย่างไร

คะแนนบทความ