โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

HIGHLIGHTS

  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคืออะไร ? หัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดจากความเครียด คาเฟอีน โรคหัวใจ หรือเกลือแร่ผิดปกติ ซึ่งบางรายอาจไม่แสดงอาการใดๆ
  • การตรวจวินิจฉัยและติดตามอาการภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG, Holter monitor, ILR) ตรวจเลือด และอัลตร้าซาวด์หัวใจ เพื่อหาสาเหตุและประเมินความรุนแรงของโรค
  • แนวทางการรักษาและดูแลตนเอง เริ่มจากปรับพฤติกรรม พักผ่อนให้เพียงพอ ลดคาเฟอีนและความเครียด ไปจนถึงการใช้ยา การจี้ไฟฟ้าหัวใจ หรือใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

โดยปกติหัวใจคนเราจะเต้นสม่ำเสมอแต่ถ้าจังหวะการเต้นผิดเพี้ยนไป ถือว่าเป็น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย

•    ชีพจรหัวใจปกติ ในกรณีที่ทำการวัดขณะพัก (Resting heart rate) ได้ระหว่าง 60–100 ครั้งต่อนาที ถือว่าปกติ
•    ถ้ามากกว่า 100 bpm เรียกว่า หัวใจเต้นเร็ว (Tachycardia)
•    ถ้าน้อยกว่า 60 bpm เรียกว่า หัวใจเต้นช้า (Bradycardia) แต่ในคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาจถือว่าปกติ

ภาวะและอาการของหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) มีลักษณะดังนี้

  1. หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ (Tachycardia) เต้นมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที ขณะพัก อาจรู้สึกใจสั่น แน่นหน้าอก หรือเวียนหัว
  2. หัวใจเต้นช้าผิดปกติ (Bradycardia) เต้นน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที (ในคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ) อาจรู้สึกอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลมหมดสติชั่วคราว
  3. หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ (Irregular rhythm) อาจเกิดจากภาวะ หัวใจเต้นพริ้ว Atrial fibrillation (AF) หรือการนำไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติเช่น การส่งกระแสไฟฟ้าผิดปกติจากหัวใจห้องล่าง/ห้องบน ทำให้หัวใจห้องล่าง/ห้องบน บีบตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น (Premature Ventricular Contraction (PVC) / Premature Atrial Contraction (PAC)

เเต่ในบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ และตรวจพบโดยบังเอิญจากเครื่องวัดชีพจรหรือ ECG

สาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบบ่อย

  • ความเครียด วิตกกังวล หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่มาก
  • ขาดเกลือแร่บางชนิด เช่น โพแทสเซียมหรือแมกนีเซียม
  • โรคหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด

การตรวจวินิจฉัย โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ ความถี่ของอาการ และชนิดของภาวะที่สงสัย แพทย์จะเลือกตรวจตามความเหมาะสมของแต่ละราย

  1. การซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น
    ลักษณะอาการ: ใจสั่น หน้ามืด เจ็บหน้าอก เป็นลม ฯลฯ
    สิ่งกระตุ้น: คาเฟอีน แอลกอฮอล์ ความเครียด หรือยา
    ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว
    ตรวจชีพจร ดูว่าจังหวะเต้นของหัวใจ สม่ำเสมอหรือไม่
  2. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram – ECG หรือ EKG) 
    เป็นการตรวจเบื้องต้น สำหรับวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่มีข้อจำกัดคือ ถ้าอาการเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว บางครั้ง ECG หรือ EKG อาจไม่สามารถจับสัญญาณการเต้นที่ผิดจังหวะได้ในขณะตรวจ
  3. การตรวจติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง
    • Holter monitor → เครื่องติดตามหัวใจ 1-7 วัน
    • Event recorder → เครื่องพกพาที่ใช้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ กดบันทึกเมื่อมีอาการ
    • Implantable loop recorder (ILR) → เครื่องฝังใต้ผิวหนัง เหมาะสำหรับการติดตามและประเมินผลในระยะยาว ตั้งแต่หลายเดือนจนถึงหนึ่งปี
  4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (blood test)
    • การตรวจวิเคราะห์ระดับเกลือแร่ในเลือด ได้แก่ โพแทสเซียม โซเดียม และแมกนีเซียม
    • ตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid function)
    • ตรวจเอนไซม์หัวใจ หากสงสัยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  5. การตรวจเพิ่มเติมเฉพาะทาง
    • Echocardiogram (อัลตร้าซาวด์หัวใจ) → ดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ
    • Exercise stress test → การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย เพื่อประเมินการตอบสนองของหัวใจต่อการทำงานของร่างกาย
    • Electrophysiology study (EPS) → การตรวจวิเคราะห์ระบบไฟฟ้าภายในหัวใจ โดยใช้สายสวนเพื่อตรวจเส้นทางการนำไฟฟ้าอย่างแม่นยำ (ใช้ในรายที่ซับซ้อน หรือเตรียมทำการรักษาด้วยการจี้หัวใจ – Ablation)

การรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

ขึ้นอยู่กับชนิดของความผิดปกติ ความรุนแรงของอาการ และโรคหัวใจพื้นฐานของผู้ป่วย แพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

  1. การปรับพฤติกรรมและการดูแลตนเอง - เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง หรือเกิดจากสิ่งกระตุ้นชั่วคราว เช่น
    • การพักผ่อนให้เพียงพอ
    • การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม (เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ โยคะ)
    • การควบคุมความเครียด
    • ควบคุมความดัน เบาหวาน ไขมัน เเละควรหลีกเลี่ยง คาเฟอีน แอลกอฮอล์ และบุหรี่
    • ยาบางชนิด เช่น ยาแก้หวัดที่มีสารกระตุ้นหัวใจ
    • การอดนอนหรือความเครียดเรื้อรัง
  2. การใช้ยา (Medication) - ใช้เพื่อควบคุมอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ เช่น
    • ยาต้านการเต้นผิดจังหวะ (Antiarrhythmic drugs)
    • ยาควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น Beta-blockers, Calcium channel blockers
    • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) ใช้ในผู้ที่มี Atrial fibrillation (AF) เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองตีบจากลิ่มเลือด
  3. การรักษาด้วยหัตถการ (Procedures) เช่น
    • การช็อกไฟฟ้าหัวใจ (Electrical cardioversion) ใช้ในกรณีหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเร็ว เช่น Atrial fibrillation (AF) แพทย์จะให้ยานอนหลับและช็อกไฟฟ้าเบา ๆ เพื่อ “รีเซ็ต” จังหวะหัวใจให้กลับมาปกติ
    • การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter ablation) ใช้สายสวนเข้าไปในหัวใจเพื่อ จี้จุดที่ก่อให้เกิดจังหวะผิดปกติ เป็นวิธีรักษาที่ให้ผลถาวรในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น Supraventricular tachycardia, Atrial flutter, AF,VT,PAC,PVC
    • การใส่อุปกรณ์ช่วยหัวใจ Pacemaker (เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวร) ใช้ในกรณีหัวใจเต้นช้าผิดปกติ (Bradycardia), เครื่องกระตุกหัวใจเวลามีหัวใจเต้นผิดจังหวะ ICD (Implantable Cardioverter-Defibrillator) ใช้ในผู้ที่หัวใจเต้นเร็วอันตราย เช่น Ventricular tachycardia หรือ Ventricular fibrillation
    • การผ่าตัดหัวใจ (Surgical treatment) เช่นการผ่าตัด Maze procedure สำหรับผู้ที่มี Atrial fibrillation ร่วมกับการผ่าตัดหัวใจอื่น
  4. การรักษาโรคพื้นฐานที่เป็นสาเหตุ เช่น รักษาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน แก้ไขภาวะเกลือแร่ผิดปกติ ควบคุมความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจขาดเลือด
คะแนนบทความ