ผลการตรวจเลือดเบื้องต้นก่อนและหลังการวิ่งมาราธอนของนักวิ่งชาย

ผลการตรวจเลือดเบื้องต้นก่อนและหลังการวิ่งมาราธอนของนักวิ่งชาย

การวิ่งมาราธอน เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ การวิ่งมาราธอนเป็นกิจกรรมทางกายที่ใช้เวลานาน ผู้แข่งขันต้องมีความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย และมีความอดทนสูง ระยะเวลาของการแข่งขันใช้ระยะเวลานาน จึงอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบของเลือดตั้งแต่ก่อนแข่งไปยังหลังการแข่งขันอย่างมาก จึงมีผู้สนใจที่จะทำการวิจัยเพื่อให้ทราบผลที่เกิดขึ้นกับองค์ประกอบของเลือดที่เปลี่ยนแปลงหลังการวิ่งมาราธอน

การวิเคราะห์เปรียบเทียบองค์ประกอบของเลือดก่อนและหลังการวิ่งมาราธอน

เนื่องจากการวิ่งมาราธอนเป็นกีฬาที่นิยมวิ่งในทุกช่วงอายุ จึงมีผู้ทำการวิจัยกลุ่มหนึ่งแยกทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบองค์ประกอบของเลือดก่อนและหลังการวิ่งมาราธอนในนักวิ่งมาราธอนชายอายุน้อย (25-39 ปี) และนักวิ่งมาราธอนสูงอายุ หรือมากกว่า 55 ปี โดยจะต้องมีประสบการณ์วิ่งมาอย่างน้อย 5 ปี วิ่งอย่างน้อย 40 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ใน 3 เดือนก่อนหน้าการทดสอบ วิ่งเข้าเส้นชัยฮาล์ฟมาราธอนอย่างน้อย 4 ครั้งและหนึ่งในนั้นเป็นการวิ่งมาราธอน

การแข่งขันวิ่งมาราธอนมีขึ้นที่สภาพอากาศอุณหภูมิระหว่าง 11-18 องศาเซลเซียส มีนักวิ่งอายุน้อยเข้าร่วมทดสอบ 9 คน อายุเฉลี่ย 32 ปี นักวิ่งสูงอายุเข้าร่วมการทดสอบ 8 คน อายุเฉลี่ย 63 ปี พบว่าความสูง น้ำหนัก BMI (Body Mass Index) ไม่มีความแตกต่างกัน ลำดับการวิ่งเข้าเส้นชัยเฉลี่ยของนักวิ่งทั้งสองกลุ่มอยู่ในอันดับ 57-58% ของลำดับเวลาผู้เข้าเส้นชัย โดยพบความแตกต่างแค่เรื่องเปอร์เซ็นต์ไขมัน นักวิ่งอายุน้อยมีประมาณ 16% นักวิ่งสูงอายุมีประมาณ 22% ระยะเวลาเฉลี่ยที่วิ่งเข้าเส้นชัยของนักวิ่งอายุน้อย ประมาณ 3 ชั่วโมง 37 นาที ขณะที่นักวิ่งสูงอายุ ประมาณ 4 ชั่วโมง 40 นาที โดยที่หลังการแข่งขัน นักวิ่งอายุน้อยน้ำหนักลดลง 2.25 กิโลกรัม ส่วนนักวิ่งสูงอายุน้ำหนักลดลง 2.65 กิโลกรัม

ในการเจาะเลือดนักวิ่งเพื่อไปวิเคราะห์จะทำ 90 นาทีก่อนการแข่งขัน ทันทีหลังจบการแข่งขัน 6 ชั่วโมง 30 ชั่วโมงและ 54 ชั่วโมงหลังการแข่งขัน โดยจะมีการเจาะดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count, CBC) ดูของเสียและอิเล็คโตรไลท์ในเลือด รวมถึงค่า Creatine Kinase ซึ่งบ่งชี้ถึงการทำลายของเซลล์กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหัวใจและสมอง

ในภาพรวม ของเสียในเลือดเช่น urea nitrogen และ creatinine จะสูงขึ้นภายหลังการวิ่งและกลับมาสู่ระดับปกติที่เวลา 54 และ 30 ชั่วโมงตามลำดับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนนักต่อระดับอิเล็คโตรไลท์ในเลือด ยกเว้นค่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงขึ้นหลังจบการวิ่งทันที ในส่วนของ CBC พบว่าระดับของเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นหลังจบการวิ่งและคงอยู่ใน 6 ชั่วโมงหลังการวิ่ง จนกลับเข้าสู่ค่าปกติหลังการวิ่งที่ 30 ชั่วโมง โดยเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มขึ้นจะเป็นชนิด Neutrophil และ Monocyte ซึ่งบ่งชี้ถึงการอักเสบของร่างกายและกระบวนการกำจัดเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บออกจากร่างกาย ตรงข้ามระดับความเข้มข้นฮีโมโกลบินจะเพิ่มขึ้นหลังการวิ่ง ซึ่งน่าจะเกิดจากการเสียน้ำไป ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลน้ำหนักของนักวิ่งที่ลดลง และระดับความเข้มข้นฮีโมโกลบินจะลดลงในช่วง 30 และ 54 ชั่วโมงหลังการวิ่ง ซึ่งอาจจะมีเม็ดเลือดแดงแตกจากการวิ่งมาราธอน ขณะที่ค่าเอนไซม์ creatine kinase ซึ่งบ่งถึงการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ จะสูงขึ้นตลอดหลังการวิ่ง จนถึง 54 ชั่วโมงหลังการวิ่งมาราธอน โดยชนิดย่อยของเอนไซม์นี้จะบ่งว่ามีการบาดเจ็บทั้งของกล้ามเนื้อลายและกล้ามเนื้อหัวใจ

เมื่อมีการเปรียบเทียบค่าผลเลือดของนักวิ่งมาราธอนอายุน้อยกับนักวิ่งมาราธอนสูงอายุ จะพบปริมาณเม็ดเลือดขาวที่สูงขึ้น ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นชนิด Neutrophil ในช่วงหลังการวิ่งทันที จะสูงขึ้นมากที่สุด และค่อยๆ ลดลงจนถึงระดับปกติ 30 ชั่วโมงหลังการแข่งขัน และการเพิ่มขึ้นจะเพิ่มขึ้นในนักวิ่งมาราธอนอายุน้อยมากกว่า อาจเกิดจากระบบภูมิต้านทานที่ดีกว่าของนักวิ่งอายุน้อย แต่ในส่วนเอนไซม์ creatine kinase ชนิด MB ซึ่งบ่งชี้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจ จะเพิ่มสูงขึ้นมาก 6 ชั่วโมงหลังการแข่งขันและลดลงสู่ระดับปกติที่ 54 ชั่วโมงหลังการแข่งขันโดยค่าจะพบสูงกว่าในนักวิ่งมาราธอนสูงอายุ น่าจะบ่งถึงว่าการวิ่งมาราธอนเป็นกิจกรรมที่หนักสำหรับกล้ามเนื้อหัวใจในนักวิ่งสูงอายุมากกว่านักวิ่งอายุน้อย

เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลวิจัยแรกๆ ที่วิเคราะห์ผลเลือดหลังการวิ่งมาราธอนทันที จึงให้ข้อมูลบ่งชี้คร่าวๆ ว่า หลังการวิ่งมาราธอนในนักวิ่งที่สามารถวิ่งได้เต็มระยะ 42.195 กิโลเมตร ร่างกายจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวนานพอสมควร แม้ว่าจะผ่านระยะเวลา 54 ชั่วโมงหลังการวิ่งไปแล้ว ปริมาณความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงจะยังต่ำลงเล็กน้อย ซึ่งอาจเกิดจากเม็ดเลือดแดงแตกจากแรงกระแทกหรือจากการที่เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลายจากอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางกายที่หนัก ระดับเอนไซม์ creatine kinase ที่ยังสูงมากหลัง 54 ชั่วโมงหลังการวิ่งบ่งชี้ว่ากล้ามเนื้อและกล้ามเนื้อหัวใจยังมีการบาดเจ็บอยู่มากกว่าก่อนการวิ่ง ชี้ให้เห็นว่าร่างกายยังไม่สามารถซ่อมแซมจนเข้าสู่สภาวะปกติได้ และค่าเอนไซม์ที่สูงกว่าในนักวิ่งสูงอายุ บ่งชี้ว่า นักวิ่งไม่ควรจะมีการวิ่งอย่างหนักระยะทางระดับมาราธอนอีกระยะหนึ่งหลังการแข่งขันวิ่งมาราธอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิ่งสูงอายุ การซ้อมวิ่งหลังการวิ่งมาราธอนควรเป็นการวิ่งแค่ระยะสั้นหรือระยะปานกลางหลังจากผ่านการแข่งขันมาราธอนไปแล้ว 3-7 วัน ขึ้นกับอายุของนักวิ่งด้วย โดยนักวิ่งสูงอายุควรมีระยะเวลาพักมากกว่าหรือโปรแกรมการซ้อมวิ่งหลังการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่เบากว่า อย่างไรก็ตาม ควรมีการพิจารณาแนวทางที่เสนอแนะไปใช้กับนักวิ่งสตรีอย่างระมัดระวังเนื่องจากงานวิจัยนี้ไม่ได้เก็บข้อมูลในนักวิ่งสตรี

คะแนนบทความ