แชร์ข้อความนี้

การผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง

HIGHLIGHTS:

  • โรคนิ่วในถุงน้ำดีอาจมีอาการคล้ายโรคกระเพาะอาหารคือ ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย การซื้อยามารับประทานเองอาจทำให้อาการของโรครุนแรงได้
  • การรับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้
  • การรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดีด้วยการทานยามักไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากยาไม่สามารถละลายก้อนนิ่วได้ เมื่อหยุดยาก็อาจเกิดนิ่วใหม่ การรักษาที่มีประสิทธิภาพและได้ผลดีคือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก

 

การผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง

โรคนิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากการเสียสมดุลระหว่างสารละลายหลักในถุงน้ำดี ได้แก่ คลอเรสเตอรอล ไขมันฟอสเฟต และกรดน้ำดี  จนเกิดเป็นตะกอนและนิ่วในที่สุด โดยก้อนนิ่วในถุงน้ำดีอาจมีขนาดเล็กหรือใหญ่ รวมถึงจำนวนที่แตกต่างกัน   หากปล่อยทิ้งไว้จนตะกอนนิ่วมีขนาดใหญ่

อาการของนิ่วในถุงน้ำดี 

โรคนิ่วในถุงน้ำดี  พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  ตั้งแต่อายุ 30 – 50 ปี ด้วยอาการของโรคคล้ายโรคกระเพาะอาหาร  จึงถูกมองว่าไม่อันตราย เพียงแค่ซื้อยามารับประทานเอง แต่ในความจริงแล้วโรคนิ่วในถุงน้ำดีมีอันตรายมาก หากพบอาการดังนี้ ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยภายใน 1-2 สัปดาห์

  • ท้องอืด แน่นท้อง
  • อาหารไม่ย่อย ส่วนใหญ่เกิดหลังรับประทานอาหารไขมันสูง
  • ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ด้านขวา  ร้าวไปจนถึงไหล่และหลังด้านขวา

หากไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน  เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วหล่นลงมาอุดตันท่อน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ หรือมีอาการ มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน  ภาวะดีซ่าน หรือปัสสาวะสีเข้ม  ปวดท้องรุนแรงจนไม่สามารถนั่งหรือยืนได้ ควรรีบไปโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี

  • คนที่เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน
  • ผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ
  • มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้หญิง โดยเฉพาะเมื่อรับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาลดไขมันบางชนิด
  • การลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว
  • โรคเลือดบางชนิดที่มีการแตกตัวของเม็ดเลือดแดงเร็วกว่าปกติ เช่น โรคธาลัสซีเมีย

การวินิจฉัย

แพทย์ซักประวัติเบื้องต้น ร่วมกับการตรวจร่างกายและเจาะเลือด  หากพบว่าผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดี อาจตรวจเพิ่มเติมด้วยอัลตราซาวนด์บริเวณช่องท้องส่วนบน  โดยจำเป็นต้องงดอาหารล่วงหน้า 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ผลรวดเร็วและแม่นยำมากกว่า 80%

การรักษานิ่วในถุงน้ำดี

จากสถิติการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดีของแพทย์โดยส่วนใหญ่พบว่า  การรับประทานยารักษามักไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากยาไม่สามารถละลายก้อนนิ่วได้หมด  รวมถึงเมื่อหยุดยาก็อาจเกิดนิ่วใหม่ได้ ส่วนเครื่องสลายนิ่วจะใช้ได้ดีเฉพาะนิ่วในท่อไต แต่ไม่ได้ผลสำหรับนิ่วในถุงน้ำดี

ปัจจุบันแพทย์จึงแนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดถุงน้ำดีออก  ซึ่งเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง (laparoscopic cholecystectomy) ซึ่งจัดเป็นรูปแบบหนึ่งของการผ่าตัดแบบ Minimally Invasive Surgery หรือ MIS  เป็นวิธีผ่าตัดที่เจ็บน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง

อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยที่มีปัญหาซับซ้อน  เช่น ถุงน้ำดีบวมมาก หรือมีพังพืดล้อมรอบมาก ทำให้แพทย์ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนจากอวัยวะข้างเคียง อาจยังคงต้องใช้วิธีผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยวิธีเปิดแผลหน้าท้องแบบธรรมดา

การผ่าตัดแบบผ่านกล้อง (laparoscopic cholecystectomy)

ปัจจุบันการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบผ่านกล้องได้ผลดีและเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก เนื่องจากมีแผลขนาดเล็กเพียง 0.5 ซม. ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว สามารถกลับบ้านภายใน 1 – 2 วัน

วิธีการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง  แพทย์จะการเจาะแผลเล็ก ๆ บริเวณสะดือและชายโครงขวา เพื่อสอดกล้องขนาดเล็กและเครื่องมือเข้าไปตรวจดูนิ่วในถุงน้ำดี จากนั้นจึงทำการตัดเลาะถุงน้ำดีออก  เมื่อเสร็จแล้วก็ดึงเครื่องและกล้องออกทำการเย็บปิดแผล เป็นอันจบขั้นตอนการรักษา

แม้การผ่าตัดแบบผ่านกล้องจะมีโอกาสสำเร็จมากถึง 95 % ก็ตาม แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันนานกว่า 3 วัน รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคอื่นๆ ร่วมหลายโรค  อาจมีโอกาสที่จะผ่าตัดผ่านกล้องไม่สำเร็จ โดยแพทย์จำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป

ดังนั้น เมื่อเกิดอาการน่าสงสัยว่าเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ หรือปล่อยไว้เป็นเวลานานจนอาจไม่สามารถรักษาด้วยวิธีผ่าตัดแบบผ่านกล้องได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อสมิติเวช

สอบถามเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 2.38 จาก 5 จำนวนโหวต 8 โหวด

ผู้เขียน

นพ. ภัคพงศ์ วัฒนโอฬาร สรุป: สาขาศัลยศาสตร์ สาขาศัลยศาสตร์