แชร์ข้อความนี้

ใส่ใจเรื่อง “ปากมดลูกสั้น”​ เพื่อลูกรักในครรภ์ แข็งแรง ปลอดภัย

ความที่เป็นคนชอบเดินทาง รักอิสระ และยังรู้สึกสนุกกับชีวิตการทำงาน ทำให้กว่าจะตัดสินใจยอมมีลูกคนแรกได้ อายุอานามพลอยก็ปาเข้าไปที่วัย 35 ปี ประกอบกับความที่เข้าข่ายเป็นหนึ่งในคนที่มีลูกยากด้วยแล้ว (พลอยมีภาวะ PCOS คือ กลุ่มอาการรังไข่มีถุงน้ำหลายใบ ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้มีบุตรยาก) เมื่อตั้งใจจะมีลูกคนที่สอง ก็ถึงวันที่อายุล่วงเลยมาจนเกือบจะถึง 40 !

rsz_mf0a5369_1ความที่มีลูกยาก อายุก็มาก ประกอบกับการตั้งครรภ์ครั้งนี้ ยังไม่ใช่การตั้งครรภ์ที่เกิดจากธรรมชาติ 100% แถมทีแรกยังเป็นครรภ์แฝดสาม ที่ทำให้พลอยต้องเผชิญกับการตัดสินใจยากๆ มาตลอด จนอาจจะเรียกได้ว่า ท้องนี้ถือเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง พลอยจึงตัดสินใจฝากครรภ์ที่ ศูนย์ดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ Preterm Prevention Clinic ของโรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท โดยมี รศ. ดร. นพ.บุญศรี จันทร์รัชชกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ประจำศูนย์สุขภาพสตรี เป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

อย่างที่ทราบกันดีว่า แม้จะดูแลตัวเองดีแค่ไหน หากตั้งครรภ์ตอนที่อายุเกิน 35 ปีขึ้นไป สิ่งที่ว่าที่คุณแม่ทั้งหลายจะต้องเจอก็คือ เรื่องของการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง (High Risk Pregnancy) เป็นต้นว่า เรื่องของความดันโลหิตสูง ภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ การทำงานที่ผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ตลอดจนเรื่องของกรดไหลย้อนอันเนื่องมาจากความผิดปกติของฮอร์โมน ว่ากันว่า คนท้องที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ก็มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆเหล่านี้ ได้สูงกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า (เมื่อเทียบกับแม่ท้องที่มีอายุ 20 ปี)และในการตั้งครรภ์ครั้งที่สองนี้ พลอยก็พบว่า ตัวเองได้พบกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่ว่ามาเหล่านี้จริงๆ

“ความจริง ก็คือ คนท้องทุกคนล้วนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์ ความเสี่ยงระหว่างคลอด หรือความเสี่ยงหลังคลอด เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือภาวะครรภ์เป็นพิษ คุณแม่ที่มีประวัติคลอดก่อนกำหนดในครรภ์ก่อน คุณแม่ที่มีบุตรยาก ซึ่งตั้งครรภ์โดยใช้เทคโนโลยีการเจริญพันธ์ คุณแม่ที่เคยมีประวัติแท้งบุตร เคยผ่าตัดเนื้องอกในมดลูก คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด หรือคุณแม่ที่มีอายุเกิน 35 ปี ฯลฯ แต่จะไปเริ่มเสี่ยงตอนไหนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้

ในปัจจุบันเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของแพทย์สามารถช่วยทำนายความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด (Prediction) : ด้วยการซักประวัติคนไข้อย่างละเอียด คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกรายจะได้รับการตรวจวัดความยาวของปากมดลูก โดยการอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ โดยปกติความยาวของปากมดลูกที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 – 3 ซม. ซึ่งโอกาสในการคลอดก่อนกำหนดจะแปรผันตามความยาวของปากมดลูก นั่นก็คือ ถ้าปากมดลูกสั้น โอกาสในการคลอดก่อนกำหนดก็จะมีมาก

“ในกรณีของพลอย เมื่อตรวจเช็คแล้ว พบว่าความยาวของปากมดลูกอยู่ที่ 3 ซม. ซึ่งถือเป็นความยาวที่ปกติ แม้จะไม่มีประวัติเคยคลอดก่อนกำหนดในท้องแรก แต่เนื่องจากการทำงานและชีวิตประจำวันของพลอยจำเป็นต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา คุณหมอจึงนัดมาตรวจเช็คความยาวของปากมดลูกทุก 2 อาทิตย์ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีค่ะ”

rsz_mf0a5099

 

นอกจากนี้คุณหมอบุญศรี ยังได้ให้ความรู้เพิ่มเติม ของการตั้งครรภ์เดี่ยว ความสั้นยาวของปากมดลูก
ขึ้นอยู่กับ 3 เงื่อนไข

  1. การที่มดลูกเกิดการบีบตัว
  2. กรณีที่ปากมดลูกเปิด
  3. ความอ่อนแอตามธรรมชาติ ของตัวปากมดลูกเอง

จากรายงานการวิจัยพบว่า ประเทศไทยมีอัตราการคลอดลูกปีละประมาณ 800,000 คน คิดเป็นอัตราส่วนของการคลอดก่อนกำหนดอยู่ที่ 13% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงไม่น้อย (ประมาณ 104,000 คน) ดังนั้นแม้ว่าภาวะปากมดลูกสั้นจะเป็นเรื่องที่ป้องกันไม่ได้ แต่หากทราบตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถป้องกันการคลอดก่อนกำหนด เพื่อพยุงให้ลูกน้อยสามารถเติบโตจนครบอายุครรภ์ ซึ่งช่วยให้เด็กมีโอกาสรอดได้ถึง 80 – 90% ได้ โดยเริ่มต้นด้วยการวัดความยาวของปากมดลูก ซึ่งเป็นวิธีการง่ายๆ ไม่ซับซ้อนยุ่งยากอะไรเลย

หากพบว่าปากมดลูกสั้น แนวทางการรักษาที่นิยมในปัจจุบันก็คือ

– การให้เหน็บฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ป้องกันการคลอดก่อนกำหนดได้ถึง 45%
– การใส่ห่วงพยุงปากมดลูก (Pressery) ที่ทำจากซิลิโคน ซึ่งได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันการคลอดก่อนกำหนดแล้ว การใส่ห่วงพยุงปากมดลูก ยังเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด เมื่อใส่แล้ว ก็กลับบ้านได้เลย โดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล คุณแม่สามารถเดินเหิน และทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ (*ปัจจุบันในประเทศไทย มีเพียงที่ ศูนย์ Preterm Prevention Clinic โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ที่รักษาโดยวิธีการนี้)

ครรภ์ที่เริ่มต้นปกติ สุดท้ายปลายทางจะไปจบลงที่ตรงไหน และไปเจออะไรบ้าง ไม่มีใครคาดเดาได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้ก็คือ ครรภ์เสี่ยงสูงไม่จำเป็นต้องรักษา แต่สามารถป้องกันได้ ถ้าเข้าใจคอนเซปต์ในการป้องกันการเกิดภาวะครรภ์เสี่ยงสูงที่อาจเกิดขึ้น

ภายใต้การรักษาของ:

รศ.ดร.นพ. บุญศรี จันทร์รัชชกูล สรุป:

สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

อนุสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์