แชร์ข้อความนี้

สมิติเวชฉลอง 39 ปี จับมือธนาคารไทยพาณิชย์ ปฏิวัติบริการดูแลสุขภาพ

สมิติเวชฉลอง 39 ปี จับมือธนาคารไทยพาณิชย์ ปฏิวัติบริการดูแลสุขภาพ
ภายใต้คอนเซ็ปต์ #เราไม่อยากให้ใครป่วย

26 มิถุนายน 2561 สมิติเวช จัดงานครบรอบ 39 ปี เราไม่อยากให้ใครป่วยชูจุดเด่นเน้นนวัตกรรมที่สามารถค้นหาและเตรียมตัววางแผนก่อนเกิดโรคในอนาคต โดยร่วมมือกับรพ.ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ พร้อมบริการด้านการแพทย์รูปแบบใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน “สมิติเวช พลัส” ด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียวที่เชื่อมโยงข้อมูลการรักษา และเป็นครั้งแรกที่ผู้รับบริการจะรับรู้คิว และขั้นตอนการบริการในจุดต่างๆ ตั้งแต่ลงทะเบียนไปจนถึงรับยาแบบเรียลไทม์ พร้อมห้องรับรองระดับพรีเมียม “เดอะ เฟิร์ส เลานจ์ แอนด์ เอสซีบี อินเวสเม้นต์ เซ็นเตอร์” โดยจับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่าน ดิจิทัล เวนเจอร์ส บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีในเครือธนาคารฯ ในการพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลอย่างรวดเร็วตอบไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เชื่อมโยงการบริการทั้งในและนอกโรงพยาบาล เป็นการสร้างประสบการณ์ดิจิทัล 4.0 ให้กับผู้รับบริการ

นพ. ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม รพ.สมิติเวช และ รพ. บีเอ็นเอช กล่าวว่า สมิติเวชในปีที่ 39 นี้ ชูคอนเซ็ปต์ “เราไม่อยากให้ใครป่วย” เน้นอยากให้ทุกคนมีสุขภาพดี เพราะเมื่อเจ็บป่วยแต่ละครั้ง ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจผู้ป่วยเท่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อบุคคลในครอบครัว รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นเราต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษากว่า 4 แสนล้านบาทในแต่ละปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นทุกปี

สมิติเวชตระหนักถึงปัญหาตรงจุดนี้ จึงพัฒนานวัตกรรมที่สามารถค้นหาโรคในตัวคุณและเตรียมตัววางแผนก่อนเกิดโรคในอนาคต โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ อาทิ Precision Medicine ที่เน้นการดูแลวินิฉัยถึงระดับพันธุกรรม (ยีน) สามารถรู้เท่าทันโรคที่จะเกิดในอนาคตเฉพาะบุคคล การร่วมมือทางการแพทย์กับต่างประเทศ อาทิ โรงพยาบาลซาโน ญี่ปุ่น ใช้เทคโนโลยีค้นหาและล่วงรู้การเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหารได้ล่วงหน้า และการร่วมมือกับ Oregon Health & Science University (OHSU) และ Doernbecher Children’s Hospital ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน The Best Children’s Hospitals ในสหรัฐอเมริกา เข้ามาแลกเปลี่ยนเทคนิคการดูแลผู้ป่วยเด็ก ทั้งด้านการรักษาและการป้องกันการเกิดโรค ตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงเด็กโต เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต สมิติเวชยังมีโปรแกรม Divine คือนวัตกรรมในการยกระดับสุขภาพให้ถึงจุดที่ดีที่สุดในตัวคุณ เป็นโปรแกรมเฉพาะบุคคลเพื่อการดูแลแบบรู้เท่าทันโรค ด้วยการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำหน้า Precision Medicine ตรวจลึกถึงระดับยีน และนำมาวิเคราะห์เป็นโปรแกรมการดูแลในแบบเฉพาะบุคคล

(Personal Health Mapping TM) โดยมีทีมแพทย์เป็นเทรนเนอร์ด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด ในโปรแกรมนี้ สามารถตรวจพันธุกรรมเพื่อหาความเสี่ยงต่อโรคร้ายต่างๆ มากมาย รวมถึงการตรวจเทโลเมียร์หาความยาวของปลายโครโมโซม ที่จะรู้ถึงอายุเซลล์ภายในร่างกายอย่างแท้จริง และความสัมพันธ์กับการเกิดโรคร้ายต่างๆ เพื่อการดูแลคุณก่อนเกิดโรคร้ายแรง นอกจากนี้เราได้พัฒนาซอฟต์แวร์ Total Health Solution โดยจะมีโปรแกรมแนะนำการตรวจเชิงป้องกันที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ เป็นการเตรียมวางแผนไม่ให้เกิดโรคได้

และที่สำคัญเมื่อโลกเราก้าวสู่ยุค 4.0 สมิติเวชไม่หยุดยั้งพร้อมพัฒนานำเทคโนโลยีผสมกับทางการแพทย์ ประสานความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ผ่านดิจิทัล เวนเจอร์ส พัฒนาแอปพลิเคชัน สมิติเวช พลัส ( Samitivej Plus) บริการระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลการให้บริการ การพัฒนาครั้งนี้คำนึงถึงผู้รับบริการเป็นหลักช่วยแก้ปัญหาเรื่องการรอคิวนาน เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงโรงพยาบาล และการเข้ารับบริการต่างๆ ภายในโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว เป็นครั้งแรกที่ผู้รับบริการจะรับรู้คิว ขั้นตอนการบริการในจุดต่างๆ ตั้งแต่ลงทะเบียนไปจนถึงรับยาผ่านทางมือถือแบบเรียลไทม์ รวมถึงการดูตารางแพทย์และนัดหมายด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอการจ่ายเงิน ดูประวัติการรักษาย้อนหลัง โทรติดต่อโรงพยาบาลได้ทันที

นอกจากนี้สมิติเวชยังการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้รับบริการ ( Customer Experience ) โดยบริการห้องรับรองระดับพรีเมียมในสวน “เดอะ เฟิร์ส เลานจ์ แอนด์ เอสซีบี อินเวสเม้นต์ เซ็นเตอร์” ( The First Lounge & SCB Investment Center ) ให้บริการในเรื่องของสุขภาพแบบ One Stop Service ณ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท พร้อมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อให้ผู้รับบริการได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ในส่วนของโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ มีจอพาโนรามาขนาดใหญ่ ที่แสดงภาพธรรมชาติ เพื่อให้ผู้รับบริการรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์พิเศษเฉพาะผู้รับบริการอย่างแท้จริง

ณ วัย 39 ปีของโรงพยาบาลสมิติเวชนี้ เต็มไปด้วยความเป็นมิตรกับประชาชน โรงพยาบาลมุ่งมั่นพัฒนาครบถ้วนทางด้านการแพทย์ และด้านการบริการที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล เพื่อการบริการที่ดีที่สุดสำหรับผู้รับบริการ

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทิศทางและเทรนด์ของโลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในทุกวงการ พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปจากอดีตค่อนข้างมาก การปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปจึงเป็นภารกิจหลักที่ธนาคารให้ความสำคัญ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า (Customer Experience Platform) และด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งด้านการแพทย์และบริการด้วยดิจิทัลเทคโนโลยีเพื่อให้คนไข้มีสุขภาพที่ดีขึ้น สอดคล้องกับแนวทางของไทยพาณิชย์ที่ต้องการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มร่วมกับพันธมิตรเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับพันธมิตรของเรา ซึ่งความร่วมมือกับกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชในครั้งนี้ ถือเป็นการพัฒนาระบบนิเวศ หรือ Ecosystem ในโรงพยาบาลร่วมกัน โดยมีดิจิทัลเทคโนโลยีและ Big Data เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญผ่านสองดิจิทัลโซลูชั่น ได้แก่ “สมิติเวช พลัส” แอปพลิเคชัน ซึ่งมีจุดเด่นที่เป็นระบบแรกของไทยที่เชื่อมกับระบบคิว ทำให้ผู้ป่วยสามารถดูคิวพบแพทย์ได้แบบเรียลไทม์ (My Queue) และขั้นตอนการรับบริการตลอดกระบวนการตั้งแต่ลงทะเบียนจนกระทั่งรับยาและชำระเงิน เป็นการอำนวยความสะดวกและความอุ่นใจของผู้รับบริการ และ “สมิติเวช ฟาสต์เพย์” ระบบการชำระเงินที่ให้ความสะดวก และรวดเร็วในการจ่ายเงิน เนื่องจากผู้ใช้บริการสามารถดำเนินการชำระเงินได้ด้วยตัวเองง่ายๆ โดยการสแกน QR Code ที่ FastPay Station ไม่ต้องรอคิวจ่ายเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ นอกจากนี้ยังรวมถึงการนำเอาศูนย์บริการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนอย่างครบวงจร หรือ SCB Investment Center มาคอยให้บริการภายใน “เดอะ เฟิร์ส เลานจ์ แอนด์ เอสซีบี อินเวสเม้นต์ เซ็นเตอร์” ซึ่งจะมีบทบาทในการพลิกโฉมและเปลี่ยนประสบการณ์สุขภาพและการเงินของผู้ใช้บริการให้แตกต่างไปจากเดิม ทันต่อความต้องการและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนยุค 4.0

การจับมือกับสมิติเวชในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำหรับแวดวงโรงพยาบาลของเมืองไทย ที่จะเห็นการผสานกันระหว่างเรื่องของสุขภาพ การเงิน และดิจิทัลเทคโนโลยีอย่างลงตัว ที่จะมาช่วยยกระดับการให้บริการด้านสุขภาพของผู้ใช้บริการอีกด้วย”