แชร์ข้อความนี้

Menopause and Andropause Clinic

ศูนย์สุขภาพ อาคาร 2 ชั้น 3
ทุกวัน เวลา 07.00 - 15.00 น.
66 (0) 2022-2200, 165
svhwellness@samitivej.co.th

Menopause

  • ซึมเศร้า
  • ร้อนวูบวาบ
  • ไม่ค่อยมีแรง
  • หงุดหงิดง่าย
  • ง่วงนอนหลังมื้อเย็น
  • เฉื่อยชา
  • ประสิทธิภาพการทำงานลดลง
  • นอนไม่หลับ
  • ผิวแห้ง
  • สมรรถภาพทางเพศลดลง
  • ปัสสาวะเล็ด

วัยทองเป็นวัยแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ก้าวเข้าสู่ช่วงความเปลี่ยนแปลงของชีวิตจากวัยเจริญพันธุ์เข้าสู่วัยสูงอายุโดยประมาณอายุ 45 ถึง 60 ปี ปัจจุบันผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น ในประเทศไทยพบว่า อายุเฉลี่ยในสตรีอยู่ที่อายุ 78 ปี และในสุภาพบุรุษอายุ 72 ปี และคาดการณ์ว่าในปีพ.ศ. 2593 อายุเฉลี่ยจะเพิ่มเป็น 81 ปีและ 78 ปี ตามลำดับ และจำนวนประชากรอายุมากกว่า 50 ปี จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27 ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 45, อายุมากกว่า 60 ปี จะเพิ่มจากร้อยละ 12.1 เป็นร้อยละ 29.6


ระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน

  1. วัยใกล้หมดประจำเดือน เป็นช่วงระยะเวลา 2-4 ปี ก่อนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นเวลาที่รังไข่เริ่มทำงานไม่ปกติจนหยุดทำหน้าที่ไปในที่สุด
  2. วัยหมดประจำเดือน เมื่อประจำเดือนหยุดมาอย่างสิ้นเชิงอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งอาจเกิดได้ระหว่างอายุ 45 – 55 ปี ขึ้นกับสุขภาพและกรรมพันธุ์ของแต่ละคน เช่น บางคนหมดประจำเดือนตั้งแต่อายุ 40 ปี
  3. วัยหลังหมดประจำเดือนเป็นระยะเวลาภายหลังหมดประจำเดือนโดยนับจากปีที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน


กลุ่มอาการของวัยหมดประจำเดือน

  • ร้อนวูบวาบหรือร้อนซู่ซ่า มักมีอาการเหงื่อออกมากตอนกลางคืน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด โดยเริ่มต้นจะมีความรู้สึกร้อนบริเวณหน้าอกขึ้นมาที่โหนกแก้มแล้ววาบไปที่หัวไหล่ มักมีอาการใจสั่น รู้สึกกลุ้มใจ แล้วตามด้วยอาการหนาวสั่น พร้อมกันนี้จะเห็นว่าสีของผิวหน้าจะแดงขึ้นมาทันทีตรงบริเวณศีรษะ คอ หน้าอก อาการเหล่านี้มักจะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 นาที และตามด้วยเหงื่อออก
  • ภาวะทางด้านจิตใจอาจมีอาการ อารมณ์โกรธ โมโหฉุนเฉียวง่าย อารมณ์ขุ่นหมอง กังวลเป็นทุกข์ กลุ้มใจ ใจสั่น ตกใจง่าย หวาดกลัว ซึมเศร้า หดหู่ ไม่มีสมาธิ หลงลืมง่ายและนอนไม่หลับ
  • อาจมีอาการปวดศีรษะ อาการเพลีย ไม่แจ่มใส
  • ช่องคลอดแห้ง คันช่องคลอด เจ็บแสบขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีการเปลี่ยนแปลงบทบาททางเพศ เช่น ความต้องการทางเพศลดลง หรือไม่มีความต้องการทางเพศ
  • ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือขณะไอหรือจามอาจมีปัญหาปัสสาวะเล็ด
  • ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ปวดกระดูก
  • ผิวแห้ง ตาแห้ง ผมเปราะบาง ผมร่วง เล็บเปราะ


ภาวะอื่นที่อาจพบร่วมจากปัญหาของวัยทอง

  • ภาวะไขมันในเลือดสูง
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคเบาหวาน
  • ภาวะโรคอ้วน
  • อาการหลงลืม โรคอัลไซเมอร์
  • ภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน และปัญหากระดูกหักง่าย


การดูแลรักษาอาการของคนวัยทอง

  • ปัญหาทางด้านอารมณ์ในวัยทอง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลกระทบมาจากฮอร์โมนเพศหญิงที่ลดระดับลงค่อนข้างรวดเร็วยังผลให้ร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ซึ่งอาจมีผลต่อคุณภาพชีวิต หน้าที่การงานและชีวิตครอบครัว ดังนั้นการให้การรักษาในกลุ่มอาการดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
  • ปัญหาทางด้านร่างกาย มีการตรวจวิเคราะห์หาปัญหาและดูแลรักษาโรคทั้งในผู้ที่มีหรือไม่มีอาการ มีการดูแลป้องกันและส่งเสริมสุขภาพก่อนที่จะเกิดโรคต่างๆ และมีการติดตามเป็นระยะ เนื่องจากวัยนี้จะพบการเปลี่ยนแปลงของระบบร่างกายและจิตใจได้ตลอดเวลา ดังนั้นการตรวจติดตามเป็นระยะเพื่อการรักษาและการป้องกันไม่ให้เกิดโรค หรือตรวจได้ก่อนจะเกิดอาการเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด


วัตถุประสงค์ของการรักษาด้วยฮอร์โมน

  1. เพื่อรักษากลุ่มอาการวัยทองโดยเฉพาะกลุ่มอาการที่ทำให้คุณภาพชีวิตที่ถดถอยและปัญหาทางด้านระบบอวัยวะสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะ
  2. เพื่อป้องกันกระดูกพรุนและกระดูกหัก
  3. ในกลุ่มสตรีที่หมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร (อายุน้อยกว่า 40 ปี) เพื่อป้องกันกระดูกและโรคหลอดเลือดหัวใจ


การให้ฮอร์โมนรักษาในสตรีวัยทอง

การใช้ฮอร์โมนรักษาในสตรีวัยทอง ได้มีการใช้มาเป็นเวลานานแล้วมีผลการศึกษาต่าง ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้ยานี้ และมีการติดตามเป็นเวลานานพอควร อย่างไรก็ตามจากข้อมูลทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน พอจะสรุปข้อดี และข้อห้ามใช้จากการให้ฮอร์โมนในสตรีวัยทอง


ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการและรอยโรค

  1. ปัญหาคุณภาพชีวิตที่ถดถอยจากภาวะวัยทองในกลุ่มอาการต่างๆ ที่กล่าวเบื้องต้น เช่น อาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิด ใจสั่น
  2. ปัญหาสุขภาพทางเพศและเพศสัมพันธ์
  3. ปัญหาทางด้านระบบทางเดินปัสสาวะสตรีในบางกรณี
  4. ป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนร่วมกับปัญหาทางด้านอาการวัยทองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกหัก
  5. ภาวะหมดประจำเดือนก่อนกำหนด (ก่อนอายุ 40 ปี) โดยธรรมชาติหรือจากการผ่าตัดรังไข่ทั้ง 2 ข้าง


ข้อห้ามใช้ฮอร์โมน

  1. เป็นมะเร็งที่ตอบสนองต่อเอสโตรเจน เช่น มะเร็งเต้านม เป็นต้น
  2. ภาวะเนื้องอกหรือโรคที่ตอบสนองต่อเอสโตรเจนเช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น
  3. มีภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำ หรือภาวะหลอดเลือดดำอักเสบมีลิ่มเลือด
  4. เป็นโรคตับเฉียบพลัน
  5. เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ


หลักการใช้ฮอร์โมนรักษาแนวใหม่ในสตรีวัยทอง

  • พิจารณาตามความประสงค์และความเหมาะสมในแต่ละบุคคล
  • ใช้ปริมาณฮอร์โมนวัยทองให้น้อยที่สุดที่ยังคงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของยา
  • พิจาราณาใช้ระยะสั้นที่สุดเท่าที่จำเป็นและติดต่อกันไม่ควรเกิน 5 ปี
  • อาการทางระบบสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอดแห้ง, แสบ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ แนะนำใช้ฮอร์โมนเฉพาะที่
  • ส่วนในรายที่ใช้ระยะยาว เช่น เพื่อป้องกันกระดูกพรุนหรือกระดูกหักในรายที่มีความเสี่ยงสูงเมื่อใช้ไปนานเกิน 4-5 ปีต้องกลับมาทบทวนถึงประโยชน์ และความเสี่ยงในการใช้ฮอร์โมนต่อไป (ถ้าใช้เพื่อป้องกันหรือรักษาโรคกระดูกพรุนโดยไม่มีอาการวัยทองร่วมด้วย ควรพิจารณายากลุ่มอื่น)
  • หลักการใช้ฮอร์โมนรักษาแนวใหม่ในสตรีวัยทองแพทย์ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคลและมักไม่ใช้ติดต่อกันนานเกิน5ปี


ประเภทของฮอร์โมน

  • ชนิดรับประทาน ยาวิธีนี้ผลดีที่ได้คือระดับไขมัน HDLซึ่งเป็นไขมันดีสูงขึ้น ข้อด้อยคือระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูงขึ้น ระดับฮอร์โมนในเลือดอาจไม่คงที่เนื่องจากการทำลายที่ตับและปริมานที่ใช้จะมากกว่าเพื่อให้ได้ผลในการรักษาและมีผลต่อตับและภาวะการแข็งตัวของเลือดได้
  • ชนิดฉีด ตัวยาจะไม่ผ่านตับข้อด้อยคือหลังฉีดยาใหม่ๆฮอร์โมนจะมีระดับสูง แต่เมื่อนานๆไประดับฮอร์โมนจะลดลง และระดับ HDL ไม่เพิ่มเหมือนชนิดรับประทาน
  • ชนิดแผ่นแปะ (estrogen-filled patch) ที่แขนหรือสะโพก ขนาดยา 1 แผ่นอยู่ได้1 สัปดาห์และระดับ HDL ก็ไม่สูง
  • ชนิดฝัง ข้อดีคือไม่ผ่านตับ ไม่มีผลต่อระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด และระบบการแข็งตัวของเลือด ข้อด้อยคือระดับฮอร์โมนในเลือดอาจจะสูงเกินไป2-3 เท่า
  • ชนิดเจลทาผิวหนัง ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนเท่านั้น ข้อดีคือไม่ผ่านตับ และสามารปรับขนาดที่ต้องการใช้ได้
  • ชนิดครีมทาช่องคลอดประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน การใช้ครีมประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการช่องคลอดแห้ง
  • ชนิดห่วงอนามัยใส่เข้าในโพรงมดลูก ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเอสโตเจน ข้อเสียคือใส่ยากที่สตรีที่หมดประจำเดือนเนื่องจากมดลูกที่เล็กในวัยนี้จึงไม่นิยมนัก


Menopause and Andropause Clinic ให้บริการการตรวจ

  1. เช็คมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี thin prep pap smear test
  2. Transvaginal ultrasound or ultrasound of lower abdomen
  3. Mammogram and ultrasound bothbreast
  4. Bone mineral density ( BMD) L-S spine and Hip
  5. Hormonal check up FSH and E2 เป็นต้น
  6. ตรวจเลือดหามะเร็งระยะเริ่มแรก
  7. ตรวจหาปริมาณไขมันและมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย
  8. ให้ความรู้และคำปรึกษาในด้านโภชนาการที่เหมาะสมในวัยทอง
  9. ให้ความรู้และคำปรึกษาในด้านการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสุขภาพและอายุ
  10. บริการตรวจประเมิน ดูแลสุขภาพ และให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging)
ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 4
ทุกวัน เวลา 13.00 - 16.00 น. และวันเสาร์ 09.00-12.00 น.
66 (0) 2378-9129-30
info.srinakarin@samitivej.co.th

Menopause

  • ซึมเศร้า
  • ร้อนวูบวาบ
  • ไม่ค่อยมีแรง
  • หงุดหงิดง่าย
  • ง่วงนอนหลังมื้อเย็น
  • เฉื่อยชา
  • ประสิทธิภาพการทำงานลดลง
  • นอนไม่หลับ
  • ผิวแห้ง
  • สมรรถภาพทางเพศลดลง
  • ปัสสาวะเล็ด

วัยทองเป็นวัยแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ก้าวเข้าสู่ช่วงความเปลี่ยนแปลงของชีวิตจากวัยเจริญพันธุ์เข้าสู่วัยสูงอายุโดยประมาณอายุ 45 ถึง 60 ปี ปัจจุบันผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น ในประเทศไทยพบว่า อายุเฉลี่ยในสตรีอยู่ที่อายุ 78 ปี และในสุภาพบุรุษอายุ 72 ปี และคาดการณ์ว่าในปีพ.ศ. 2593 อายุเฉลี่ยจะเพิ่มเป็น 81 ปีและ 78 ปี ตามลำดับ และจำนวนประชากรอายุมากกว่า 50 ปี จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27 ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 45, อายุมากกว่า 60 ปี จะเพิ่มจากร้อยละ 12.1 เป็นร้อยละ 29.6


ระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน

  1. วัยใกล้หมดประจำเดือน เป็นช่วงระยะเวลา 2-4 ปี ก่อนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นเวลาที่รังไข่เริ่มทำงานไม่ปกติจนหยุดทำหน้าที่ไปในที่สุด
  2. วัยหมดประจำเดือน เมื่อประจำเดือนหยุดมาอย่างสิ้นเชิงอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งอาจเกิดได้ระหว่างอายุ 45 – 55 ปี ขึ้นกับสุขภาพและกรรมพันธุ์ของแต่ละคน เช่น บางคนหมดประจำเดือนตั้งแต่อายุ 40 ปี
  3. วัยหลังหมดประจำเดือนเป็นระยะเวลาภายหลังหมดประจำเดือนโดยนับจากปีที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน


กลุ่มอาการของวัยหมดประจำเดือน

  • ร้อนวูบวาบหรือร้อนซู่ซ่า มักมีอาการเหงื่อออกมากตอนกลางคืน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด โดยเริ่มต้นจะมีความรู้สึกร้อนบริเวณหน้าอกขึ้นมาที่โหนกแก้มแล้ววาบไปที่หัวไหล่ มักมีอาการใจสั่น รู้สึกกลุ้มใจ แล้วตามด้วยอาการหนาวสั่น พร้อมกันนี้จะเห็นว่าสีของผิวหน้าจะแดงขึ้นมาทันทีตรงบริเวณศีรษะ คอ หน้าอก อาการเหล่านี้มักจะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 นาที และตามด้วยเหงื่อออก
  • ภาวะทางด้านจิตใจอาจมีอาการ อารมณ์โกรธ โมโหฉุนเฉียวง่าย อารมณ์ขุ่นหมอง กังวลเป็นทุกข์ กลุ้มใจ ใจสั่น ตกใจง่าย หวาดกลัว ซึมเศร้า หดหู่ ไม่มีสมาธิ หลงลืมง่ายและนอนไม่หลับ
  • อาจมีอาการปวดศีรษะ อาการเพลีย ไม่แจ่มใส
  • ช่องคลอดแห้ง คันช่องคลอด เจ็บแสบขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีการเปลี่ยนแปลงบทบาททางเพศ เช่น ความต้องการทางเพศลดลง หรือไม่มีความต้องการทางเพศ
  • ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือขณะไอหรือจามอาจมีปัญหาปัสสาวะเล็ด
  • ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ปวดกระดูก
  • ผิวแห้ง ตาแห้ง ผมเปราะบาง ผมร่วง เล็บเปราะ


ภาวะอื่นที่อาจพบร่วมจากปัญหาของวัยทอง

  • ภาวะไขมันในเลือดสูง
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคเบาหวาน
  • ภาวะโรคอ้วน
  • อาการหลงลืม โรคอัลไซเมอร์
  • ภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน และปัญหากระดูกหักง่าย


การดูแลรักษาอาการของคนวัยทอง

  • ปัญหาทางด้านอารมณ์ในวัยทอง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลกระทบมาจากฮอร์โมนเพศหญิงที่ลดระดับลงค่อนข้างรวดเร็วยังผลให้ร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ซึ่งอาจมีผลต่อคุณภาพชีวิต หน้าที่การงานและชีวิตครอบครัว ดังนั้นการให้การรักษาในกลุ่มอาการดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
  • ปัญหาทางด้านร่างกาย มีการตรวจวิเคราะห์หาปัญหาและดูแลรักษาโรคทั้งในผู้ที่มีหรือไม่มีอาการ มีการดูแลป้องกันและส่งเสริมสุขภาพก่อนที่จะเกิดโรคต่างๆ และมีการติดตามเป็นระยะ เนื่องจากวัยนี้จะพบการเปลี่ยนแปลงของระบบร่างกายและจิตใจได้ตลอดเวลา ดังนั้นการตรวจติดตามเป็นระยะเพื่อการรักษาและการป้องกันไม่ให้เกิดโรค หรือตรวจได้ก่อนจะเกิดอาการเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด


วัตถุประสงค์ของการรักษาด้วยฮอร์โมน

  1. เพื่อรักษากลุ่มอาการวัยทองโดยเฉพาะกลุ่มอาการที่ทำให้คุณภาพชีวิตที่ถดถอยและปัญหาทางด้านระบบอวัยวะสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะ
  2. เพื่อป้องกันกระดูกพรุนและกระดูกหัก
  3. ในกลุ่มสตรีที่หมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร (อายุน้อยกว่า 40 ปี) เพื่อป้องกันกระดูกและโรคหลอดเลือดหัวใจ


การให้ฮอร์โมนรักษาในสตรีวัยทอง

การใช้ฮอร์โมนรักษาในสตรีวัยทอง ได้มีการใช้มาเป็นเวลานานแล้วมีผลการศึกษาต่าง ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้ยานี้ และมีการติดตามเป็นเวลานานพอควร อย่างไรก็ตามจากข้อมูลทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน พอจะสรุปข้อดี และข้อห้ามใช้จากการให้ฮอร์โมนในสตรีวัยทอง


ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการและรอยโรค

  1. ปัญหาคุณภาพชีวิตที่ถดถอยจากภาวะวัยทองในกลุ่มอาการต่างๆ ที่กล่าวเบื้องต้น เช่น อาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิด ใจสั่น
  2. ปัญหาสุขภาพทางเพศและเพศสัมพันธ์
  3. ปัญหาทางด้านระบบทางเดินปัสสาวะสตรีในบางกรณี
  4. ป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนร่วมกับปัญหาทางด้านอาการวัยทองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกหัก
  5. ภาวะหมดประจำเดือนก่อนกำหนด (ก่อนอายุ 40 ปี) โดยธรรมชาติหรือจากการผ่าตัดรังไข่ทั้ง 2 ข้าง


ข้อห้ามใช้ฮอร์โมน

  1. เป็นมะเร็งที่ตอบสนองต่อเอสโตรเจน เช่น มะเร็งเต้านม เป็นต้น
  2. ภาวะเนื้องอกหรือโรคที่ตอบสนองต่อเอสโตรเจนเช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น
  3. มีภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำ หรือภาวะหลอดเลือดดำอักเสบมีลิ่มเลือด
  4. เป็นโรคตับเฉียบพลัน
  5. เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ


หลักการใช้ฮอร์โมนรักษาแนวใหม่ในสตรีวัยทอง

  • พิจารณาตามความประสงค์และความเหมาะสมในแต่ละบุคคล
  • ใช้ปริมาณฮอร์โมนวัยทองให้น้อยที่สุดที่ยังคงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของยา
  • พิจาราณาใช้ระยะสั้นที่สุดเท่าที่จำเป็นและติดต่อกันไม่ควรเกิน 5 ปี
  • อาการทางระบบสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอดแห้ง, แสบ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ แนะนำใช้ฮอร์โมนเฉพาะที่
  • ส่วนในรายที่ใช้ระยะยาว เช่น เพื่อป้องกันกระดูกพรุนหรือกระดูกหักในรายที่มีความเสี่ยงสูงเมื่อใช้ไปนานเกิน 4-5 ปีต้องกลับมาทบทวนถึงประโยชน์ และความเสี่ยงในการใช้ฮอร์โมนต่อไป (ถ้าใช้เพื่อป้องกันหรือรักษาโรคกระดูกพรุนโดยไม่มีอาการวัยทองร่วมด้วย ควรพิจารณายากลุ่มอื่น)
  • หลักการใช้ฮอร์โมนรักษาแนวใหม่ในสตรีวัยทองแพทย์ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคลและมักไม่ใช้ติดต่อกันนานเกิน5ปี


ประเภทของฮอร์โมน

  • ชนิดรับประทาน ยาวิธีนี้ผลดีที่ได้คือระดับไขมัน HDLซึ่งเป็นไขมันดีสูงขึ้น ข้อด้อยคือระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูงขึ้น ระดับฮอร์โมนในเลือดอาจไม่คงที่เนื่องจากการทำลายที่ตับและปริมานที่ใช้จะมากกว่าเพื่อให้ได้ผลในการรักษาและมีผลต่อตับและภาวะการแข็งตัวของเลือดได้
  • ชนิดฉีด ตัวยาจะไม่ผ่านตับข้อด้อยคือหลังฉีดยาใหม่ๆฮอร์โมนจะมีระดับสูง แต่เมื่อนานๆไประดับฮอร์โมนจะลดลง และระดับ HDL ไม่เพิ่มเหมือนชนิดรับประทาน
  • ชนิดแผ่นแปะ (estrogen-filled patch) ที่แขนหรือสะโพก ขนาดยา 1 แผ่นอยู่ได้1 สัปดาห์และระดับ HDL ก็ไม่สูง
  • ชนิดฝัง ข้อดีคือไม่ผ่านตับ ไม่มีผลต่อระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด และระบบการแข็งตัวของเลือด ข้อด้อยคือระดับฮอร์โมนในเลือดอาจจะสูงเกินไป2-3 เท่า
  • ชนิดเจลทาผิวหนัง ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนเท่านั้น ข้อดีคือไม่ผ่านตับ และสามารปรับขนาดที่ต้องการใช้ได้
  • ชนิดครีมทาช่องคลอดประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน การใช้ครีมประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการช่องคลอดแห้ง
  • ชนิดห่วงอนามัยใส่เข้าในโพรงมดลูก ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเอสโตเจน ข้อเสียคือใส่ยากที่สตรีที่หมดประจำเดือนเนื่องจากมดลูกที่เล็กในวัยนี้จึงไม่นิยมนัก


Menopause and Andropause Clinic ให้บริการการตรวจ

  1. เช็คมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี thin prep pap smear test
  2. Transvaginal ultrasound or ultrasound of lower abdomen
  3. Mammogram and ultrasound bothbreast
  4. Bone mineral density ( BMD) L-S spine and Hip
  5. Hormonal check up FSH and E2 เป็นต้น
  6. ตรวจเลือดหามะเร็งระยะเริ่มแรก
  7. ตรวจหาปริมาณไขมันและมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย
  8. ให้ความรู้และคำปรึกษาในด้านโภชนาการที่เหมาะสมในวัยทอง
  9. ให้ความรู้และคำปรึกษาในด้านการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสุขภาพและอายุ
  10. บริการตรวจประเมิน ดูแลสุขภาพ และให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging)