แชร์ข้อความนี้

5 โรคมะเร็งร้ายในเด็ก

HIGHLIGHTS:

  • โรคมะเร็งในเด็กที่พบบ่อยที่สุดคือมะเร็งเม็ดเลือดขาว พบได้ประมาณ 50% ของผู้ป่วยเด็กที่เป็นมะเร็งทั้งหมด อาการที่แสดงคือมีไข้ ซีด มีจุดเลือดออกตามตัว
  • วิธีแรกที่เราจะรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวคือการให้ยาเคมีบำบัด กรณีที่ไม่ตอบสนองหรือมีการกลับเป็นซ้ำอาจทำการรักษาด้วยวิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก โดยสามารถใช้ไขกระดูกของผู้บริจาคที่เข้ากันได้ หรือ ไขกระดูกจากพ่อแม่มาใช้ในการปลูกถ่ายไขกระดูก หรือที่เรียกว่ากระบวนการรักษาแบบ Haploidentical Hematopoietic Stem Cell Transplantation

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับสองในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ในประเทศไทยพบอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งในเด็กประมาณ 900 คนต่อปี โดยมะเร็งที่พบบ่อย 5 อันดับแรกในเด็กไทย คือ

  1. มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (Acute Leukemia) พบ 38.1คน/ล้านคน/ปี
  2. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) พบ 6.4 คน/ล้านคน/ต่อปี
  3. มะเร็งระบบประสาทส่วนกลาง (Brain Tumor) พบ 6.3 คน/ล้านคน/ต่อปี
  4. มะเร็งต่อมหมวกไตและปมประสาทซิมพาเทติก (Neuroblastoma) พบ 4.9 คน/ล้านคน/ปี
  5. มะเร็งเซลล์สืบพันธุ์ (Germ Cell Tumor) พบ 4.3 คน/ล้านคน/ต่อปี

1. มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน

เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเด็กที่เป็นมะเร็งทั้งหมด แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

  • Acute Lymphoblastic Leukemia (ALL) ซึ่งพบบ่อยกว่า AML 3 เท่า
  • Acute Myeloid Leukemia (AML)

อาการหลักที่พบได้บ่อย

คือ มีไข้ มีอาการซีด และมีจุดเลือดออกตามตัว นอกจากนี้อาจพบว่ามีตับม้ามโต ปวดตามร่างกาย ต่อมน้ำเหลืองโต ในเด็กชายอาจมีอัณฑะข้างใดข้างหนึ่งโตหรือโตทั้งสองข้าง ร่วมกับตรวจเลือด (Complete Blood Count -CBC) พบเซลล์เม็ดเลือดตัวอ่อน เป็นต้น

การวินิจฉัย

วินิจฉัยโรค ALL และ AML ทำได้โดยเจาะตรวจไขกระดูกเพื่อดูความผิดปกติของชนิดเม็ดเลือดขาวตัวอ่อน นอกจากนี้ยังมีการตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อหาการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาและการพยากรณ์โรค

การรักษา

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ปัจจุบันใช้การให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งจะให้เป็นชุด ๆ ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานพอสมควร ขึ้นกับชนิดโดยที่ชนิด ALL ใช้เวลารักษาประมาณ 2.5-3 ปี ส่วน AML ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 6 เดือน สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถทำให้โรคสงบได้หรือมีการกลับเป็นซ้ำจะใช้การรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่ง ณ ปัจจุบันการปลูกถ่ายไขกระดูกไม่จำเป็นต้องรอเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดขาวที่ตรงกันอีกต่อไป สามารถใช้ไขกระดูกจากพ่อแม่ได้ หรือที่เรียกว่า Haploidentical Hematopoietic Stem Cell Transplantation สามารถอ่านข้อมูลการรักษาใหม่นี้ได้ที่ https://www.samitivejhospitals.com/th/haploidentical/

ปัจจุบันการรักษาโรค ALL มีผลการรักษาที่ดี โอกาสหายขาด 80-85%

ส่วนการรักษาโรค AML มีโอกาสหายขาดประมาณ 55%

ส่วน AML มีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 50% จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกตั้งแต่ระยะแรกจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 80% เช่นเดียวกัน

2. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

พบมะเร็งชนิดนี้รองลงมาจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Hodgkin
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non Hodgkin

ผู้ป่วยโรคนี้มักมีอาการไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เหงื่อออกมากเวลากลางคืน ต่อมน้ำเหลืองโตตามร่างกาย อาจพบก้อนที่ช่องทรวงอก ก้อนในช่องท้อง ตับและม้ามโต

การวินิจฉัย

โรคนี้จำเป็นต้องนำชิ้นเนื้อจากก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองมาตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียดทางพยาธิวิทยา รวมถึงต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เพื่อดูการกระจายของตัวโรค เช่น การตรวจทางรังสีวินิจฉัย (CT scan, Gallium scan/PET scan และ Bone scan) และเจาะตรวจไขกระดูก

การรักษา

การรักษาหลักๆ ประกอบไปด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด และการฉายรังสี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ปัจจุบันการรักษาค่อนข้างดี มีอัตราการรอดชีวิต 70-95%ซึ่งขึ้นกับชนิดของโรคและระยะของโรค

3. มะเร็งระบบประสาทส่วนกลาง

ผู้ป่วยมาด้วยอาการเดินเซ อาเจียนรุนแรง การมองเห็นผิดปกติ ชัก ปวดศีรษะ ศีรษะโตมากกว่าปกติ ซึ่งอาการดังกล่าวขึ้นอยู่กับตำแหน่งของตัวโรค หรือชนิดของเซลล์มะเร็ง ว่ามีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วหรือไม่

การวินิจฉัย

จำเป็นต้องได้รับการตรวจทางรังสี CT scan หรือ MRI เพื่อดูตำแหน่งและขนาดของก้อนมะเร็ง และอาจต้องมีการผ่าตัดเพื่อให้ได้ชิ้นเนื้อจากก้อนเพื่อส่งตรวจเพิ่มเติมทางพยาธิวิทยา

การรักษา

การรักษาหลักสำหรับโรคนี้ คือ การผ่าตัด ให้ยาเคมีบำบัด และการฉายรังสี ซึ่งขึ้นกับชนิดและตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง

4. มะเร็งต่อมหมวกไตและปมประสาทซิมพาเทติก

พบมะเร็งชนิดนี้ได้ตั้งแต่ในเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี

ลักษณะอาการของมะเร็งชนิดนี้จะแสดงเป็นก้อน และตำแหน่งของก้อน โดยอาการที่พบบ่อย คือ มีก้อนในช่องท้อง ร่วมกับมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ทีเกิดจากการแพร่กระจายของตัวโรค เช่น มีไข้ ซีด อ่อนแรง ปวดตามร่างกายหรือกระดูก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด บางรายอาจมีอาการแขนขาอ่อนแรงจากการที่ก้อนมะเร็งกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยและจำแนกระยะของโรค อาศัยการตรวจเลือด ตรวจไขกระดูก ตรวจระดับของสารที่สร้างจากเนื้องอกในเลือดหรือปัสสาวะ การตรวจทางรังสีวินิจฉัย เช่น CT scan, bone scan, MIBG scan และการตัดชิ้นเนื้อจากก้อนส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

การรักษา

ประกอบไปด้วยการให้ยาเคมีบำบัด การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก การฉายรังสีรักษาในบางกรณี

ประสิทธิภาพในการรักษา

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย ระยะเวลาของโรคที่พบ ผลการตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งผู้ป่วยที่ตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะต้นจะได้ผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของโรคไปอวัยวะอื่นแล้ว

5. มะเร็งที่เกิดจากเซลล์สืบพันธุ์

ช่วงอายุของเด็กที่สามารถพบมะเร็งชนิดนี้ได้บ่อยคือช่วงอายุ 1 – 4 ปี และ 15 -19 ปี

อาการ

มะเร็งชนิดนี้ ในเด็กเล็กมักมาด้วยอาการลักษณะมีก้อนที่บริเวณช่องท้องและก้นกบ ส่วนวัยรุ่นมาด้วยอาการมีก้อนที่ต่อมเพศ เช่น อัณฑะ รังไข่ นอกจากนี้ยังอาจมาด้วยอาการที่เรียกว่าเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย เมื่อโรคเกิดที่ต่อมไพเนียลในสมองที่เป็นต่อมควบคุมภาวะความเป็นหนุ่มสาว หรืออาจมาด้วยอาการเจ็บหน้าอก ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก เมื่อโรคเกิดในช่องอก

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยและจำแนกระยะของโรค วินิจฉัยโดยวิธีการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมนที่ก้อนมีการหลั่งออกมา การตรวจทางรังสีวินิจฉัย เช่น CT scan, bone scan และการตัดชิ้นเนื้อจากก้อนส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

กรณีที่เป็นก้อนชนิดที่ไม่มีการหลั่งฮอร์โมน การรักษาประกอบไปด้วยการให้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสีรักษา และการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก


คำรับรองจากผู้ป่วยของเรา

บทความที่เกี่ยวข้อง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 4.20 จาก 5 จำนวนโหวต 5 โหวด

ผู้เขียน

พญ. นุตตรา สุวันทารัตน์ สรุป: สาขากุมารเวชศาสตร์ อนุสาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก