แชร์ข้อความนี้

เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย สงสัยเป็นไบโพลาร์

HIGHLIGHTS:

  • โรคไบโพลาร์ เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการทำงาน ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์
  • พบผู้ป่วยไบโพลาร์ บ่อยที่สุดในช่วงอายุ 15-19 ปี และอายุ 20-24 ปี โดยผู้ป่วยที่มีอาการครั้งแรกก่อนอายุ 20 ปี มีมากถึง 50%
  • ไบโพลาร์ คือ โรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถปรับสมดุลสารสื่อประสาทด้วยการใช้ยา เพื่อควบคุมความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง

 

โรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder)  เป็นโรคที่ผู้ป่วยมีอารมณ์รุนแรงแตกต่างกัน 2 ขั้ว ระหว่าง ซึมเศร้า (Depressive Episode ) และอารมณ์คลุ้มคลั่ง  (Manic Episode) โดยผู้ป่วยอาจต้องเผชิญอารมณ์สุดโต่งแต่ละขั้วยาวนานและเรื้อรัง รวมถึงเป็นโรคที่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูงถึง 70-90% ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตทั้งของตนเองและคนใกล้ชิดอย่างมาก

ไบโพลาร์ คืออะไร

ไบโพลาร์ คือ โรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถทำให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตประจำวันได้ ถ้าเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี แต่หากขาดความเข้าใจจากคนรอบข้าง ทิ้งให้ผู้ป่วยเผชิญกับโรคเพียงลำพัง  ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นฆ่าตัวตายได้

อาการของโรคไบโพลาร์

อาการไบโพลาร์ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มอารมณ์แสดงออก  ดังนี้

  1. อารมณ์คุ้มคลั่ง (Manic Episode) ช่วงที่อารมณ์ดีสนุกสนานสุดขีด ขยันคึกคักมากเกินปกติ พูดคุยเสียงดัง มีความมั่นใจสูง  ไม่แคร์สายตาคนรอบข้าง บางกรณีอาจใช้จ่ายเกินตัว หรือพบอารมณ์ก้าวร้าวฉุนเฉียว
  2. อารมณ์ซึมเศร้า (Depressive Episode) ขลาดกลัว เก็บตัว ไม่มั่นใจในตัวเอง ปล่อยปละตัวเอง เก็บตัว สิ้นหวัง บางครั้งส่งผลทำให้เจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ  รู้สึกตัวเองหมดคุณค่า อยากตาย

ซึ่งภาวะเหล่านี้อาจเกิดช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือเป็นอยู่ยาวนานแล้วหายไป จากนั้นเปลี่ยนสลับมาเกิดอารมณ์อีกขั้ว หรืออาจเป็นอารมณ์ขั้วใดขั้วหนึ่งติดต่อกันหลายๆ รอบ ทั้งนี้ไม่มีอาการใดอาการหนึ่งแน่นอนตายตัว ดังนั้นการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยจึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น  เคยเป็นคนเรียบร้อยไม่ค่อยพูด  กลับกลายเป็นคนพูดคุยไม่หยุด เสียงดัง กล้าแสดงออกมากเกินไป  หรือจากคนที่มีความมั่นใจสูง กลายเป็นคนปล่อยตัว เงียบลง ซึมเศร้า เก็บตัว  หรือป่วยบ่อยๆ  หากพบคนใกล้ชิดมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเป็นคนละคน  ควรพาไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย

สาเหตุของโรคไบโพลาร์

จากการศึกษาพบผู้ป่วยไบโพลาร์มากถึง 1.5 -5 % ของประชาชนทั่วไป พบผู้ป่วยบ่อยที่สุดในช่วงอายุ 15-19 ปี และอายุ 20-24 ปี   โดยผู้ป่วยมีอาการครั้งแรกก่อนอายุ 20 ปี มากถึง 50% โดยไบโพล่าเกิดจาก สาเหตุดังนี้

  • ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ได้แก่ สารนอร์อะดรีนาลีน (Noradrenaline)  สารเซโรโทนิน (Serotonin)  และสารโดปามีน (Dopamine)  ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการทำงานในส่วนต่าง ๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์
  • พันธุกรรม ปัจจุบันยังไม่ทราบรูปแบบที่ชัดเจนของการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์   แต่พบผู้ป่วยมักมีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคไบโพลาร์เช่นเดียวกัน
  • วิกฤตชีวิต เช่น สูญเสียคนรัก ตกงาน เครียดเรื้อรัง หรือเจ็บป่วยกะทันหัน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออารมณ์อย่างรุนแรง

สัญญาณเตือนไบโพลาร์

หากสงสัยว่าตัวเองเป็น ไบโพลาร์ อาจเช็กอาการเบื้องต้นได้ โดยถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์

  • มีปัญหาการทำงาน ไม่สามารถควบคุมการทำงานได้ อาจมีความคิดสร้างสรรค์เฉียบพลัน ขยันมากจนเพื่อนร่วมงานตามไม่ทัน หรือซึมเศร้าจนไม่สามารถทำงานให้ลุล่วงตามกำหนดเวลาได้
  • มีอาการเหมือนโรคซึมเศร้า เช่น เบื่ออาหาร  นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ  และอ่อนแรง เป็นต้น
  • พูดเร็วจนไม่สามารถจับใจความได้ บางครั้งอาจพูดมากจนไม่สนใจคำพูดคนอื่น ชอบพูดแทรก หรือเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปมาจนเกิดความสับสน
  • ขี้โมโห หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อยๆ จนเริ่มส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครัวและที่ทำงาน
  • อารมณ์ดีเกินไป ดีใจกับเรื่องปกติทั่วไป หัวเราะเสียงดังจนน่าตกใจ บางครั้งอาจเกิดสลับกับภาวะซึมเศร้า
  • เริ่มใช้ยาเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาหรือให้รู้สึกผ่อนคลาย หากใช้บ่อยเกินไปอาจเสพติด จนเพิ่มปัญหา และทำให้การรักษาโรคไบโพลาร์ยากและซับซ้อนขึ้น
  • การนอนผิดปกติไป เวลาในการนอนลดลง แต่กลับไม่รู้สึกอ่อนเพลีย หรือบางกรณีอาจนอนมากเกินไป แต่ยังรู้สึกว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ขาดสมาธิ ฟุ้งซ่าน กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

 การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์

เมื่อเกิดสัญญาณเตือนหรือรู้สึกเกิดความผิดปกติจนไม่แน่ใจว่าตัวเองหรือคนรอบข้างป่วยเป็นไบโพลาร์ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรค ดังนี้

  • แพทย์จะซักประวัติสุขภาพและประวัติครอบครัวว่าเคยเป็นโรคไบโพลาร์หรือมีปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่
  • ใช้คู่มือการวินิจฉัยความผิดปกติทางจิต ซึ่งจิตแพทย์จะเป็นผู้ทดสอบผู้ป่วยและพูดคุยซักถามอาการและปัญหา  รวมถึงประวัติการใช้สิ่งเสพติดหรือยาที่อาจส่งผลต่ออารมณ์  หรือความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
  • ตรวจร่างกาย ตรวจเลือดหรือปัสสาวะ เพื่อใช้วินิจฉัยอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์

การรักษา โรคไบโพลาร์

ไบโพลาร์ รักษา ได้หรือไม่ โรคไบโพลาร์เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถปรับสมดุลสารสื่อประสาทด้วยการใช้ยา เพื่อควบคุมความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง รวมถึงสามารถบำบัดเพื่อควบคุมอาการป่วยได้

อย่างไรก็ตามเมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น  ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง หรือจนกว่าแพทย์จะให้หยุดยา สิ่งสำคัญคือการพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ  หากขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยมีโอกาสกลับไปเป็นโรคซ้ำ หรืออาจมีอาการรุนแรงกว่าเดิม

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไบโพลาร์

อารมณ์แปรปรวน 2 ขั้วมักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเมื่อคนรอบข้างไม่เข้าใจ ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ตามมา  เกิดปัญหาครอบครัว ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน การเรียนแย่ลง หรืออาจส่งผลให้ผู้ป่วยติดเหล้าหรือติดยาเสพติด  อาจร้ายแรงถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย

นอกจากนี้ผู้ป่วยไบโพลาร์ยังมีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนป่วยเป็นโรคอื่น ๆ ได้ เช่น โรคทางจิต โรคหัวใจ โรคไมเกรน  โรคเบาหวาน  และโรคสมาธิสั้น

การป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อเป็น โรคไบโพลาร์

แม้ไม่มีวิธีป้องกันโรคไบโพลาร์อย่างได้ผลชัดเจน แต่สามารถป้องกันปัจจัยเสี่ยง และช่วยลดอาการรุนแรงของโรค รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ   ดังนี้

  • ดูแลร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง
  • หลีกเลี่ยงความเครียด ทำความเข้าใจกับปัญหาต่างๆ
  • หากพบว่าป่วย ควรเข้ารับการรักษา ปฏิบัติตัวและกินยาตามคำแนะนำของแพทย์
  • ปรึกษาแพทย์ทันที หากพบความผิดปกติจากการใช้ยา
  • ไม่หยุดยาเองเด็ดขาด รวมถึงพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด

แม้โรคไบโพลาร์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมโรคไม่ให้รุนแรง โดยการใช้ยาตามแพทย์ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเข้าใจของคนใกล้ชิดและครอบครัว จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติอย่างมีความสุขได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อสมิติเวช

สอบถามเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 4 จาก 5 จำนวนโหวต 6 โหวด

ผู้เขียน

นพ. พรรษ กรรณล้วน สรุป: สาขาจิตเวชศาสตร์ สาขาจิตเวชศาสตร์