แชร์ข้อความนี้

ไวรัสตับอักเสบบีกับภาวะตับอักเสบเรื้อรัง

shutterstock_325

ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อร่างกายของเราอย่างมาก หากตับเกิดการอักเสบหรือเสียหาย ตับก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติขึ้นกับสุขภาพของร่างกายเรา สาเหตุใหญ่อย่างหนึ่งที่ทำให้ตับของเราเกิดการอักเสบก็คือ ไวรัสตับอักเสบบี ปัจจุบันประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีโรคไวรัสตับอักเสบบีชุกชุมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่เราจะนำเสนอในวันนี้

โรคไวรัสตับอักเสบบีส่งผลอย่างไรต่อตับของเรา

ไวรัสตับอักเสบบี การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทำให้เกิดปฎิกิริยาต่อระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับเชื้อมีการอักเสบของเซลล์ตับและทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย หากติดเชื้อเป็นเวลานานกว่า 6 เดือนก็จะเรียกว่าภาวะตับอักเสบเรื้อรัง และการอักเสบเรื้อรังดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดพังผืดที่ตับ จากนั้นก็จะทำให้ตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด ซึ่งในบ้านเราพบว่าส่วนใหญ่ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งตับส่วนใหญ่ ประมาณร้อยละ 90 จะมีประวัติเป็นโรคไวรัสตับอักเสบมาก่อนทั้งสิ้น จึงกล่าวได้ว่าโรคไวรัสตับอักเสบบี ส่งผลโดยตรงต่อภาวะตับอักเสบเรื้อรัง รวมถึงเรื่องมะเร็งตับด้วย

ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อกันได้ทางไหนบ้าง

ไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อกันได้ 4 ช่องทางหลักๆ คือ

  1.  ทางเลือด โดยได้รับเชื้อจากการได้รับเลือดจากผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้ ปัจจุบันเราพบการติดต่อทางนี้น้อยลง เพราะเรามีการตรวจเลือดก่อนที่จะนำมาให้ผู้ป่วยเสมอ
  2.  ทางน้ำลาย การรับประทานอาหารร่วมกับคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี มีโอกาสจะติดต่อกันได้ (แต่โอกาสต่ำมาก)
  3.  ทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสจะติดโรคนี้ได้สูงถึงร้อยละ 30-50
  4.  จากมารดาสู่บุตร การติดต่อนี้จะมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้ในระหว่างคลอด จึงควรมีการตรวจเลือดมารดาในตอนที่ฝากครรภ์ ถ้าพบว่ามารดามีเชื้อโรคนี้อยู่ ควรให้วัคซีนและสารภูมิต้าน (อิมมูโนโกลบูลิน) แต่ทารกตั้งแต่แรกเกิดเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบีเป็นอย่างไร

ปัญหาสำคัญของไวรัสตับอักเสบบีคือในช่วงแรก คนไข้จะไม่มีอาการแสดงเลย แต่จะมีการดำเนินของโรคไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้ดูแลตนเอง หรือรับการรักษาจากแพทย์อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น และด้วยความที่ไม่รู้นี่เองที่ทำให้มีการแพร่เชื้อไปเรื่อยๆ อาการที่มีจะเป็นๆ หายๆ และอาจคล้ายกับอาการเจ็บป่วยอื่นๆ แต่ที่จะแสดงออกเด่นชัดก็คือ เบื่ออาหารนำมาก่อน มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน ต่อมามีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะเหลืองเข้ม ถ้ามีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองแล้วส่วนมากอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารก็มักจะดีขึ้นหรือหายไป ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่อันตรายของโรค บางคนอาจจะคิดว่าดีขึ้นจึงไม่ดูแลตนเอง แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นการดำเนินไปของโรค ซึ่งเป็นลักษณะของภาวะตับอักเสบเรื้อรังต่อมาหากผู้ป่วยมีภาวะตับอักเสบเรื้อรังนานจนเกิดตับแข็ง ก็อาจเริ่มมีอาการภาวะจากตับแข็ง เช่น ตาเหลือง ตัวเหลือง ท้องโต เลือดออกในทางเดินอาหารจากเส้นเลือดโป่งพอง อาการซึม ไม่รู้สึกตัว เกิดภาวะตับวายและเสียชีวิตในที่สุด

หากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีควรทำอย่างไร

สิ่งที่คุณต้องเข้าใจก่อนเลยก็คือว่าไวรัสตับอักเสบบี ไม่มียารักษาให้หายขาด แต่ปัจจุบันเรามียาหรือวัคซีนที่สามารถควบคุมเชื้อไวรัสไม่ให้ลุกลามหรือแพร่กระจาย แม้ไม่ได้รักษาโดยตรงแต่ก็ช่วยลดความเสียหายของตับและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งตับได้ ซึ่งเรียกได้ว่าประสิทธิภาพในการรักษาไวรัสตับอักเสบบีดีมากขึ้นกว่าเดิมมาก แต่แพทย์อาจจะไม่ได้ให้ยากับผู้ป่วยทุกราย เพราะการรักษาโรคนี้แพทย์จะทำการพิจารณาผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป ถ้าเป็นรายที่มีเชื้อแต่ไม่ปรากฏอาการ ตับไม่ได้รับความเสียหาย กรณีเหล่านี้แพทย์ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยา และสิ่งที่คุณควรจะทำก็คือ พักผ่อนให้มาก ดูแลสุขภาพให้ดี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์ทุกชนิด งดสูบบุหรี่ พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้ากรณีเป็นเรื้อรัง แพทย์ก็จะมีการให้ยารักษา สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ อย่าเครียด ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี พยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติสุขมากที่สุดและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทุกชนิด และหมั่นมาพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพของตับอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันตับแข็งและมะเร็งตับที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

สิ่งที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับโรคทุกชนิดก็คือ การป้องกัน หากคุณต้องการหยุดการแพร่ของไวรัสตับอักเสบบี การฉีดวัคซีนเป็นคำตอบของเรื่องนี้ เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวของคุณและคนใกล้ชิดในการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 3.22 จาก 5 จำนวนโหวต 9 โหวด

ผู้เขียน

พญ. ปิตุลักษณ์ อัศวกุล สรุป: สาขาอายุรศาสตร์ สาขาอายุรศาสตร์