แชร์ข้อความนี้

ไขมันพอกตับ “Fatty Liver”

shutterstock_273

ธรรมชาติสร้างสมดุลให้กับร่างกายของคนเราทั้ง ตับ ไต ไส้ พุง อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายล้วนทำหน้าที่ของตัวเองให้สอดคล้องกันไปอย่างเป็นระบบ หากแต่การใช้ชีวิตของตัวเราเองที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุล เอาแต่ใช้แต่ไม่ซ่อมบำรุง ก็มีแต่จะชำรุดเสียหาย ยิ่งในปัจจุบันมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย จนแทบไม่ต้องขยับไปไหน เพียงนั่งแล้วกดรีโมททุกอย่างก็ทำงาน อีกทั้งขนมนมเนย สารพัดจะให้เลือกรับประทาน

วิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบันเช่นนี้ เป็นปัจจัยส่งเสริมให้คนเรามีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สำคัญในการควบคุมระดับนํ้าตาลในร่างกาย จนบางคนเกิดไขมันคั่งสะสมในตับ ปัจจุบันจึงพบคนไทยเป็นโรคไขมันคั่งสะสมในตับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นโรคร้ายที่มักถูกมองข้ามเนื่องจากผู้ป่วยไม่มีอาการให้เห็นจากภายนอก ดูเหมือนอ้วนถ้วนสมบูรณ์ดี ซึ่งถือเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างมาก หากปล่อยให้ไขมันคั่งสะสมในตับอาจเป็นสาเหตุนำไปสู่โรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ อันตรายของไขมันสะสมในตับ ซึ่งในปัจจุบันพบว่ากว่าร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคอ้วน มีภาวะไขมันคั่งสะสมในตับ

ตับ เป็นเสมือนโรงงานเคมีในร่างกายสร้างและควบคุมเมตาโบลิซึม สารอาหารที่สำคัญทั้งคาร์โบไฮเดรท ไขมัน และโปรตีน ทำหน้าที่สะสมพลังงาน กำจัดสารพิษ ช่วยสร้างน้ำดีและโปรตีนที่สำคัญๆ ของร่างกาย ช่วยย่อยไขมัน โดยธรรมชาติตับของเราจะมีสีน้ำตาลแดง หากตับมีภาวะความเสี่ยงที่มีไขมันสะสมจะเริ่มกลายเป็นสีขาว เนื่องจากมีไขมันคั่งอยู่ในตับ

กลไกการเกิดไขมันสะสมในตับ

ภาวะดื้อต่ออินซูลินเป็นปัจจัยสำคัญในการก่อให้เกิดไขมันคั่งสะสมในตับ ภาวะดื้ออินซูลินนี้ พบในคนที่มี Metabolic syndrome ได้แก่ คนอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง, เบาหวาน ชนิด 2, ไขมันในเลือดสูง, ความดันโลหิตสูง เนื่องจากอินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย ในคนปกติเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาล ตับอ่อนจะผลิตและหลั่งอินซูลินออกมามากขึ้น เพื่อให้อินซูลินออกฤทธิ์ที่ตับ ให้กล้ามเนื้อและเซลล์ไขมันใช้น้ำตาล แต่ในภาวะดื้อต่ออินซูลิน จะทำให้เซลล์ต่างๆ ไม่ตอบสนอง ทำให้ไขมันคั่งสะสมในตับ

ภาวะไขมันคั่งสะสมในตับแบ่งได้เป็น 4 ชนิด ชนิดที่ 1 และ 2 จะมีแต่ไขมันคั่งสะสมในเซลล์ตับอย่างเดียว หรือมีอาการของตับอักเสบเพียงเล็กน้อย ชนิดที่ 3 และ 4 จะมีอาการอักเสบของตับมากขึ้น ร่วมกับมีเซลล์ตับบวมแตกตาย (Ballooning degeneration) หรือมีผังผืดร่วมด้วย พบว่าผู้ป่วยไขมันคั่งสะสมในตับ ชนิด 3 และ 4 จะมีการดำเนินโรคจนเกิดตับแข็งได้ถึงร้อยละ 22 และ 28 ในระยะเวลา 10 ปี ตามลำดับ และสามารถเกิดมะเร็งตับซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีการเรียกชื่อไขมันคั่งสะสมในตับชนิด 3 และ 4 ว่า Non-Alcoholic SteatoHepatitis หรือเรียกชื่อย่อว่า NASH เพื่อช่วยเตือนให้แพทย์และผู้ป่วยให้ความสนใจและรับการรักษาที่เหมาะสมรวมทั้งติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ภาวะไขมันคั่งสะสมในตับยังมีผลต่อโรคอื่นด้วย เช่น ทำให้ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง มีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็งมากขึ้น เร็วขึ้น และตอบสนองต่อการรักษาโรคได้น้อยลง มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดหัวใจได้มากกว่าคนทั่วไป 2.4 เท่า เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้มากขึ้น เป็นต้น

การวินิจฉัยไขมันคั่งสะสมในตับ

ทางคลินิกมักจะอาศัยดูลักษณะกลุ่มโรค Metabolic syndrome คือ อ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีค่า HDL ต่ำ และความดันโลหิตสูง ร่วมกับดูว่าไม่มีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดไขมันคั่งสะสมในตับ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยไขมันคั่งสะสมในตับอาจจะไม่มีลักษณะของ Metabolic syndrome ในช่วงเวลาที่มาพบแพทย์ ที่สำคัญคือ สุรา เป็นสาเหตุของไขมันคั่งสะสมในตับที่พบได้บ่อย ดังนั้นต้องแยกให้ได้ก่อนว่าผู้ป่วยไม่ได้ดื่มสุรา หรือดื่มปริมาณน้อยกว่าที่จะทำให้เกิดโรคตับ
ระดับปริมาณการดื่มสุราขั้นต่ำที่จะทำให้เกิดโรคตับคือ 20 กรัมต่อวันในผู้หญิง หรือ 40-60 กรัม ต่อวันในผู้ชาย หรือวิธีคำนวณง่ายๆ คือ การดื่มสุราน้อยกว่า 14 ยูนิตต่อสัปดาห์ จะไม่ทำให้เกิดโรคตับในคนปกติที่ไม่มีโรคตับอย่างอื่นร่วม สุรา 1 ยูนิต โดยประมาณจะใกล้เคียงกับเบียร์ 1 กระป๋อง, ไวน์ 1 แก้ว, วิสกี้ 1 ฝา

ในการตรวจทางห้องปฏิบัติการ สามารถทำได้หลายวิธีคือ อัลตร้าซาวด์ ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกจะทำให้เห็นตับขาวขึ้นกว่าปกติ แต่มีความไวไม่มาก เห็นลักษณะไขมันคั่งสะสมในตับเมื่อมีระดับมากกว่าร้อยละ 30 แต่การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือ เอกซเรย์คลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) จะสามารถตรวจพบไขมันคั่งสะสมในตับได้ ตั้งแต่ร้อยละ 5-10 ใน MRI รุ่นใหม่สามารถวัดปริมาณไขมันในตับทางอ้อมได้อีกด้วย นอกจากนี้ในปัจจุบันมีการใช้เครื่อง Fibroscan ซึ่งใช้วัดผังผืดในตับได้ด้วยว่ามีมากน้อยแค่ไหน

การรักษา

ยาที่ใช้ในการรักษาที่สำคัญคือ ยากระตุ้นความไวอินซูลินในกรณีที่มีเบาหวาน หรือมีภาวะดื้ออินซูลิน เช่น กลุ่มยา Metformin ยาลดไขมันในเลือดในกรณีผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ในกรณีที่ยังมีการอักเสบของตับ แพทย์จะพิจารณาให้ยาที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ เช่น พวก Antioxidants

ผู้ป่วยไขมันคั่งสะสมในตับ ควรติดตามดูแลรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูการตอบสนองต่อการรักษา เฝ้าระวังการดำเนินของโรค และติดตามดูโรคอื่นใน Metabolic syndrome ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

หัวใจสำคัญในการรักษาไขมันคั่งสะสมในตับ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่น้ำหนักเกิน ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย งดแป้งและน้ำตาล ทานอาหารที่มีกากใยสูง ผลไม้ควรเป็นชนิดที่หวานน้อย เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ทานโปรตีนที่ดีแต่ไขมันไม่สูง สัตว์ทะเลที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลม่อน ปลาซาดีน ถั่วเหลือง ในกรณีโปรตีนจากสัตว์ควรเป็นเนื้อแดง ทางที่ดีควรรับประทานด้วยวิธี ต้ม นึ่ง ถ้าจะให้ดีควรใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหาร

สำหรับคนที่ดื่มกาแฟ การศึกษาพบว่า กาแฟมีฤทธิ์เป็น Antioxidant แต่ควรดื่มกาแฟดำ ไม่ใส่ครีมและน้ำตาล สำหรับผู้ป่วยไขมันคั่งสะสมในตับไม่ควรดื่มสุราเด็ดขาด เพราะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมากขึ้น ถึงแม้จะดื่มในปริมาณน้อยกว่าระดับที่ทำให้เกิดโรคตับก็ตาม

“ภาวะไขมันคั่งสะสมในตับเป็นเสมือนภัยที่แฝงอยู่ในร่างกายแบบไม่รู้ตัว แรกๆ จะไม่มีอาการแสดงให้ทราบ อาจตรวจพบด้วยความบังเอิญจากการตรวจสุขภาพทั่วไป จากค่าเอ็นไซม์ตับที่สูงผิดปกติ ใครที่ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีก็มักโชคดีที่ไม่ต้องรู้เมื่อสาย แต่มีอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถรู้ได้เลยพราะไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี และหากปล่อยปละละเลยไม่สนใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็จะเป็นหนทางนำไปสู่ภัยร้ายได้นะครับ”

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 3.13 จาก 5 จำนวนโหวต 8 โหวด

ผู้เขียน

รศ.นพ. ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ สรุป: สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร