แชร์ข้อความนี้

เหนื่อยหอบขณะออกกำลังกายหรือจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือด?

HIGHLIGHTS:

  • แน่นหน้าอกแล้วร้าวมาที่กราม หัวไหล่และต้นแขน โดยเฉพาะทางด้านซ้าย อาการสัมพันธ์กับการออกแรง หรือออกกำลังกาย อาจเป็นอาการของภาวะหัวใจขาดเลือด
  • เจ็บแน่นหน้าอก ร่วมกับมีอาการใจสั่น เหนื่อยง่าย ขาบวม หน้ามืด เป็นลม ควรหยุดออกกำลังกายทันที
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test – EST) เป็นการตรวจเบื้องต้นเพื่อคัดกรองโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

 

โรคหัวใจขาดเลือด

ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่จู่ ๆ วันหนึ่งเกิดเหนื่อยง่าย หอบขึ้นมา แถมเจ็บหน้าอกด้านซ้าย อาการเหล่านี้อาจจะเป็นสัญญาณอันตรายของโรคหัวใจขาดเลือด

แน่นหน้าอกแบบไหนคือหัวใจขาดเลือด

ภาวะหัวใจขาดเลือดมักเกิดขึ้นฉับพลัน ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ผู้ป่วยบางรายตอนกลางวันใช้ชีวิตปกติ พอตกเย็นไปวิ่งออกกำลังกายแล้วเกิดอาการแน่นหน้าอก ใจสั่น เหนื่อยง่าย ขาบวม หน้ามืด เป็นลม โดยอาการแน่นหน้าอกดังกล่าวเกิดขึ้นด้านซ้าย แล้วร้าวไปที่หัวไหล่และต้นแขนซ้าย หรือลงไปถึงลิ้นปี่ แต่ไม่ถึงสะดือ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ขณะออกกำลังกายควรหยุดออกกำลังกายทันที รีบไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ และพิจารณารับการตรวจเพิ่มเติม

สัญญาณเตือนหัวใจขาดเลือด

ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำและนักกีฬาส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเหนื่อย หอบ หมดแรง หายใจติดขัด หรือแน่นหน้าอก อาจเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นจากการออกกำลังกายหักโหมหรือเสียเหงื่อมาก แต่บางครั้งอาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนภัยของโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองภาวะหัวใจขาดเลือด เช่น

  1. มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ
  2. มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด เช่น เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่
  3. นักกีฬาอาชีพหรือผู้ที่ออกกำลังกายจริงจัง และนักวิ่งมาราธอน

หากสงสัยว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดสามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคหัวใจได้ดังนี้

การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย คือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกายด้วยการวิ่งสายพาน หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “วิ่งสายพาน” เพื่อตรวจสอบว่าขณะที่ร่างกายต้องออกแรงอย่างหนักนั้น กล้ามเนื้อหัวใจมีการขาดเลือดหรือไม่

EST สามารถคัดกรองโรคหัวใจขาดเลือดในเบื้องต้น โดยดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทั้งจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ (Arrhythmia) และการขาดเลือดของหัวใจขณะออกกำลังกายเต็มที่ (มากกว่า 80% ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจตามอายุ) ระหว่างการวิ่งสายพานนั้นแพทย์จะเฝ้าดูอาการของคนไข้ว่ามีอาการเจ็บหน้าอกด้วยหรือไม่

การเตรียมตัวก่อนตรวจสมรรถภาพหัวใจ

  • ควรงดรับประทานอาหารมื้อหนัก หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ก่อนการทดสอบ โดยสามารถรับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก
  • ควรสอบถามแพทย์ถึงยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำ ว่าควรหยุดก่อนการทดสอบหรือไม่ เช่น ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาความดันโลหิต เป็นต้น

ขั้นตอนการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงขณะออกกำลังกาย มีความคล้ายคลึงกับการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย แต่มีการเพิ่มเติมด้วยการใช้เอคโค่ (Echocardiogram ) หรือ อัลตร้าซาวด์หัวใจร่วมด้วย เพื่อดูการบีบตัวที่น้อยลงของกล้ามเนื้อบริเวณนั้นได้ทันทีหากมีอาการขาดเลือด โดยทั่วไปใช้เวลาตรวจประมาณ 30 – 45 นาที การตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูงสามารถตรวจได้โดยไม่มีผลข้างเคียง จึงไม่ต้องกังวลใด ๆ


ดูแลอย่างไรให้ห่างไกล “โรคหัวใจขาดเลือด”

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรเลือกรับประทานโปรตีนจากปลา หรือเนื้อไก่ไม่ติดหนัง รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง อย่างผัก ผลไม้ และลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น เนื้อแดง อาหารทอด
  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งเน้นการทำงานของปอดและหัวใจ ให้ได้อย่างน้อย สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาทีขึ้นไป
  • งดสูบบุหรี่
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หมั่นมาตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำทุกปี

แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะเจริญก้าวหน้าและสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นก็ตาม แต่การดูแลตัวเองเบื้องต้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ

คุณสามารถตรวจสอบความเสี่ยงด้วยตนเองได้ที่

Reference Heart


โปรแกรมที่เกี่ยวข้อง

Fit For Life Checkup

โปรแกรมทดสอบและวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา


บทความที่เกี่ยวข้อง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 4.35 จาก 5 จำนวนโหวต 26 โหวด

ผู้เขียน

นพ. ไพฑูรย์ จองวิริยะวงศ์ สรุป: สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ