แชร์ข้อความนี้

โรคหัด

HIGHLIGHTS:

  • โรคหัดเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจและคนที่เป็นโรคหัด 1 คนสามารถแพร่กระจายเชื้อโรคไปยังคนอื่นได้ถึง 15 คน
  • ลักษณะอาการแสดงที่สำคัญของโรคหัด คือ มีไข้สูง มีน้ำมูก ตาแดง และมีผื่นสีแดงขึ้นตั้งแต่ไรผม ตามลำตัวจนถึงเท้า โรคนี้ยังส่งผลให้มีภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • โรคหัดสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนเพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน

 

หลายคนอาจคิดว่าโรคหัดจะเป็นโรคที่พบได้เฉพาะเด็กเท่านั้นแต่ความจริงแล้ว โรคหัดสามารถเป็นได้ทุกคน ทุกช่วงวัยไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นโรคที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ติดต่อจากระบบทางเดินหายใจ โรคหัดจะมีอาการรุนแรงมากกว่าโรคไข้หวัดทั่วไป ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เป็นอันตรายอาจส่งผลให้พิการหรือเสียชีวิตได้

กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัด กลุ่มแรกคือ เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค หากติดเชื้อจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตได้มากที่สุด  กลุ่มที่สองได้แก่หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับวัคซีน หากได้รับเชื้อมีโอกาสแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้ อีกกลุ่มที่เสี่ยงคือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ที่ขาดสารอาหาร อาการป่วยจะรุนแรงและอันตรายกว่าผู้ที่ร่างกายแข็งแรง

สาเหตุของโรคหัด

โรคหัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสหัด (Measles virus) โดยไวรัสจะแพร่กระจายจากคนสู่คนเท่านั้น และติดต่อจากการหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่เข้าไปในร่างกายหรือการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วยที่เป็นโรคหัด เชื้อไวรัสหัดเป็นเชื้อที่สามารถแพร่กระจายได้ค่อนข้างง่าย โดยคนไข้ที่เป็นโรคหัด 1 คนสามารถแพร่กระจายไปยังคนอื่นๆ ได้ถึง 15 คน

อาการของโรคหัด

อาการของโรคหัดมักนำด้วยการมีไข้สูง และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีน้ำมูก ไอ ตาแดง พบจุดสีเทาขาวบริเวณกระพุ้งแก้มตรงข้ามกับฟันกรามซี่ใน โดยจะขึ้นในช่วง 2-3 วัน ที่เป็นโรค หลังจากนั้นจะหายไป นอกจากนี้จะมีผื่นเป็นปื้นสีแดงซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคหัดขึ้น หลังจากเป็นไข้แล้ว 3-4 วัน โดยผื่นจะขึ้นจากบริเวณไรผม มาที่หน้า ลำตัว แขน และลงมาที่ขา แต่เมื่อใดที่ผื่นเหล่านี้ลงมาถึงบริเวณเท้าแล้วไข้ก็จะหายไป

การวินิจฉัยโรคหัด

เบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยจากอาการที่กล่าวมา และทำการเจาะเลือด เพื่อตรวจดูภูมิคุ้มกันต่อโรคหัด ซึ่งสามารถตรวจดูได้ว่า เป็นการติดเชื้อไวรัสในปัจจุบัน หรือเป็นการติดเชื้อไวรัสในอดีตที่เคยมีภูมิคุ้มกันแล้ว แต่ทั้งนี้เราไม่สามารถแยกได้ว่าภูมิคุ้มกันที่มีนั้นเกิดจากการติดเชื้อในอดีตหรือการฉีดวัคซีน

โรคหัดอาจส่งผลให้มีภาวะแทรกซ้อน เช่น สมองอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อแก้วหูอักเสบ ภาวะท้องร่วงท้องเสีย ซึ่งอาจเป็นอันตรายอาจส่งผลต่อชีวิตได้

การรักษาโรคหัด

การรักษาโรคหัดยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งทางการแพทย์แนะนำว่าควรได้รับวิตามินเอ เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนของโรคหัด และการรักษาตามอาการ หากมีไข้จะเช็ดตัวและให้ยาลดไข้ ให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ และต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัด ไม่ควรออกไปตามสถานที่สาธารณะ  เด็ก ๆ ไม่ไปโรงเรียน เป็นเวลาอย่างน้อย  4 วันหลังจากผื่นเริ่มปรากฏเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

การป้องกันโรคหัด

การป้องกันโรคหัดสามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีน สำหรับเด็กโดยทั่วไปจะได้รับวัคซีน 2 เข็ม เป็นวัคซีนรวมโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม เข็มแรกจะฉีดตอนอายุ 9-12 เดือน เข็มที่สองจะฉีดตอนอายุ 2 ขวบ – 2 ขวบครึ่ง สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน สามารถรับวัคซีนได้ 2 เข็ม โดยเว้นช่วงการรับวัคซีนแต่ละรอบให้ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน อย่างไรก็ตาม วัคซีนป้องกันโรคหัดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น มีไข้ หรือมีอาการผื่นขึ้นคล้ายผื่นโรคหัดและหายไปเอง

 


โปรแกรมที่เกี่ยวข้อง

วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม


บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อสมิติเวช

สอบถามเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 5 จาก 5 จำนวนโหวต 19 โหวด

ผู้เขียน

พญ. วิริยาภรณ์ จันทร์รัชชกูล สรุป: สาขากุมารเวชศาสตร์ อนุสาขากุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ