แชร์ข้อความนี้

อย่ากังวลกับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ คุณชนะได้ถ้าไม่ยอมแพ้

colon-cancer

ในทุกวันนี้โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จัดว่าเป็นมะเร็งที่พบได้เป็นลำดับ 3 ของทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย พบในเพศชาย เป็นลำดับ 2 และเพศหญิง เป็นลำดับ 3 (ข้อมูลในปี 2012) ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากขาดความรู้และวิธีการดูแลป้องกัน

นายแพทย์ ธวัช มงคลพร แพทย์อายุรกรรม โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไว้ว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตในลำดับต้นๆ ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด อุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งและอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในประเทศไทย พบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่มากเป็นลำดับที่ 4 หรือพบผู้ป่วยรายใหม่ 11,496 ราย/ปี อัตราการเสียชีวิต 6,845 ราย/ปี รองจาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด และ มะเร็งเต้านม ตามลำดับ

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่เซลล์ปกติในลำไส้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างไม่หยุดยั้งจนควบคุมไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจใช้เวลาเป็นปี ในระยะแรกๆ เซลล์อาจเป็นเพียงแค่เนื้องอกธรรมดา แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำการรักษาหรือตัดทิ้ง เนื้องอกนี้ก็อาจจะลุกลามกลายเป็นมะเร็งได้ในที่สุด สาเหตุของการเกิดโรคนั้น ยังไม่ทราบสาเหตุอย่างแน่ชัด แต่อุบัติการณ์หรือโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จะเพิ่มขึ้นตามอายุปกติจะพบน้อยในคนอายุไม่ถึง 40 ปี แต่คนที่อายุ 50 ปี ขึ้นไปแล้วจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แต่ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าคนที่อายุน้อยกว่า 50 ปี จะไม่มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ จากสถิติในการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยจะพบว่าจำนวน 1 ใน 7 ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่อายุน้อยกว่า 50 ปี นั่นแสดงว่าคนที่อายุไม่ถึง 50 ปี ก็มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน ส่วนปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ได้แก่ ได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรม มีประวัติญาติในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มีประวัติเป็นลำไส้อักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนานเกิน 7 ปี มีประวัติพบเนื้องอก (Polyps) ในลำไส้ เคยเป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก และมะเร็งเต้านม การไม่ออกกำลังกายและความอ้วน อีกทั้งการสูบบุหรี่ก็มีผลเช่นกัน

ส่วนอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น นายแพทย์ ธวัช มงคลพร ให้ข้อมูลว่า ในบางครั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจไม่มีอาการผิดปกติบ่งชี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือบางครั้งอาการที่พบอาจคล้ายกับอาการของโรคอื่น ดังนั้น ถ้าเริ่มมีความผิดปกติอย่างเช่น ท้องเสีย ท้องผูก หรือรู้สึกท้องอืด มีอาการเลือดปนมาในอุจจาระ มีเลือดออกทางทวารหนัก ปวดถ่ายอุจจาระบ่อย ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อุปนิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไป อ่อนเพลียอ่อนแรง และมีอาการติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป ขอแนะนำว่าให้รีบมาพบแพทย์ หลังจากนั้นแพทย์ก็จะทำการตรวจวินิจฉัยคัดกรองโรค โดยนำนวัตกรรมเทคนิคการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร (Narrow Band Image International Colorectal Endoscopic Classification–NICE) มาช่วยในการตรวจวินิจฉัยและคัดกรอง ซึ่งทำให้แพทย์สามารถพบความผิดปกติของผิวเยื่อบุได้ในระยะเริ่มแรกแม้ก้อนเนื้อยังไม่นูนขึ้นมา ซึ่งเทคโนโลยีการรักษาที่นำมาใช้นี้ช่วยทำให้การวินิจฉัยและการรักษาแม่นยำมากขึ้น หากตรวจพบความผิดปกติของลำไส้ก็สามารถตัดชิ้นเนื้อที่ผิดปกติได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนั้นทางโรงพยาบาลสมิติเวชและเครือสมิติเวชยังมีเทคนิคที่ใช้ในการตัดติ่งเนื้อจากลำไส้ใหญ่หรือกระเพาะอาหารโดยการตัดออกทั้งชิ้น ผ่านทางกล้องที่เรียกว่า EMR (Endoscopic Mucosal Resection) และ ESD (Endoscopic Submucosal Dissection) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการผ่าตัดแบบ MIS (Minimal Invasive surgery) ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบเจ็บน้อย เพราะมีการเจาะผ่านเนื้อเยื่อร่างกายน้อยมาก

นอกจากนั้นคุณหมอยังแนะนำการดูแลตนเองหลังการรักษาอีกด้วยว่า ควรรับประทานผัก ผลไม้หรืออาหารที่มีกากใยให้มาก ๆ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันและแคลอรี่สูง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น มะเร็งลำไส้ใหญ่แม้จะเป็นภัยเงียบที่มีความอันตรายแต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เราสามารถรักษาและเอาชนะได้ คุณจึงไม่ต้องกังวล ขอเพียงเราไม่ยอมแพ้ต่อโรคภัยเสียอย่าง โรคภัยก็ทำอะไรเราไม่ได้ โรงพยาบาลสมิติเวชจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ต้านภัย “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ด้วยแคมเปญ Blue Ribbon, Stop Colon Cancer ซึ่งจะเป็นการรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของโรค รับรู้ถึงการดูแลสุขภาพและวิธีการป้องกัน หวังให้ทุกคนปลอดภัยห่างไกลจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขอให้ทุกคนตระหนักอยู่เสมอว่าการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ชีวิตห่างไกลจากโรค และ ชีวิตก็จะมีความสุขมากขึ้น

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 2.50 จาก 5 จำนวนโหวต 8 โหวด

ผู้เขียน

นพ. ธวัช มงคลพร สรุป: สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร