แชร์ข้อความนี้

ไขมันพอกตับ โรคฮิตของคนยุคใหม่

โดยปกติไขมันในร่างกายจะเป็นแหล่งพลังงาน เมื่อไหร่ที่เกิดการอดอาหาร ร่างกายก็จะดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยแหล่งที่เก็บไขมันในร่างกาย จะมีอยู่ 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ หน้าท้องหรือที่พุง และอีกแหล่งซึ่งเป็นแหล่งที่ใหญ่ก็คือที่ตับ ไขมันที่ตับนี่นับว่าเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุด หากเกิดการสะสมของไขมันที่ตับมากๆ ก็จะเกิดภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งไขมันนั้นก็เกิดมาจากการที่เราทานอาหารไขมันสูง ดื่มแอลกฮอล์นั้นเอง ซึ่งถ้าเกิดภาวะไขมันพอกตับก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ และเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ

ไขมันพอกตับ อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา

หากมีภาวะของไขมันพอกตับ คือการสะสมของไขมันเข้าไปในเซลล์ตับต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อตับได้และส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกายตามมา ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่างๆ อาจเป็นโรคที่เป็นอยู่เดิม เช่น

  • โรคเบาหวาน
  • ตับอักเสบจากไวรัสชนิดต่างๆ
  • โรคอ้วน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • ความดัน โลหิตสูง
  • หลอดเลือดหัวใจตีบ

หากมีการอักเสบของตับเป็นเวลานาน ก็ส่งผลให้เกิดการทำลายของเซลล์ตับและการมีแทนที่ด้วยพังผืด จนในที่สุดจะทำให้เกิดตับแข็ง ไขมันพอกตับ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งตับได้

ไขมันพอกตับ อาการ เป็นอย่างไร

สำหรับอาการของโรคไขมันพอกตับนั้น เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงเพราะ ส่วนใหญ่ในระยะแรกๆ ของโรค นั้นไม่แสดงอาการ หรือหากมีอาการก็อาจเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงมากพอที่จะบ่งบอกโรคได้ เช่น

  • อ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้เล็กน้อย
  • รู้สึกตึงบริเวณใต้ชายโครงขวา

เนื่องจากโรคที่เกี่ยวกับตับนั้น เป็นโรคที่มีการดำเนินโรคค่อนข้างช้าไม่ใช่ว่าใช้เวลาแค่ 1 หรือ 2 ปีจะเกิดปัญหา แต่ต้องใช้เวลานานกว่าโรคไขมันพอกตับจะดำเนินไปอีกขั้น โดยส่วนใหญ่การตรวจพบโรคไขมันพอกตับจึงมักพบเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจทางการแพทย์ด้วยเหตุผลอื่นๆ ซึ่งในบางรายพอเริ่มตรวจพบไขมันพอกตับก็อาจกลายเป็นภาวะตับแข็งแล้วก็เป็นได้

เราสามารถป้องกัน วินิจฉัยว่ามีไขมันพอกตับหรือไม่ได้อย่างไร ?

การตรวจวินิจฉัยภาวะ ไขมันพอกตับ อาการ ไขมันสะสมในตับ ทำได้โดยการตรวจเลือด ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน หรือการตรวจวัดปริมาณ ไขมันในตับ ซึ่งในปัจจุบันไม่จำเป็นที่ต้องตรวจโดยการเจาะตรวจเนื้อตับแล้ว เนื่องจากสามารถใช้การตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษเพื่อเปรียบเทียบปริมาณ ไขมันในตับ ได้ที่เรียกว่า ( Fibro Scan-CAP)

ใครบ้างที่ควรตรวจไฟโบรสแกน?

  • ผู้ป่วยโรคตับที่มีผลเลือดค่าการทำงานตับ AST/ALT มากกว่า 1 เพราะมีโอกาสเป็นโรคตับแข็ง
  • มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี
  • ดื่มเหล้าเป็นเวลานาน
  • ทานยา หรือสมุนไพร ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งจะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับมากกว่าคนปรกติ ถึง 4 เท่า
  • อ้วนลงพุง หรือน้ำหนักเกิน
  • กลุ่มภาวะไขมันพอกตับที่อายุมากกว่า 45 ปี

ข้อดีของการตรวจตรวจตับด้วยไฟโบรสแกน (Fibro Scan)

  • ตรวจง่าย ได้ผลเร็ว
  • ไม่ได้รับความเจ็บปวดใดๆ
  • สามารถช่วยวินิจฉัยผู้ที่เป็นตับแข็งในระยะเริ่มแรก
  • เพื่อติดตามผล และประเมินระดับความรุนแรงของตับแข็ง และช่วยในการวางแผนรักษาไขมันพอกตับต่อไป
  • อาจใช้แทนการเจาะเนื้อตับในผู้ป่วยที่มีข้อห้าม หรือปฎิเสธการเจาะตับ
  • ประเมินปริมาณไขมันสะสมในตับสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคไขมันเกาะตับ (Fatty Liver) ได้พร้อมกันภายในครั้งเดียว

เพราะภาวะไขมันพอกตับเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ เราจึงควรดูแลสุขภาพร่างกาย โดยการควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ควบคุมอาหารและออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล เพื่อป้องกันการเกิดภาวะไขมันพอกตับ


ข้อมูลศูนย์บริการ : สถาบันโรคตับและระบบทางเดินอาหาร

สถาบันตับและระบบทางเดินอาหาร

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 2.71 จาก 5 จำนวนโหวต 17 โหวด

ผู้เขียน

นพ. อนุพงศ์ ตั้งอรุณสันติ สรุป: สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร