แชร์ข้อความนี้

ภาวะเลือดออกในหญิงตั้งครรภ์

HIGHLIGHTS:

  • ภาวะเลือดออกในขณะตั้งครรภ์เกิดจากหลายสาเหตุและพบได้ในทุกระยะของการตั้งครรภ์
  • สาเหตุที่ทำให้เลือดออกในการตั้งครรภ์ระยะแรก ได้แก่ การติดเชื้อ การแท้ง การตั้งครรภ์นอกมดลูก
  •  การตั้งครรภ์ที่เลือดออกมากเป็นภาวะที่รุนแรงอาจเกิดจากความผิดปกติของรก หรือ การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด

ภาวะเลือดออกในขณะตั้งครรภ์

ภาวะเลือดออกในขณะตั้งครรภ์

ภาวะเลือดออกในขณะตั้งครรภ์เกิดจากหลายสาเหตุ อาจเกิดขึ้นในระยะแรกจนถึงระยะหลังของการตั้งครรภ์ภาวะเลือดออกในระยะแรกพบได้บ่อยและไม่รุนแรง แต่ภาวะเลือดออกในระยะหลังมีความรุนแรงมากกว่า ถ้ามีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ไม่ว่าระยะใด แนะนำให้รีบไปพบสูตินรีแพทย์

ภาวะเลือดออกในขณะตั้งครรภ์พบได้บ่อยหรือไม่?

เลือดออกในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์จะพบได้ประมาณ 15-25%ของสตรีตั้งครรภ์   เลือดออกเล็กน้อยหรือกระปริบกระปรอยสามารถเกิดขึ้นได้ภายหลังการปฏิสนธิ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งเกิดจากการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิในมดลูก  บริเวณปากมดลูกอาจจะมีเลือดออกได้ง่ายในระหว่างการตั้งครรภ์เนื่องจากมีเส้นเลือดเพิ่มขึ้น  ภาวะเลือดออกจะพบไม่บ่อยจากการมีเพศสัมพันธ์ การตรวจ pap smear หรือ การตรวจภายใน

 

1.สาเหตุที่ทำให้เลือดออกในการตั้งครรภ์ระยะแรกคืออะไร ?

สาเหตุภาวะเลือดออกในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก ได้แก่ การติดเชื้อ การแท้งในระยะแรก(Early pregnancy loss) การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy)

 

การแท้งในระยะแรก (Early pregnancy loss) คืออะไร ?

คือการเสียชีวิตในครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 13 สัปดาห์ พบได้ประมาณ 10 % ของการตั้งครรภ์

อาการที่พบได้ คือ ภาวะเลือดออกและปวดหน่วงท้องน้อย แต่ประมาณครึ่งหนึ่งของคนที่แท้งอาจจะไม่มีประวัติเลือดออกนำมาก่อนได้  ถ้ามีภาวะแท้งในระยะแรก อาจจะมีชิ้นเนื้อบางส่วนเหลือค้างอยู่ภายในมดลูก ซึ่งสามารถรอให้ชิ้นเนื้้อหลุดออกมาโดยธรรมชาติ หรือใช้ยา หรือการขูดชิ้นเนื้อทางโพรงมดลูกได้

 

การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy) คืออะไร ?

การตั้งครรภ์นอกมดลูก เกิดจากการที่ไข่ที่ได้รับปฏิสนธิแล้วไม่สามารถฝังตัวภายในมดลูก แต่ไปฝังตัวที่ท่อนำไข่ ถ้าท่อนำไข่แตกจะทำให้มีเลือดออกในช่องท้อง ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เป็นลม ปวด ช๊อค และเสียชีวิต

การมีเลือดออกทางช่องคลอดเป็นอาการหนึ่งของการตั้งครรภ์นอกมดลูก อาการอื่นๆได้แก่ ปวดท้อง ปวดท้องน้อย หรือปวดไหล่ อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะทราบว่าตั้งครรภ์  ถ้าสังเกตว่ามีอาการดังที่กล่าวมาให้ไปพบแพทย์ การตั้งครรภ์จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ รักษาโดยการใช้ยาหรือการผ่าตัด

 

2.สาเหตุที่ทำให้เลือดออกในการตั้งครรภ์ระยะหลัง คืออะไร ?

ปัญหาที่พบได้บ่อยที่ทำให้มีเลือดออกเล็กน้อย คือ การอักเสบ หรือการขยายขนาดของปากมดลูก การที่เลือดออกมากเป็นภาวะที่รุนแรงกว่า  ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติของรก หรือ การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด      ถ้ามีเลือดออกในการตั้งครรภ์ระยะหลัง แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที

ความผิดปกติของรกที่ทำให้มีเลือดออกในการตั้งครรภ์ระยะหลัง คืออะไร ?

  •  ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental abruption) คือ ภาวะที่รกลอกตัวก่อนการคลอด อาการส่วนใหญ่ที่พบได้ คือ มีเลือดออกทางช่องคลอด และมีอาการปวดท้องหรือปวดหลัง ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนดทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้หากไม่สามารถตรวจพบได้ในระยะแรก  เด็กในครรภ์จะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และหญิงตั้งครรภ์จะเสียเลือดจำนวนมาก
  •  ภาวะรกเกาะต่ำ (Placenta previa) คือ ภาวะที่รกอยู่บริเวณด้านล่างของมดลูก ทำให้เกิดการปกคลุมปากมดลูกบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งจะทำให้มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยที่ไม่มีอาการปวดได้ ภาวะรกเกาะต่ำบางชนิดสามารถหายไปได้ตอนอายุครรภ์ 32-35 สัปดาห์จากการที่มดลูกยืดและบางตัวลง ทำให้สามารถคลอดทางช่องคลอดได้ปกติ แต่ถ้ายังมีรกเกาะต่ำอยู่ เด็กในครรภ์จำเป็นต้องคลอดโดยการผ่าตัดคลอด
  • ภาวะรกเกาะแน่น (placenta accreta) คือ ภาวะที่รกหรือส่วนของรกฝังตัวและไม่สามารถแยกออกจากผนังมดลูกได้ ภาวะรกเกาะแน่นเป็นสาเหตุให้เลือดออกในระหว่างไตรมาสที่3 และจะเสียเลือดมากในระหว่างการคลอด ส่วนใหญ่จะสามารถพบได้ในระหว่างการตั้งครรภ์โดยการตรวจอัลตราซาวน์ตามปกติ แต่บางครั้งก็ไม่สามารถทราบได้จนกระทั่งเด็กคลอดแล้ว  ถ้ามีภาวะรกเกาะแน่นจะมีอันตรายถึงชีวิตได้จากการเสียเลือดระหว่างการคลอด  สูตินรีแพทย์วางแผนเตรียมความพร้อมในการคลอด อาจจำเป็นต้องคลอดในสถานที่ที่มีความพร้อม  หากเสียเลือดมากมักจำเป็นต้องผ่าตัดมดลูกออกเพื่อรักษาชีวิตไว้

 

ภาวะเลือดออกเป็นอาการของการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดหรือไม่ ?

ในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ ภาวะเลือดออกเป็นอาการแสดงของการเจ็บครรภ์คลอด ถ้าการเจ็บครรภ์เกิดขึ้นก่อน 37 สัปดาห์ จะเรียกว่าเป็นภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด อาการอื่นๆได้แก่

  • การเปลี่ยนแปลงของตกขาวในช่องคลอด มีลักษณะคล้ายมูกใส หรือเป็นเลือด หรือตกขาวมีปริมาณเพิ่มขึ้น
  •  มีอาการปวดท้องน้อย
  • ปวดหลังตื้อๆ บริเวณด้านล่างอยู่ตลอด
  • ปวดท้องบีบๆ ร่วมกับอาการท้องเสียหรือไม่มีอาการท้องเสียก็ได้
  •  มีภาวะมดลูกหดรัดตัวสม่ำเสมอ (4 ครั้งใน 20 นาที หรือ 8ครั้งใน1 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันมากกว่า 1 ชั่วโมง) บางครั้งอาจไม่รู้สึกปวด แค่รู้สึกว่าท้องตึงๆ
  • มีน้ำเดิน เกิดจากกถุงน้ำคร่ำแตกหรือรั่ว  น้ำคร่ำที่ออกมาอาจจะมีปริมาณมากหรือเล็กน้อยก็ได้

การรักษาภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์และความแข็งแรงของทารกในครรภ์ อาจจะต้องได้ยาบางอย่างเพิ่มเติม ถ้าไม่สามารถยับยั้งการเจ็บครรภ์คลอดได้หรือมีสาเหตุอื่นที่ต้องคลอด อาจจะจำเป็นต้องพิจารณาให้คลอด

หากสตรีตั้งครรภ์มีอาการผิดปกติดังกล่าว แนะนำให้พบสูตินรีแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุ และรักษาได้อย่างทันท่วงที

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 5 จาก 5 จำนวนโหวต 13 โหวด

ผู้เขียน

พญ. อุมาวรรณ วิระพรสวรรค์ สรุป: สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา