แชร์ข้อความนี้

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ภัยร้ายที่ยากจะหลีกเลี่ยงของคุณผู้หญิง

girl

สุภาพสตรีทั้งหลายคงอาจจะรู้สึกน้อยใจบ้าง ทำไมเกิดเป้นผู้หญิงถึงมีโรคภัยมากมายติดตามมาด้วย ไม่เหมือนผู้ชายที่ไม่ค่อยจะมีโรคอะไรเฉพาะ ความเข้าใจแบบนี้ก็ต้องเรียกว่าเกือบถูก เพราะไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วคุณผู้ชายทั้งหลายก็มีโรคไม่น้อย แต่ถ้าจะเทียบกับโรคในผู้หญิงก็อาจจะบอกได้ว่าโรคในผู้หญิงมีความซับซ้อนกว่า มีการคาดเดาที่ยากกว่า อย่างหนึ่งโรคที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้ก็คือ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อีกหนึ่งภัยร้ายของคุณผู้หญิงที่ต้องบอกเลยว่ายากที่จะหลีกเลี่ยงจริง ๆ เราได้รับเกียรติจากนายแพทย์มฆวัน ธนะนันท์กูล สูตินรีแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูง ที่มาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเรา จะมีอะไรที่น่าติดตามก็มาดูกันเลยดีกว่า

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

เป็นชื่อเรียกของโรคในทางการแพทย์ หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูแต่ถ้าบอกว่า ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate cyst) ทุกคนคงจะถึงบางอ้อกันทันที แท้ที่จริงแล้วทั้งสองโรคนี้คือโรคเดียวกันเมื่อคุณผู้หญิงมีประจำเดือน จะมีเยื่อบาง ๆ ลอกออกและปนมากับเลือดประจำเดือนที่ออกมาทางช่องคลอด ซึ่งเยื่อบาง ๆ เหล่านี้ก็คือ เยื่อบุโพรงมดลูกนั่นเอง ทีนี้เลือดประจำเดือนที่ไหลออกมาทางช่องคลอดใช่ว่าจะไหลออกมาหมดเสมอไป บางทีก็มีส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับเข้าไปในท่อนำไข่ เข้าไปในช่องท้องซึ่งเลือดที่ไหลย้อนกลับไปนั้นก็ยังมีเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ด้วยจะเข้าไปฝังตัวอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น รังไข่ ท่อนำไข่ กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ หรือ เนื้อเยื่อต่าง ๆที่ยึดมดลูกไว้ และฮอร์โมนจากรังไข่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโต เมื่อถึงเวลาก็จะต้องลอกออกและไหลออกมากับประจำเดือนทางช่องคลอด แต่ถ้าเป็นเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่ไปฝังตัวอยู่ในที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีทางออกของเลือดทุกเดือน ๆ ก็จะเกิดการสะสมของเลือดและเกิดการอักเสบทำให้เกิดเป็นพังผืดขึ้น แต่ถ้าเป็นกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปฝังตัวอยู่ในรังไข่แต่รังไข่ไม่มีทางออกของเลือด เลือดที่ออกจะถูกขังอยู่ไปไหนไม่ได้ และจะสะสมมากขึ้นจนโตขึ้นเป็นซีสต์ เลือดที่สะสมนานจะข้น สีเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกว่า “ช็อกโกแลตซีสต์” สรุปได้ง่าย ๆว่าช็อกโกแลตซีสต์เกิดขึ้นก็เพราะ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ นั่นเอง

สาเหตุและอาการของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

คุณหมอกล่าวว่าเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ในทางการแพทย์ยังไม่มีการสรุปถึงสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ ส่วนอาการและความรุนแรงของโรคนี้ ไม่ใช่อาการเฉพาะเจาะจง อาจพบในโรคอื่นได้เหมือนกัน แต่โดยส่วนมากคุณผู้หญิงที่เป็นจะมีอาการปวดท้องประจำเดือนมาก อาการจะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนทำให้ทนไม่ไหว ต้องกินยาแก้ปวด มีอาการลำไส้แปรปรวน ท้องอืด ท้องเสีย ปวดมากเวลาขับถ่าย ปวดเสียดในท้อง ปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อย รวมทั้งมีอาการเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ซึ่งอาการปวดเหล่านี้จะมีเฉพาะช่วงมีประจำเดือน พอหมดช่วงประจำเดือนก็จะไม่แสดงอาการอะไร อาการปวดที่เกิดขึ้นเกิดจากถุงเลือดโตขึ้นจนตึงและเกิดการไปเบียดและกดทับอวัยวะอื่น ๆ จึงทำให้เกิดอาการปวดเกิดขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้นานไม่ทำการรักษาปัญหาที่ตามมาก็คือ จะมีบุตรยาก เพราะท่อนำไข่ตีบตัน สาเหตุมาจากมีพังผืดรั้งอยู่ ทำให้ท่อนำไข่ไม่สามารถทำงานได้ หรือถุงเลือดอาจจะบวมจนแตกออกทำให้มีตกเลือดภายในจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

การรักษาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือช็อกโกแลตซีสต์

คุณหมอให้ข้อมูลว่า ในรายที่อาการรุนแรงไม่มาก แพทย์อาจให้สังเกตและติดตามอาการเป็นระยะ ในรายที่มีอาการพอสมควรแพทย์อาจรักษาโดยใช้ยา แต่ในความเป็นจริงแล้วส่วนใหญ่รักษาด้วยยาแทบจะไม่เป็นผลเท่าไหร่ยังไงก็ต้องผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดในปัจจุบันนี้แพทย์ก็จะเลือกใช้วิธีการผ่าตัดส่องกล้อง(Laparoscopic Surgery) เป็นวิธีมาตรฐานในการผ่าตัด ในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีการนี้ ซึ่งเนื่องจากเป็นวิธีที่ทันสมัย มีแผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็วซึ่งไม่น่ากลัวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยเป็นช็อกโกแลตซีสต์และผ่าตัดออกไปแล้ว ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้

สิ่งที่คุณหมอย้ำเตือนให้คุณสาว ๆ ตระหนักไว้ก็คือ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นโรคที่มีอยู่ในตัวของคุณสุภาพสตรีท่านนั้นอยู่แล้ว เพียงรอเวลาที่จะเติบโตขึ้นเท่านั้น ซึ่งตรงจุดนั้นเองที่เป็นปัญหา เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าอาการจะรุนแรงขึ้นเมื่อใด จึงยากที่จะหลีกเลี่ยงจริง ๆ ดังนั้น คุณผู้หญิงทุกคนจึงควรหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ แม้เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ จะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง แต่ก็ไม่ควรปล่อยไว้ ทางที่ดีควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจโดยด่วน หากพบว่าเป็นก็จะได้ทำการรักษาแต่เนิ่น ๆ จะเป็นการดีที่สุด

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 3.04 จาก 5 จำนวนโหวต 24 โหวด

ผู้เขียน

นพ. มฆวัน ธนะนันท์กูล สรุป: