แชร์ข้อความนี้

ร่วมใจต้านภัยไวรัสตับอักเสบ (World Hepatitis Day)

liverExpert-t

องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 28 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันไวรัสตับอักเสบโลก หรือ World Hepatitis Day เพื่อรณรงค์ให้ประชากรโลกตระหนักถึงภัยอันตรายของโรคตับอักเสบและรับรู้ถึงวิธีการป้องกันตนเองจากโรคไวรัสตับอักเสบได้อย่างถูกต้อง

ปัจจุบัน มีประชากรทั่วโลกติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี จำนวนประมาณ 400 ล้านคน และไวรัสตับชนิดซีกว่า 170 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบทวีปเอเชีย – แปซิฟิกนั้น ถือเป็นแหล่งที่มีความชุกชุมของโรคสูง ในประเทศไทยเอง มีประชากรที่ตรวจพบว่าเป็นโรคไวรัสตับเรื้อรังชนิด บี อยู่ที่ร้อยละ 4 -6 ในขณะที่ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ชนิด ซี อยู่ที่ ประมาณร้อยละ 1-5 โดยโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรังทั้ง 2 ชนิดนั้น ถือเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับรวมกันถึงมากกว่าร้อยละ 80 และยังตรวจพบอีกว่ามะเร็งตับนั้นถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับหนึ่งในเพศชาย และอันดับสามในเพศหญิงอีกด้วย นอกจากนี้ โรคนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบ ซึ่งไม่มีอาการปรากฏจนกระทั่งโรคได้ลุกลามถึงขั้นรุนแรงแล้ว ดังนั้น เราจึงควรทำความเข้าใจกับโรคไวรัสตับอักเสบอย่างถูกต้อง

รศ. นพ. ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสถาบันโรคตับและระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท คือหนึ่งในผู้ผลักดันที่ส่งเรื่องผ่านองค์การอนามัยโลกให้เกิด วันตับอักเสบโลก (World Hepatitis Day) ที่จะมาเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความสำคัญของโรคไวรัสตับอักเสบ วิธีการรักษา รวมถึงวิธีการป้องกันตนเองอย่างถูกต้องและเหมาะสม

การติดต่อของโรค

การติดต่อของโรคไวรัสตับอักเสบ บี นั้นมาจากการติดต่อทางเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแม่สู่ลูก การสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งผ่านทางบาดแผล เพศสัมพันธ์ การใช้เข็มฉีดยา หรืออุปกรณ์ ของใช้ร่วมกันซึ่งมีโอกาสปนเปื้อนเลือดหรือสารคัดหลั่ง เช่น กรรไกรตัดเล็บ แปรงสีฟัน ไหมขัดฟัน ในขณะที่ไวรัสตับชนิด ซี ส่วนใหญ่มากจากการใช้เข็มฉีดยาในการเสพยาเสพติด หรือแม้แต่การสักผิวหนัง หรือ สักคิ้ว ก็มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ หากผู้ประกอบการใช้เข็มซ้ำ นอกจากนี้ การมีเพศสัมพันธ์ในกลุ่มชายรักชายก็มีโอกาสติดเชื้อไวรัสชนิด ซี เช่นกัน โดยในประเทศไทยพบว่าในกลุ่มผู้ที่ติดไวรัสตับอักเสบชนิด บี จากแม่สู่ลูกตั้งแต่วัยแรกเกิดนั้น มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังมากกว่าร้อยละ 90 ส่วนชนิด ซี นั้น ร้อยละ 80 มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคตับอักเสบซีเรื้อรัง โดยทั้งสองชนิดมีโอกาสเสี่ยงต่อการพัฒนาสู่โรคตับแข็งและมะเร็งตับได้เหมือนกัน

อาการ

รศ. นพ. ธีระกล่าวว่า โดยปกติผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรังมักไม่มีอาการในระยะเริ่มต้นของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการเมื่อมีโรคตับเป็นมากจนเริ่มมีการทำงานผิดปกติ ย่อมสามารถสังเกตอาการที่น่าสงสัยได้ ดังนี้ คือ อาการอ่อนเพลียเรื้องรัง กล่าวคือ มักมีอาการง่วงงุน เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ในตอนกลางวัน โดยมีสามารถเหตุจากตับไม่สามารถผลิตพลังงานให้เพียงพอต่อร่างกาย ส่วนอาการที่บ่งบอกว่าตับทำงานได้ไม่ดีเพียงพอ คือ เกิดอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ที่เราเรียกกันทั่วไปว่า ดีซ่าน มีน้ำในช่องท้องจนบวม ที่เรียกว่า ท้องมาน นอกจากนี้ ยังมีอาการขาดสารอาหาร บางรายเกิดเส้นเลือดโป่งพองในระบบทางเดินอาหาร และหากเส้นเลือดโป่งพองจนแตก ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตสูงมากกว่าร้อยละ 40 หรืออาจเกิดอาการทางสมองจากตับหรือที่เรียกว่า “Hepatic encephalopathy” คือมีอาการ ซึมจนถึงขั้นไม่รู้สึกตัวได้ ผู้ป่วยตับแข็งจะมีอาการปื้นแดงที่ฝ่ามือหรือจุดแขนงเส้นเลือดบนหน้าอก ผู้ป่วยชายบางรายอาจจะเกิดเต้านมคล้ายผู้หญิง

การรักษา

ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรังก็มีการรักษาโดยใช้ยาฉีดและรับประทานยาร่วมที่แตกต่างกันไปตามชนิด บี และชนิด ซี ไวรัสตับอักเสบชนิดบีนั้น จะใช้การฉีดยา Pegylated interferon กระตุ้นภูมิคุ้มกันผู้ป่วยเพื่อควบคุมไวรัสบี หรือการรับประทานยาต้านไวรัส ซึ่งปัจจุบันมียาอยู่ 6 ชนิด โดยที่โอกาสรักษาไวรัสชนิด บี นั้น ให้หายขาดได้ยากหรือน้อย การรักษาเพียงแต่คุมไวรัสบีเพื่อหยุดการอักเสบของตับและลดการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็งและมะเร็งตับ แต่ในขณะที่ไวรัสชนิด ซี สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการฉีดยา Pegylated interferon สัปดาห์ละครั้งร่วมกับการกินยา Ribavirin สามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ โดยที่โอกาสหายขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสซีด้วย ในผู้ป่วยสายพันธุ์ 2, 3 จะรักษานาน 24 สัปดาห์ โอกาสหายประมาณร้อยละ 80-85 ส่วนในสายพันธุ์ 1 จะต้องรักษานาน 48 สัปดาห์ โอกาสหายประมาณร้อยละ 70 ในสายพันธุ์ 6 รักษานาน 24-48 สัปดาห์ โอกาสหายประมาณร้อยละ 70-76

และเพื่อเป็นการร่วมฉลองวันไวรัสตับเอกเสบโลกในวันที่ 28 กรกฎาคม นี้ ได้มีการเผยแพร่นวัตกรรมยารักษาโรคที่เป็นความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบชนิด ซี นั่นคือการพัฒนาตัวยาต้านไวรัสซี เช่น ยารับประทาน Sofosbuvir วันละครั้งร่วมกับยาฉีด Pegylated interferon สัปดาห์ละครั้งและกินยา Ribavirin เป็นเวลา 12 สัปดาห์ จะได้โอกาสหายสูงถึงกว่าร้อยละ 90 ในไวรัส:ในไวรัส 12 สัปดาห์ในไวรัส รัสตับอักเสบซีเรื้อรังอย่างต่อเนื่องทำให้ระยะเวลาการรักษาสั้นลงและโอกาสหายเพิ่มมากขึ้น ยารับประทาน ซีทุกสายพันธุ์ ซึ่งในอนาคตอันใกล้จะมีการรักษาด้วยยารับประทานเพียงอย่างเดียวโดยใช้ตัวยา Sofosbuvir ร่วมกับยา Lediplasvir หรือรับประทานยา Sofosbuvir ร่วมกับ Daclatasvir วันละครั้งเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ซึ่งมีผลต่อการรักษาผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบชนิด ซี ได้มีประสิทธิผลถึงร้อยละ 90 ซึ่งรักษาได้ผลดีทั้งในผู้ป่วยที่มีหรือไม่มีตับแข็ง และมีผลข้างเคียงจากยารับประทานน้อย สำหรับการรักษาไวรัสตับอักเสบชนิด บี ให้หายขาดนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาและอาจจะมีข่าวดีในอนาคตข้างหน้า

นอกจากนี้ รศ. นพ. ธีระ ยังฝากถึงวิธีปฏิบัติตัวเบื้องต้นเพื่อป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ดังนี้ คือ หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้และอุปกรณ์ที่มีโอกาสปนเปื้อนเลือดหรือสารคัดหลั่งร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย การใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งการเข้าตรวจร่างกายและรับวัคซีนป้องกัน

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 3 จาก 5 จำนวนโหวต 4 โหวด

ผู้เขียน

รศ.นพ. ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ สรุป: สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร