แชร์ข้อความนี้

ยาคุมฉุกเฉิน…ควรใช้เมื่อฉุกเฉิน

HIGHLIGHTS:

  • ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินแม้จะสามารถควบคุมการตั้งครรภ์ได้ แต่ไม่สามารถป้องกันโรคที่อาจเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ และอาจส่งผลกระทบต่อรังไข่และมดลูก รวมถึงกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้
  • การกินยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ไม่ควรเกิน 3 วันหรือ 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ และไม่ควรกินมากกว่า 2 แผง (4 เม็ด) ภายในรอบเดือนเดียว เนื่องจากยาจะส่งผลให้ระบบสืบพันธุ์สร้างฮอร์โมนผิดปกติ
  • หากหลังจากรับประทานยาไปแล้วมีเลือดออกทางช่องคลอด หรือประจำเดือนขาดหายไป รวมถึงสงสัยว่าตั้งครรภ์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยภาวะผิดปกติ

 

เคยมีแคมเปญคุมกำเนิด “ยืดอก พกถุง” ออกมาให้ได้ฮือฮาในหมู่อนุรักษ์นิยมว่าจะเป็นการส่งเสริมให้วัยรุ่นมีเซ็กส์ก่อนวัยอันควรหรือไม่ แต่อีกนัยหนึ่ง การคุมกำเนิดอย่างปลอดภัยย่อมดีกว่าปล่อยให้มีทารกเกิดใหม่โดยพ่อและแม่ไม่พร้อม

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินก็เช่นกัน วัตถุประสงค์คือใช้ป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่ได้ควบคุม ซึ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจสรรพคุณของยา ผลกระทบหลังการใช้  และที่สำคัญคือการรับประทานให้ถูกวิธี

ทำความรู้จักยาคุมฉุกเฉิน

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency contraception pill) ประกอบด้วยฮอร์โมนเพศโปรเจสตินชนิดเดียว (Progestin-only) และยาคุมกำเนิดฉุกเฉินแบบฮอร์โมนคู่ ซึ่งสามารถป้องกันการตั้งท้องโดยไม่พร้อมได้ประมาณ 80-90 %  การป้องกันจะลดลงตามระยะเวลาที่รับประทาน

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินควรใช้ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่นๆ หรือมีความผิดพลาดจากการคุมกำเนิด เช่น ถุงยางรั่วหรือแตกขณะมีเพศสัมพันธ์  มีการนับระยะปลอดภัยผิด หรือลืมกินยาคุมกำเนิดมากกว่า 3 วัน รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม เช่น ถูกข่มขืน เป็นต้น

การกินยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินควรใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เพราะแม้จะสามารถควบคุมการตั้งครรภ์ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้กินจะปลอดภัยจากการตั้งครรภ์ 100%  รวมถึงยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์ นอกจากนี้ยายังอาจส่งผลกระทบต่อรังไข่และมดลูก รวมถึงกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินที่ถูกต้อง

เมื่อซื้อยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน จะได้ยาขนาดเม็ดละ 0.75 มิลลิกรัม  2 เม็ด ซึ่งต้องรีบกินให้เร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน เพื่อให้ยามีประสิทธภาพมากที่สุด ทั้งนี้สามารถเลือกกินได้ 2 แบบ ซึ่งให้ผลลัพธ์ไม่แตกต่างกัน  ดังนี้

  • กินครั้งเดียวพร้อมกันทั้ง 2 เม็ด ทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์
  • กินยาเม็ดแรกทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ และเม็ดที่สองห่างไปอีก 12 ชั่วโมง แต่การกินยาครั้งละเม็ดห่างกันนานถึง 12 ชั่วโมงอาจทำให้หลายคนลืมกินยาเม็ดที่สอง หรือเข้าใจผิดว่ากินยาเพียงเม็ดเดียวก็เพียงพอแล้ว ทำให้การคุมกำเนิดไม่ได้ผล
  • หากไม่สามารถกินยาได้ทันที ก็สามารถกินหลังจากนั้น แต่ไม่ควรเกิน 3 วันหรือ 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ควรต้องกินยาซ้ำ หากอาเจียนหลังกินยา 2 ชั่วโมง
  • หากมีเพศสัมพันธ์ระหว่างที่กินยาคุมฉุกเฉินแล้ว  ไม่มีความจำเป็นต้องกินยาซ้ำ  เนื่องจากยาจะไม่ส่งผลใดๆ เพิ่ม
  • ไม่ควรกินยาคุมฉุกเฉินมากกว่า 2 แผง (4 เม็ด) ภายในรอบเดือนเดียว เนื่องจากยาจะส่งผลให้ระบบสืบพันธุ์สร้างฮอร์โมนผิดปกติ
  • ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินเมื่อการมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นแบบฉุกเฉินโดยไม่ได้ป้องกันเท่านั้น เนื่องจากการกินยาคุมฉุกเฉินบ่อย ๆ  อาจทำให้การคุมกำเนิดไม่ได้ผล และไม่ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินแทนยาคุมปกติ
  • หากตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินเด็ดขาด

อาการข้างเคียงและข้อควรระวัง

การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด มีผลกระทบข้างเคียงค่อนข้างสูง เนื่องจากฤทธิ์ของยามีผลต่อเยื่อบุโพรงมดลูก  ภาวะผิดปกติหลังรับประทานยาคุมกำเนิดฉุกเฉินที่พบบ่อยได้แก่

  • คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งมักพบหลังจากรับประทานยาไปไม่นาน
  • ปวดศีรษะหรือปวดท้อง บางกรณีร่างกายอาจต่อต้านยาคุมหรือต้องปรับร่างกายตามฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะหรือปวดท้องได้
  • ผลกระทบต่อเนื่องอาจทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ
  • เสี่ยงต่อการท้องนอกมดลูก
  • ผลการศึกษาพบว่ายาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินอาจทำให้ขาดแคลเซียม ส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุนในอนาคต

ก่อนใช้ยาทุกครั้งควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร นอกจากนี้หากหลังจากรับประทานยาไปแล้วเกิดอาการผิดปกติ โดยเฉพาะหากมีเลือดออกทางช่องคลอด หรือประจำเดือนขาดหายไป รวมถึงสงสัยว่าตั้งครรภ์  ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยภาวะผิดปกติ

แม้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจะมีประโยชน์ในการป้องกันการตั้งครรภ์เมื่อมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน  ในคุณประโยชน์นั้นก็มีโทษแฝงอยู่ หากใช้ยาคุมฉุกเฉินพร่ำเพรื่อ กินยาบ่อยเกินไป หรือใช้ยาโดยขาดความเข้าใจ อาจส่งผลให้เกิดความความผิดปกติต่อระบบสืบพันธุ์ในอนาคตได้ อีกทั้งยาเม็ดคุมกำเนินฉุกเฉินยังไม่สามารถรับประกันการท้องได้ 100% และไม่สามารถป้องกันโรคจากเพศสัมพันธ์  หากต้องการป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ควรใช้วิธีสวมถุงยางอนามัยร่วมด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อสมิติเวช

สอบถามเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 3.14 จาก 5 จำนวนโหวต 111 โหวด

ผู้เขียน

พ.ต.อ.พญ. บงกช นราพุฒิ สรุป: สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา