แชร์ข้อความนี้

มะเร็งเต้านม เรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงต้องระวัง

ปัจจุบันพบว่ามะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดแซงหน้ามะเร็งปากมดลูก สาเหตุที่ทำให้สถิติของมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้นสูง เนื่องจากมีการตรวจคัดกรองด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ขนาดเล็กๆ โดยที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการแสดงใดๆ

เต้านมของผู้หญิง ประกอบด้วย ส่วนของเนื้อเต้านม ซึ่งมีท่อน้ำนมจำนวนมากและเนื้อเยื่อโดยรอบท่อ รวมถึงไขมันที่แทรกอยู่ เนื้อเต้านมถูกปกคลุมด้วยไขมันใต้ชั้นผิวหนัง และชั้นผิวหนัง โดยพบว่าปริมาณเนื้อเต้านมของแต่ละคน มีความแตกต่างกัน (รูปที่ 1A และ 1B) นอกจากนั้นแล้วในคนเดียวกัน ปริมาณเนื้อเต้านมก็มีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย ปัจจัยที่มีผลกับการเปลี่ยนแปลงของเต้านม ก็คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) และ โปรเจสโตรอน (progesterone) ฮอร์โมนทั้งสองถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมน FSH & LH จากต่อมใต้สมอง ในช่วงใกล้มีประจำเดือนของสตรีวัยเจริญพันธุ์ จะพบว่ามีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงขึ้น ส่งผลให้ท่อน้ำนมและเนื้อเยื่อรอบท่อมีการเจริญเติบโตขึ้น ทำให้เกิดอาการคัดตึงเต้านมได้ในช่วงมีประจำเดือน เมื่อมีอายุมากขึ้นจะพบว่า ส่วนของเนื้อเต้านมก็จะค่อยๆลดลง และมีไขมันมาแทรกมากขึ้น มะเร็งเต้านม ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ

อาการที่มาของมะเร็งเต้านม ได้แก่

  • คลำได้ก้อน
  • สีของน้ำนมไหลผิดปกติ เช่น มีเลือดออก
  • มีการดึงรั้งของเต้านม
  • มีการดึงรั้งของหัวนม หรือ หัวนมผิดรูป
  • บวมโตของเต้านม
  • เจ็บหัวนมหรือเป็นแผล
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้โต

ปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม (ไม่ได้หมายความว่า ถ้าท่านมีปัจจัยดังกล่าว จะต้องเป็นมะเร็งเต้านมทุกคน) ได้แก่

  • มีประวัติมะเร็งเต้านม และ/หรือ มะเร็งรังไข่ในครอบครัว โดยเฉพาะญาติสายตรง ได้แก่ มารดา, พี่สาวหรือ น้องสาว และมีความเสี่ยงมากขึ้นถ้าญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 50 ปี
  • การมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) ในร่างกายเป็นระยะเวลานานหรือสูงว่าปกติ เช่น
  • การรักษาด้วยฮอร์โมนเสริมทดแทนในสตรีวัยทอง
  • การรักษาภาวะมีบุตรยากโดยการใช้ฮอร์โมนกระตุ้น
  • การใช้ยาคุมกำเนิดเป็นเวลานานๆ
  • การไม่มีบุตรหรือไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  • การหมดประจำเดือนช้าเกินไป (หลังอายุ 55 ปี)
  • มีประจำเดือนครั้งแรกเร็วเกินไป (ก่อนอายุ 12 ปี)
  • เคยได้รับการเจาะชิ้นเนื้อหรือผ่าตัด พบว่าเป็น lobular carcinoma in situ หรือ atypical ductal hyperplasia
  • มีประวัติมะเร็งเต้านมข้างตรงข้าง
  • อายุที่เพิ่มขึ้น
  • เชื้อชาติ (western>asian)
  • มี gene BRCA1, BRCA2

ญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม (แม่, พี่สาว, น้องสาว หรือ ลูกสาว) ในช่วงก่อนหมดประจำเดือน เพิ่มปัจจัยเสี่ยง 3-4 เท่า
เคยผ่าตัด หรือ ตัดชิ้นเนื้อจากก้อนที่เต้านม พบเป็น atypical ductal hyperplasia (ADH) เพิ่มปัจจัยเสี่ยง 4-5 เท่า
มะเร็งเต้านมข้างหนึ่ง เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่ง 5-8 เท่า
เคยผ่าตัด หรือ ตัดชิ้นเนื้อจากก้อนที่เต้านม พบเป็น lobular carcinoma insitu (LCIS) เพิ่มปัจจัยเสี่ยง 10 เท่า

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในคนไทยด้วยเครื่องแมมโมแกรม (mammogram) ควรเริ่มที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ถ้าผลปกติก็ควรตรวจแมมโมแกรมทุก 1 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับชาวตะวันตกแล้ว พบว่าคนเอเชียเริ่มพบมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า คือ พบมากในช่วงอายุ 40-60 ปี ในขณะที่ชาวตะวันตกจะพบมะเร็งเต้านมมากในช่วงอายุ 50-80 ปี แต่ถ้ามีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม ท่านควรเริ่มตรวจคัดกรองแมมโมแกรมอย่างน้อย 10 ปีก่อนอายุที่ญาติสายตรงคนนั้นเริ่มพบมะเร็งเต้านม เช่น ถ้าญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมตอนอายุ 48 ปี ท่านควรเริ่มตรวจแมมโมแกรมตอนอายุ 38 ปี และผู้หญิงตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจเต้านมตนเองทุกเดือนหลังมีรอบเดือน

การเตรียมตัวก่อนตรวจแมมโมแกรม (mammogram)

  • ไม่ควรทาแป้ง, โลชั่น หรือฉีดน้ำหอมบริเวณหน้าอกและรักแร้ เพราะจะมีผลต่อภาพแมมโมแกรม
  • หลีกเลี่ยงช่วงใกล้หรือมีประจำเดือน
  • ควรนำฟิล์มเก่ามาเปรียบเทียบด้วยเสมอ ทำให้รังสีแพทย์สามารถเปรียบเทียบความผิดปกติที่เกิดขึ้นใหม่ได้ (รูปที่ 2A และ 2B)
  • ควรตรวจแมมโมแกรมในช่วงที่ไม่เจ็บหรือคัดเต้านม โดยช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการตรวจแมมโมแกรม คือ 7-14 วันหลังหมดประจำเดือน เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายเริ่มลดลง ทำให้เต้านมไม่คัดตึง เวลาตรวจแมมโมแกรมก็จะเจ็บน้อยกว่า

การตรวจด้วยเครื่อง digital mammogram

เป็นการเอกซเรย์เต้านมโดยใช้ระบบDetector ที่เปลี่ยนรังสีเป็นระบบไฟฟ้า ซึ่งเต้านมจะถูกกดด้วยอุปกรณ์แผ่นกดเต้านมลงบนแผ่นรับสัญญาณ (detector) โดยจะต้องดึงเต้านมออกมาให้ได้มากที่สุด จึงอาจทำให้ผู้มาตรวจรู้สึกเจ็บได้
สำหรับรังสีที่ได้รับนั้นประมาณ 0.1 mSv ซึ่งเป็นปริมาณรังสีที่น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)

รูปที่ 1A เป็นแมมโมแกรมของผู้หญิงที่มีเนื้อเต้านมน้อยและมีไขมันแทรกมาก ทำให้สามารถเห็นความผิดปกติจากแมมโมแกรมได้ชัดกว่า ซึ่งมักพบในชาวตะวันตก หรือ ผู้สูงอายุ
รูปที่ 1B เป็นแมมโมแกรมของผู้หญิงที่มีเนื้อเต้านมมากและมีไขมันแทรกน้อย เนื้อเต้านมที่หนาแน่นมากทำให้บดบังก้อนเนื้อหรือความผิดปกติได้ มักพบในคนไทยและชาวเอเชีย

รูปที่ 2A และ 2B เป็นแมมโมแกรมที่ติดตาม ณ โรงพยาบาลเดียวกัน โดยพบว่า มีก้อนรูปร่างขรุขระเกิดขึ้นที่บริเวณเต้านมส่วนบนด้านนอก ในวันที่ 20 มกราคม 2012

มะเร็งเต้านมในระยะแรก สามารถรักษาหายขาดได้ โดยอาจเลือกผ่าตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออก (Breast conservation treatment) ทำให้ผู้ป่วยมีแผลผ่าตัดเล็ก ยังเหลือเนื้อเต้านมและหัวนมอยู่ ในรายที่กลัวเต้านมขนาดไม่เท่ากันก็สามารถเสริมด้วยการใส่silicone หรือ ใช้กล้ามเนื้อหน้าอกมาเสริมได้ เพราะฉะนั้นการได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกๆ จึงมีความสำคญอย่างยิ่ง

คงมีหลายคนสงสัยว่าทำไมต้องตรวจอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound breast) ร่วมด้วย เป็นเพราะว่าคนไทยส่วนใหญ่มีเนื้อเต้านมค่อนข้างแน่น (Dense breast) กว่าชาวตะวันตก เพราะฉะนั้นถ้ามีก้อนเนื้อหรือความผิดปกติใดๆ ก็จะถูกบดบังจากภาพแมมโมแกรม (รูปที่ 1B) นอกจากนั้นการตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ยังสามารถเห็นรอยโรคขนาดเล็ก 2-3 มิลลิเมตร นอกจากนั้นแล้วยังพบว่าการตรวจแมมโมแกรมอย่างเดียว มีผลลบลวง 4-34 % (false negative) หมายถึงว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งแต่มองไม่เห็นจากแมมโมแกรม และพบว่าทำตรวจอัลตร้าซาวด์ร่วมด้วย จะทำให้ผลลบลวงลดเหลือ 2-3 % แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า การตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์มีความจำเพาะต่ำ (low specificity) อาจเห็นก้อนเนื้องอกหรือความผิดปกติที่ให้ลักษณะหน้าตาคล้ายมะเร็งได้ แต่ไม่ได้เป็นมะเร็งเต้านมก็ได้ นอกจากนั้นแล้วมะเร็งเต้านมก็ยังมีหลายชนิด โดยพบว่าเนื้อร้ายบางชนิด อาจมีลักษณะหน้าตาคล้ายก้อนเนื้องอกได้เหมือนกัน คือ ขอบเขตของก้อนชัดเจนและเรียบ จึงเป็นที่มาของการที่ต้องติดตามด้วยอัลตร้าซาวด์อย่างน้อยทุก 3-6 เดือน เพื่อดูว่าก้อนนั้นมีรูปร่างเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หรือขนาดโตขึ้นมากน้อยแค่ไหน

บางคนอาจสงสัยว่า คลำได้ก้อนที่เต้านมแล้วผ่าตัดออกเลยไม่ได้ ทำไมต้องตรวจแมมโมแกรมก่อน เนื่องจากว่าก้อนที่คลำได้ส่วนใหญ่ อาจเป็นถุงน้ำ หรือ เนื้องอก หรือ ต่อมน้ำนมที่ปกติ จึงควรยืนยันให้ชัดเจน นอกจากนั้นแล้วมะเร็งเต้านมอาจเป็นมากกว่า 1 ตำแหน่งได้ หรืออาจเป็นที่เต้านมอีกข้างหนึ่งได้ หรือ อาจมีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ได้

การเจาะชิ้นเนื้อที่สงสัย

การเจาะชิ้นเนื้อ จะทำในกรณีที่สงสัยว่ามีความผิดปกติของเต้านม เช่น มีก้อนเนื้อที่รูปร่างขรุขระ, ขอบเขตไม่ชัด, มีการลุกลามไปบริเวณผิวหนังหรือต่อมน้ำเหลือง มีการดึงรั้งของเนื้อเต้านมหรือหัวนม หรือ มีหินปูนผิดปกติ
โดยการเจาะชิ้นเนื้อถือว่าเป็นวิธีการที่เจ็บค่อนข้างน้อย ไม่มีแผลเป็น และ ทำให้แพทย์ทราบผลชิ้นเนื้อเพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

การเจาะชิ้นเนื้อโดยไม่ผ่าตัด (core needle biopsy)

  1. ใช้อัลตร้าซาวด์ช่วย เป็นวิธีที่นิยมใช้โดยทั่วไป เหมาะสำหรับก้อนที่เห็นจากเครื่องอัลตร้าซาวด์
  2. stereo tactic ใช้รังสีเอกซเรย์เช่นเดียวกับการถ่ายแมมโมแกรม เหมาะกับความผิดปกติที่เป็นหินปูนหรือมีการดึงรั้งของเนื้อเต้านม

ข้อควรรู้ก่อนการเจาะชิ้นเนื้อเต้านมโดยใช้อัลตร้าซาวด์ช่วย

  • ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร
  • ถ้าแพ้ยาชา ให้แจ้งแพทย์ก่อนทำการตัด
  • ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาเลือดออกง่าย หรือ เลือดหยุดยาก หรือ โรคเลือดอื่นๆ รวมถึงรับประทานยาละลายลิ่มเลือด กรุณาแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนเจาะชิ้นเนื้อทุกครั้ง

ขั้นตอนการเจาะชิ้นเนื้อเต้านมโดยใช้อัลตร้าซาวด์ช่วย

  • ผู้ป่วยนอนหงาย
  • ตรวจอัลตร้าซาวด์ก่อน เพื่อดูรูปร่างของก้อน, ตำแหน่ง และปริมาณเส้นเลือดที่เลี้ยงก้อน ซึ่งมีความสำคัญมาก เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีเส้นเลือดผ่าน เพราะจะเพิ่มโอกาสเลือดออกในเนื้อเต้านมหลังเจาะชิ้นเนื้อ
  • ทำความสะอาดบริเวณผิวหนังเหนือก้อนที่สงสัย ฉะนั้นผู้ป่วยไม่ควรนำมือมาวางบริเวณที่ทำควรสะอาดแล้ว เพราะจะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้
  • ก่อนเจาะชิ้นเนื้อ ก็จะฉีดยาชา เพื่อลดอาการปวด
  • ทำการเจาะชิ้นเนื้อโดยใช้อัลตร้าซาวด์ช่วย เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเจาะ นอกจากนั้นยังป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เจาะทะลุเยื่อหุ้มปอดหรือหัวใจ

หลังเจาะชิ้นเนื้อ

  • ประคบเย็นหลังเจาะชิ้นเนื้อ 1 วัน
  • สังเกตเต้านมข้างที่เจาะชิ้นเนื้อว่ามีเลือดออกมากหรือไม่ โดยดูว่าเต้านมบวมโตขึ้นมาก มีสีคลำขึ้น ควรมาพบแพทย์
  • ถ้ามีอาการปวดบริเวณที่เจาะชิ้นเนื้อ ให้รับประทานยาparacetamol ได้ (ถ้าผู้ป่วยไม่แพ้ยา)

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 3.18 จาก 5 จำนวนโหวต 28 โหวด

ผู้เขียน

นพ. ฐาปนัสม์ ลิขิตมาศกุล สรุป: