แชร์ข้อความนี้

ภูมิแพ้ที่ไม่แพ้

HIGHLIGHTS:

  • ถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30-50 แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50-70
  • ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้นถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ อย่างไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ หรือนอนกรน
  • โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่มีอาการหลายระบบ อาการแพ้จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง รวดเร็วและมีอาการหลายระบบร่วมด้วย อาจถึงแก่ชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

หลายปีที่ผ่านมานี้มีคนไข้มาหาหมอด้วยโรคภูมิแพ้เป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี เมื่อพบเจอคนรู้จัก ในกลุ่มเพื่อน ญาติสนิท หรือแม้แต่หมอเองก็ยังเป็นโรคภูมิแพ้ แต่จะเยอะจริงอย่างที่หมอบอกหรือไม่ลองจากดูสถิติกัน ในประเทศไทยเราพบว่า ภายในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา มีรายงานอุบัติการณ์เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า โดยในขณะนี้ประเทศไทยมีอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23-30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคหืดร้อยละ 10-15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหารร้อยละ 5 โดยอุบัติการณ์ในเด็กจะสูงกว่าในผู้ใหญ่คือ พบเด็กที่มีภาวะโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 40

ซึ่งถ้าดูจากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้นถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่นว่า มีอาการคัดจมูกในเวลากลางคืนทำให้นอนอ้าปากหายใจ จึงตื่นมาด้วยอาการปากแห้ง รู้สึกเหมือนนอนหลับไม่สนิท คุณภาพการนอนหลับลดลง ทำให้ร่างกายไม่สดใสตื่นตัว  และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ อย่างไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ หรือนอนกรน แล้วเราจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยโรคนี้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกับโรคที่เป็นอยู่  หมอจึงขออธิบายข้อมูลเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้และโรคอื่นที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจกันก่อนนะคะ

โรคภูมิแพ้คืออะไร

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่เกิดจากภาวะร่างกายตอบสนองต่อสารกระตุ้น (โดยในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย อย่างเช่น พวกไรฝุ่น ละอองเกสรพืช) แล้วเกิดการตอบสนองมากผิดปกติจนทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้น เช่นถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก เมื่อเราหายใจเข้าไปทางจมูกสารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกแล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก ทำให้คัดจมูก จาม มีน้ำมูกใสๆ คันจมูก

ส่วนกรณีที่เป็นโรคหืดเมื่อหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปถึงหลอดลมก็จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม แล้วหลอดลมก็จะตอบสนองด้วยการหดเกร็ง เกิดอาการของหลอดลมตีบขึ้น ซึ่งอาจใช้เวลาก่อนเกิดอาการเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ค่ะ โดยทั่วไปในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีแนวโน้มที่จะเกิดการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นที่ไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้ไวกว่าปกติได้ เช่น ความเย็น ความร้อน ความกดอากาศต่ำ หรือฝน ความชื้น ซึ่งภาวะนี้อาจอยู่นานเป็นวันหรือเป็นเดือนก็ได้และสามารถเกิดอาการได้โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้

สาเหตุของโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม  โดยพบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30-50 แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50-70 ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลยมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงร้อยละ 10 เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัจจัยทางพันธุกรรมได้  ดังนั้นการกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ ไรฝุ่น ในผู้ป่วยและครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งมีความเสี่ยงสูง) จะสามารถลดอาการของโรคหรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้

ชนิดของโรคภูมิแพ้

เราอาจแบ่งตามระบบของร่างกาย ออกได้เป็น 4 กลุ่มคือ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคหืดและโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง  โรคภูมิแพ้ทางตา  และโรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่มีอาการหลายระบบ (anaphylaxis)

โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ

หมอแบ่งอาการของโรคภูมิแพ้ทางจมูกออกเป็น 4 ชนิดคือ ชนิดแรกเป็นชนิดที่มีอาการเด่นทางน้ำมูก คือจะมีน้ำมูกใสไหล จาม คันจมูก ชนิดที่สองมีอาการเด่นทางอาการคัดจมูกเป็นหลักมักไม่มีน้ำมูกและอาการจาม ชนิดที่สามจะมีอาการของทั้ง 2 ชนิดรวมกัน คือมีทั้งน้ำมูกใสและคัดจมูก ส่วนชนิดสุดท้ายจะมีอาการที่วินิจฉัยยากถ้าผู้ตรวจไม่มีความชำนาญอาจวินิจฉัยผิดได้ค่ะ โดยในกลุ่มนี้อาจมีอาการไอเรื้อรังหรือกระแอม ซึ่งเกิดจากเสมหะไหลหรือซึมลงคอ อาจรู้สึกมีเสมหะติดคอเวลาเช้าได้ บางคนมีอาการปวดหัวเรื้อรัง นอนกรน หรือถอนหายใจบ่อยๆ ปากแห้ง บางคนมีอาการคันหัวตาโดยไม่มีอาการตาแดง อธิบายว่าเกิดจากการที่มีเยื่อจมูกบวมมากทำให้ท่อน้ำตาที่อยู่ติดกันอักเสบ เกิดอาการคันมากที่หัวตา อาการเหล่านี้สร้างความรำคาญและทรมานไม่ใช่น้อยเลยค่ะ

โดยปกติการวินิจฉัยโรคนี้สามารถทำได้จากการซักประวัติของผู้ป่วยอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติโรคหรืออาการภูมิแพ้ภายในครอบครัว การสังเกตตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการ สภาพลักษณะการทำงาน สภาพแวดล้อมภายในบ้าน ที่ทำงาน รวมทั้งการตรวจร่างกายบางอย่าง ถ้าพบก็จะมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคเช่น การมีขอบตาล่างบวมคล้ำ  ซึ่งการตรวจภายในโพรงจมูกจะช่วยบอกถึงความรุนแรงของการอักเสบ และอาจบอกถึงโรคในโพรงจมูกที่มีผลต่อการรักษาโรคภูมิแพ้ได้ เช่นอาจพบการซีดหรือมีสีแดงจัดจากการอักเสบ

โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง

โรคภูมิแพ้ทางผิวหนังที่พบบ่อย ได้แก่ ลมพิษและผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ โดยผู้ป่วยที่เป็นลมพิษจะเริ่มด้วยอาการคัน หลังจากนั้นจะมีอาการบวม ซึ่งเป็นได้ทั้งตัวโดยเฉพาะที่ถูกเกาหรือกดรัด มักเป็นๆ หายๆ อาการบวมอาจจะเป็นแบบตุ่มนูนที่มีขนาดแตกต่างกัน ส่วนใหญ่อาจดูคล้ายตุ่มยุงกัด แต่บางแห่งจะดูคล้ายแผนที่กระจายไปรอบบริเวณที่แพ้ โดยตรงกลางผื่นสีจะจางและไม่นูน ผื่นลมพิษนี้อาจมีลักษณะแตกต่างกันไป บางครั้งจะรวมกันเป็นปื้นหนา หรืออาจมีจุดขาวซีดๆ ตรงกลาง ขณะที่ขอบโดยรอบจะหนานูนแดง  ผื่นลมพิษจะเห่อเร็วและผื่นนั้นมักจะหายได้เองภายใน 4-6 ชม.โดยไม่มีร่องรอยหลงเหลือ แล้วก็จะย้ายไปขึ้นบริเวณอื่นได้อีก โดยมากผื่นจะหายไปใน 24 ชั่วโมง ถ้าเป็นนานเกิน 24 ชั่วโมงให้นึกว่าอาจจะเป็นโรคอื่น ในรายที่เป็นมากอาจมีอาการบวมของหนังตา ริมฝีปาก อวัยวะเพศ ทางเดินหายใจ ร่วมด้วยค่ะ

ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ มักเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุขวบปีแรก โดยร้อยละ 80-90 ของเด็กที่เป็นโรคนี้มักมีอาการก่อนอายุ 7 ปี โดยผู้ป่วยจะมีอาการผื่นคันตามลำตัวและหน้า เป็นๆ หายๆ ผิวแห้งอักเสบ และมีอาการกำเริบเป็นระยะเมื่อได้รับสารกระตุ้น ในผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้จะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคหืดเมื่อเด็กโตขึ้น สำหรับสาเหตุที่สำคัญของโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังในเด็ก ได้แก่ แพ้อาหาร  โดยอาหารที่พบว่าแพ้ได้บ่อยในเด็กไทย คือ ไข่ นมวัว อาหารทะเล และแป้งสาลี รู้อย่างนี้แล้วพ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงควรสังเกตหลังจากที่บุตรหลานของท่านรับประทานอาหารจำพวกนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้ารู้ว่าแพ้อาหารชนิดใดจะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการแพ้แก่เด็ก

โรคภูมิแพ้ทางตา

โรคภูมิแพ้ทางตา เป็นการอักเสบที่เยื่อตาขาวและใต้เปลือกตา ผู้ป่วยจะมีอาการคันตา ตาแดง น้ำตาไหล แสบตา และมีขี้ตา โดยมักมีอาการช่วงได้รับสารกระตุ้น เช่น ฝุ่น ละอองเกสรหญ้า หรือขนสัตว์ ผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้ทางตามักพบร่วมกับอาการโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่มีอาการหลายระบบ

โรคนี้เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้นะคะ เพราะอาการแพ้จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง รวดเร็วและมีอาการหลายระบบร่วมด้วย โดยผู้ป่วยอาจมีอาการคัน ลมพิษ บวมที่หน้าหรือปาก แน่นในลำคอ จาม น้ำมูกไหล หายใจลำบาก บางรายอาจมีอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย ความดันโลหิตลดต่ำลง หมดความรู้สึก และอาจถึงแก่ชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ส่วนในรายที่เป็นโรคหอบหืดอยู่เดิมอาจไปกระตุ้นให้โรคหอบหืดกำเริบได้  ซึ่งสาเหตุที่สำคัญของโรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงคือ ภาวะแพ้อาหาร ยา แมลงกัดต่อย ฉะนั้นผู้ป่วยที่มีภาวะแพ้ชนิดนี้ควรหลีกเลี่ยงสารที่แพ้ และในรายที่เกิดอาการแพ้ที่รุนแรง เช่น ช็อก ผู้ป่วยควรมียาฉีดอะดรีนาลีน (adrenaline) พกติดตัวไว้ด้วยเสมอเพื่อป้องกันการเสียชีวิตก่อนที่จะพบแพทย์ค่ะ

จากที่หมอเล่ามาทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลโดยรวมของโรคภูมิแพ้ที่หมอคิดว่าน่าจะทำให้ผู้อ่านได้รู้จักกับโรคภูมิแพ้กันมากขึ้นเพื่อจะได้สามารถดูแลตัวเองและบุคคลใกล้ชิดในครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ได้อย่างรู้เท่าทัน ซึ่งรายละเอียดในแต่ละเรื่องหมอขอยกไปกล่าวในบทต่อไปเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

สอบถามข้อมูลโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่
Line@ ได้ที่ ID : @samitivejthonburi

เพิ่มเพื่อน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 0 จาก 5 จำนวนโหวต 0 โหวด

ผู้เขียน

ศ.พญ. อรพรรณ โพชนุกูล สรุป: ภูมิแพ้