แชร์ข้อความนี้

ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute liver failure)

shutterstock_347

ภาวะตับวายเฉียบพลันเป็นภาวะที่พบได้น้อย แต่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตสูงถ้าหากว่าไม่ได้รับการรักษาด้วยการเปลี่ยนตับ ปัจจุบันโรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตลดลงจากร้อยละ 80 เหลือร้อยละ 30 เนื่องจากมีการผ่าตัดเปลี่ยนตับและการดูแลผู้ป่วยในหออภิบาลเวชบำบัดวิกฤตที่ดีขึ้น

ภาวะตับวายเฉียบพลันคือ?

ภาวะที่มีการทำงานของตับทรุดลงอย่างรวดเร็วในผู้ป่วยที่ไม่มีโรคตับมาก่อน ทำให้มีอาการซึม ร่วมกับมีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ โดยอาการดังกล่าวเป็นมาไม่เกิน 26 สัปดาห์

สาเหตุของภาวะตับวายเฉียบพลัน มีหลายสาเหตุดังนี้

  1. ไวรัสตับอักเสบ เช่น ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี อี โดยพบว่าไวรัสตับอักเสบเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในคนเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากไวรัสตับอักเสบ
  2. ยาและสมุนไพร ยาพาราเซตามอลเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของตับวายเฉียบพลันในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา
  3. สารพิษ เช่นสารพิษจากเห็ด Amanita Phalloides
  4. โรคของหลอดเลือด เช่น ภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงตับ โรคหลอดเลือดดำในตับอุดตัน

อาการแสดงของโรค

ผู้ป่วยมักจะมีอาการเริ่มต้นจากการมีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ทานได้น้อย และตามมาด้วยอาการตับวาย เช่น ดีซ่าน มีน้ำในช่องท้อง ซึม หมดสติ

การรักษา

  1. การรักษาตามอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องนอนรักษาตัวในไอซียู และได้รับการรักษาเพื่อบรรเทาอาการและติดตามเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด
  2. การรักษาแบบเฉพาะเจาะจงกับสาเหตุ เช่น การให้ยาต้านพิษ พาราเซตามอล และเห็ดพิษ
  3. การรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น สมองบวม ไตวาย ความดันโลหิตต่ำ และการติดเชื้อเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันลดลง
  4. การผ่าตัดเปลี่ยนตับ การรักษาวิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่ทำให้ผู้ป่วยหายขาดจาก ภาวะตับวายเฉียบพลันและปัจจุบันพบว่ามีอัตราการรอดชีวิตที่ดีขึ้นจากร้อยละ 15 ในยุคก่อนที่จะมีการเปลี่ยนตับเป็นร้อยละ 60 ในปัจจุบัน ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการเปลี่ยนตับจะเสียชีวิตระหว่างรอการเปลี่ยนตับภายใน 6 วัน
  5. การใช้เครื่องพยุงการทำงานของตับ (liver support device) ที่นิยมและมีในประเทศได้แก่ MARS (molecular absorbent recirculating system) การทำงานของเครื่องดังกล่าวจะคล้ายกับการฟอกเลือดล้างไต แต่จะใช้โปรตีนอัลบูมินปริมาณมากเป็นตัวช่วยในการจับสารพิษที่เกิดจากภาวะตับวาย การรักษาด้วยวิธีนี้จะช่วยทำให้อาการดีซ่านลดลง อาการซึม การทำงานของไตและระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น แต่ไม่เพิ่มอัตราการรอดชีวิต ดังนั้นการรักษานี้จะใช้เพื่อพยุงการทำงานของตับในระหว่างที่รอเปลี่ยนตับหรือรอการฟื้นตัวของตับ

จะเห็นได้ว่าภาวะตับวายเฉียบพลันเป็นโรคที่มีความรุนแรงและอัตราการตายสูง ดังนั้นการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งเราควรจะหลีกเลี่ยงการทานยาหรือสมุนไพรที่ไม่จำเป็น ไม่ทานยาเกินขนาด การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ เอและบี ในผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน และเมื่อมีอาการที่สงสัยว่าเป็นตับอักเสบควรรีบไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 2.99 จาก 5 จำนวนโหวต 260 โหวด

ผู้เขียน

นพ. สุรศักดิ์ เอกพงศ์ไพสิฐ สรุป: สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร
รศ.นพ. ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ สรุป: สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร