แชร์ข้อความนี้

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

HIGHLIGHTS:

  • เด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ จะมีโอกาสเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมากกว่าเด็กที่ไม่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรค
  • โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีลักษณะเป็นๆ หายๆ มีช่วงกำเริบและมีช่วงที่ผื่นสงบ และการกำเริบของผื่นจะลดลงได้เมื่ออายุมากขึ้นและกว่า 80% จะหายได้เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
  • การรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง มีหลายวิธี ทั้งการรักษาแบบพื้นฐาน และรักษาเมื่ออาการกำเริบ โดยปัจจุบันมีการรักษาแบบ proactive เพื่อป้องกันหรือลดการกำเริบของผื่นได้

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง คือโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก 10 – 20% ทั่วโลก มีอาการผิวแห้ง แดง คันแบบเป็นๆ หายๆ การเป็นแต่ละครั้งมีเวลานาน โดยจะเริ่มมีอาการได้ตั้งแต่อายุ 2-3 เดือนแรก โดยพบถึง 60% ในช่วงขวบปีแรกของผู้ป่วยเด็กที่มีอาการ

สาเหตุสำคัญมีอะไรบ้าง

สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

1. พันธุกรรม พบว่าเด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ จะมีโอกาสเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมากกว่าเด็กที่ไม่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้

2. ความผิดปกติของโครงสร้างของผิวหนัง ได้แก่ การเสียน้ำผ่านผิวหนังมากกว่าคนปกติ การลดลงของไขมันในชั้นผิว การมีความเป็นกรดด่างของผิวที่ผิดปกติ การมีเชื้อประจำถิ่นบนผิวหนังที่ไม่สมดุล และระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังผิดปกติ

3. สิ่งแวดล้อมภายนอกที่เป็นสิ่งกระตุ้น ได้แก่

  • อุณหภูมิที่หนาวหรือร้อนเกินไป
  • สารระคายเคือง เช่น สารเคมี น้ำหอม แอลกอฮอล์ การเสียดสีจากเสื้อผ้าเนื้อหยาบ
  • การแพ้อาหาร เช่น นม ไข่ ถั่ว สามารถกระตุ้นให้ผื่นกำเริบได้ โดยพบได้ประมาณ 10% ของเด็กเล็กที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่มีอาการรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก และไม่ตอบสนองต่อการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม
  • สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา

แสดงอาการอย่างไร

อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ได้แก่ ผิวแห้ง แดง คันมาก เป็นๆ หายๆ เป็นในระยะเวลานาน ในบางครั้งอาจมีน้ำเหลืองซึม หรือ ผิวหนังหนานูนขึ้นเนื่องจากการเกาได้

ตำแหน่งของผื่นที่ขึ้นก็ต่างไปตามช่วงอายุ ได้แก่

  1. เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี มักมีผื่นที่ แก้ม หน้าผาก ท้ายทอย ผิวแขนขาด้านนอก และที่ข้อมือ ข้อเท้า
  2. เด็กอายุมากกว่า 2 ปี มักมีผื่นที่คอ ข้อพับแขน-ขาทั้ง 2 ข้าง

การวินิจฉัย

กุมารแพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวเป็นหลัก และทั่วไปไม่ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ยกเว้นกรณีที่รักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมได้ โดยวินิจฉัยจากประวัติการแพ้อาหาร หรือสารสัมผัสที่สัมพันธ์กับการเกิดผื่น

การรักษา

1. การดูแลผิวแบบพื้นฐาน ควรปฏิบัติเป็นประจำจะช่วยลดการกำเริบของผื่น

  • อาบน้ำด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ ไม่เกิน 5-15 นาที วันละ 1-2 ครั้ง
  • ลดการใช้สบู่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สบู่ทุกครั้งที่อาบน้ำ
  • หลังอาบน้ำต้องซับตัวหมาด ทาครีมหรือโลชั่นทุกครั้งหลังอาบน้ำ (สามารถทาครีมระหว่างวันเพิ่มได้เมื่อผิวแห้งหรือคัน)
  • หลีกเหลี่ยงสารก่อความระคายเคืองแก่ผิว เช่น เหงื่อ น้ำลาย สารเคมี น้ำหอม แอลกอฮอล์ ทราย หญ้า เสื้อผ้าที่หนาไม่ระบายอากาศ เสื้อผ้าเนื้อหยาบ เสื้อผ้าขนสัตว์ เป็นต้น

2. การรักษาเมื่อผื่นกำเริบ

  • ยาทาต้านการอักเสบ เป็นตัวหลักในการรักษาผื่นกำเริบ ได้แก่
    o ยากลุ่ม steroid
    o ยากลุ่มที่ไม่ใช่ steroid
  • ยาฆ่าเชื้อชนิดทา ใช้เมื่อมีการติดเชื้อทางผิวหนังร่วมไปกับผื่นผิวหนังอักเสบ
  • ยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทาน ใช้เมื่อมีการติดเชื้อทางผิวหนังหลายตำแหน่ง หรือ เป็นบริเวณกว้างร่วมไปกับผื่นผิวหนังอักเสบ
  • ยาแก้คันชนิดรับประทาน เพื่อลดการเกาที่อาจจะทำให้เกิดแผลและมีการติดเชื้อทางผิวหนังตามมาได้
  • การทำความสะอาดผื่นที่มีน้ำเหลืองแห้งกรัง โดยการใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือประคบไปที่ผื่นนาน 10-15 นาที แล้วเอาออก ทั้งนี้ เพื่อช่วยเอาสะเก็ดน้ำเหลืองบนผื่นออก ช่วยให้การทายามีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การรักษาอื่นๆ ในกรณีผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่รักษายากและไม่ดีขึ้นด้วยการรักษาข้างต้น แพทย์อาจพิจารณาการรักษาอื่นๆ เช่น ยาต้านการอักเสบหรือยากดภูมิคุ้มกันชนิดรับประทาน การฉายแสง เป็นต้น

3. การรักษาเพื่อป้องกันการกำเริบ

ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาเพื่อป้องกันหรือลดการกำเริบของผื่นได้ เรียกว่า การรักษาแบบ proactive ทำได้โดยใช้ยาทาต้านการอักเสบทาบริเวณที่มีการเกิดผื่นกำเริบบ่อย เช่น บริเวณข้อพับแขนขา โดยทาสัปดาห์ละ 2-3 วันในช่วงที่ผื่นสงบอยู่

การป้องกัน

ในปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการป้องกันโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แต่เชื่อว่าการทาครีมหรือโลชันตั้งแต่ช่วงทารกจะช่วยลดการเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้

การดำเนินโรคของผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีลักษณะเป็นๆ หายๆ มีช่วงกำเริบและมีช่วงที่ผื่นสงบ และการกำเริบของผื่นจะลดลงได้เมื่ออายุมากขึ้นและกว่า 80% จะหายได้เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น

ข้อควรระวัง

ในเด็กที่มีผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เมื่อโตขึ้นอาจจะมีลักษณะของภูมิแพ้อื่นตามมาได้ เช่น โรคภูมิแพ้จมูก โรคหอบหืด เป็นต้น


บทความที่เกี่ยวข้อง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 2 จาก 5 จำนวนโหวต 3 โหวด

ผู้เขียน

พญ. สุภานัน ผู้พัฒน์ สรุป: สาขากุมารเวชศาสตร์ อนุสาขากุมารเวชศาสตร์ตจวิทยา