แชร์ข้อความนี้

มะเร็งปากมดลูก ป้องกันง่ายนิดเดียว

แค่รู้จักตรวจ HPV DNA

ผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกอันดับสองรองจากมะเร็งเต้านม แต่เป็นมะเร็งชนิดเดียวที่ถ้ารู้ก่อนจะป้องกันและรักษาให้หายได้ด้วยการใส่ใจตัวเอง ตรวจภายในเป็นประจำและปัจจุบันยังสามารถตรวจคัดกรองมะเร็งลงลึกแบบ HPV DNA

  • แต่ละปีจะมีผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกประมาณ 6,000 – 8,000 คน และเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 8-10 คน* (ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ)
  • คนที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว มีโอกาสติดเชื้อ HPV ครั้งหนึ่งในชีวิต 80-90% (แต่อาจจะเป็นเชื้อที่ก่อมะเร็งหรือไม่ก่อมะเร็งก็ได้)
  • ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ควรตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก เพราะจากสถิติพบว่ามีโอกาสพบเชื้อ หรือเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก ถึง 15% จากผู้ที่มาตรวจทั้งหมด

 

5 ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ห่างจากเชื้อ HPV ต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูก

  1. อาหารการกิน คนที่ร่างกายแข็งแรง ก็ต้องกินอาหารให้ครบมื้อครบหมู่ ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่เพียงพอและถูกต้อง พอร่างกายแข็งแรงภูมิเราก็จะแข็งแรง
  2. ออกกำลังกาย เป็นอีกหนึ่งภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แต่ต้องเน้นที่ความสม่ำเสมอ ด้วยการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที และต้องเป็นแบบ Active Exercise ที่เป็นการเบิร์นทั้งหลาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และจะรีเฟล็กซ์ไปที่ภูมิที่ปากมดลูกด้วย เหมือนคนออกกำลังกายก็จะไม่ค่อยเป็นหวัดง่ายๆ
  3. การพักผ่อน ต้องนอนแบบหลับลึกจะดีที่สุด ไม่ใช่นอนหลับตื่นมาปวดหัว หรือนอนไม่เต็มอิ่ม แบบนี้เรียกว่าเป็นการนอนที่ไม่มีคุณภาพ
  4. สำคัญสุดคือ “ต้องไม่เครียด” เพราะความเครียดจะไปกดภูมิคุ้มกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียด ร่างกายก็จะป่วยง่าย และจะรวนไปทั้งระบบ (ให้ระวังความเครียดที่เราไม่รู้ตัว อย่างคนที่เป็นโรคกระเพาะ ปวดแสบท้อง แสดงว่าร่างกายมีความเครียดขึ้นแล้วแต่ไม่รู้ ถ้ากินไม่ดีก็จะยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้น หรือคนที่ท้องผูก นั่นก็เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายอาจกำลังสะสมความเครียดเหมือนกัน)
  5. ควันบุหรี่ ทั้งสูบเองหรือสูดกลิ่นควันบุหรี่ของคนอื่นก็ไม่ดีทั้งนั้น เพราะทำให้ร่างกายอ่อนแอ และทำให้เชื้อ HPV แข็งแรงขึ้นด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงที่สูบบุหรี่หรือสูดควันบุหรี่เป็นประจำจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันที่บริเวณมูกที่เคลือบปากมดลูก ทำให้มีโอกาสพัฒนาโรคได้เร็ว และยังมีสถิติการเกิดมะเร็งปากมดลูกของผู้หญิงที่สูบบุหรี่มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ 3 เท่า

ผู้หญิงทุกคนเสี่ยงติดเชื้อ HPV

แต่ละปีจะมีผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกประมาณ 6,000-8,000 คน  และเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 8-10 คน* (ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ) ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่เรามีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และเกือบ 100% ของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV เพราะเป็นเชื้อที่ติดง่าย นอกจากเพศสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถติดต่อทางการสัมผัสได้ด้วย (แต่จะเป็นลักษณะเหมือนพาหะที่นำพาเชื้อไปสู่ช่องคลอดได้) แต่พอติดเชื้อแล้วกลับไม่มีอาการ ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่มีบาดแผลอะไรเกิดขึ้น ทำให้กว่าจะรู้ตัวก็ใช้เวลาหลายปี

HPV สาเหตุเดียวของมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก เกิดจากเชื้อ HPV สาเหตุเดียวเท่านั้น แต่ก็ต้องเป็น HPV ชนิดที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งมีทั้งหมด 15 สายพันธุ์ จากทั้งหมด 100 สายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ 16 และ 18

อะไรคือ HPV DNA?

เวลาตรวจภายในคุณหมอจะเอาอุปกรณ์ใส่เข้าไปในช่องคลอด แล้วดูช่องคลอดพร้อมปากมดลูก โดยเฉพาะปากมดลูกจะเป็นจุดที่ไวรัสชอบ เพราะมีกระบวนการของการแบ่งตัวอยู่เสมอ เชื้อไวรัสก็จะเข้าไปทำให้เกิดการแบ่งตัวที่ผิดปกติขึ้นมา แต่ก็จะเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไม่มีอาการอะไรที่แสดงถึงความผิดปกติ ไม่มีเลือดออก ไม่ปวดท้อง ต้องทำการตรวจที่เรียกว่าแปปสเมียร์เพิ่มเติม แต่วิธีนี้มีโอกาสตรวจไม่พบเชื้อหรือรอยโรคก่อนมะเร็งถึง 15-20% แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้สามารถตรวจลึกลงไปอีกขั้น ด้วยการตรวจ HPV DNA ถ้าเจอเชื้อก็สามารถระบุได้เลยว่าเป็นสายพันธุ์ที่ทำให้เป็นมะเร็งได้หรือไม่ คนที่ติดเชื้อ HPV จะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ทำให้ไม่มีทางรู้เลยว่าติดเชื้อ ถ้าไม่เข้ารับการตรวจ ผลที่ตามมาก็คือ มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกโดยไม่รู้ตัว

2 ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูก

  • เชื้อ HPV ต้องเป็นเชื้อไวรัส HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 15 สายพันธุ์ และใน 15 สายพันธุ์นี้มีทั้งสายพันธ์ุที่เสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย เพราะฉะนั้นคนที่ติดเชื้อ HPV จะมีโอกาสหายมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเชื้อ
  • ภูมิคุ้มกันเราเอง เมื่อไหร่ที่ภูมิคุ้มกันเราดีก็จะป้องกันการเกิดโรคได้ เช่นคนที่เป็นหวัด ส่วนหนึ่งก็เกิดจากพักผ่อนน้อย ร่างกายย่ำแย่ เครียด ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง จึงเป็นหวัด หรือคนที่เป็นเริม พอร่างกายแข็งแรง พักผ่อนเพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ ก็สามารถหายเองได้ แต่โรคพวกนี้ยังมีอาการที่บอกให้รู้ว่าเราเริ่มป่วย หรือเราหายป่วยแล้ว ส่วนคนที่ติดเชื้อ HPV จะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมา ซึ่งปกติ 60-70% ของคนที่เป็นจะหายเองได้ แต่ต้องใช้เวลานาน

ตรวจแล้วทำไมยังเสี่ยง

เพราะกระบวนการเกิดโรคที่ช้า ใช้เวลาในการพัฒนาเป็นมะเร็งนาน มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคเดียวที่สามารถรักษาให้หายได้ถ้ารู้ตัวก่อน เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้คือคนที่ไม่มารับการตรวจเป็นเวลานาน หรือเคยมาตรวจแล้วไม่มาฟังผล หรือทราบผลตรวจแล้วว่าผิดปกติแต่ไม่มีอาการจึงไม่รับรักษาหรือติดตามต่อ บางคนตรวจแค่ครั้งเดียวได้ผลปกติก็คิดว่าชีวิตนี้ไม่ต้องตรวจแล้ว

ผู้หญิงแทบทุกคนเคยติดเชื้อไวรัส HPV

จากสถิติพบว่า

  • คนที่มีเคยเพศสัมพันธ์มาแล้ว มีโอกาสติดเชื้อ HPV ครั้งหนึ่งในชีวิต 80-90% (แต่อาจจะเป็นเชื้อที่ก่อมะเร็งและไม่ก่อมะเร็งก็ได้)
  • ครึ่งหนึ่งของผู้หญิงจะเคยสัมผัสเชื้อ HPV ภายในช่วง 2 ปี หลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ไม่ว่าหลังจากนั้นจะมีแฟนคนเดียวทั้งชีวิต มีเพศสัมพันธ์กับแฟนตลอดหรือมีเพศสัมพันธ์กันครั้งเดียวแล้วนานอีกหลายปีถึงมี
  • ผู้หญิงแต่ละคนอาจจะเคยสัมผัส และเคยหายจากเชื้อ HPV มาแล้วหลายรอบโดยไม่เคยรู้ตัวมาก่อนก็ได้ เพราะการติดเชื้อ HPV จะไม่มีอาการ
  • ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ควรตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก เพราะจากสถิติพบว่ามีโอกาสพบเชื้อ หรือเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก ถึง 15% จากผู้ที่มาตรวจทั้งหมด

รู้หรือไม่? ผู้ชายก็มีโอกาสติดเชื้อไวรัส HPV ได้

แต่มีโอกาสตรวจเจอเชื้อน้อยมาก ผู้ชายจะเป็นแค่พาหะเท่านั้น แพทย์จึงไม่แนะนำให้ตรวจไวรัส HPV ในผู้ชาย

วิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูก

คนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลยตลอดชีวิต ไม่มีแฟนเลยก็ไม่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก

  1. การป้องกันก่อนติดเชื้อด้วยการฉีดวัคซีน HPV ที่มีในเมืองไทยมาแล้ว กว่า 20 ปี เน้นป้องกันอยู่ 2 สายพันธุ์หลักๆ 70% ที่เป็นต้นเหตุของการก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก คือ สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 เพราะฉะนั้นถ้าฉีดวัคซีนป้องกันตั้งแต่ยังไม่มีการสัมผัสเชื้อสองตัวนี้ได้ก็จะดีที่สุด และสามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็ก อายุ 9-10 ขวบ และมีการทำวิจัยพบว่า สำหรับเด็ก ไม่จำเป็นต้องฉีด 3 เข็มเหมือนผู้ใหญ่ ถ้าเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี สามารถฉีดวัคซีน แค่ 2 เข็มก็มีภูมิคุ้มกันต่อ 2 สายพันธุ์หลัก ป้องกันได้ 100%
  2. การป้องกันด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือการตรวจแปปสเมียร์ เป็นการหาความผิดปกติก่อนที่จะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก เพื่อหาวิธีดูแลรักษาให้หาย ปัจจุบันมีวิธีตรวจคัดกรองเพื่อหาความผิดปกติของปากมดลูกด้วยกัน 2 วิธี ดังนี้
    • การป้ายเก็บตัวอย่างเซลล์ไปตรวจหาความผิดปกติ (แปปสเมียร์)
    • การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่เรียกว่า HPV Test หรือ HPV DNA เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV โดยการตรวจหา DNA ของเชื้อไวรัส ถ้าพบว่าเป็น Positive แสดงว่าพบกลุ่มเชื้อที่ก่อมะเร็ง (เสี่ยงสูง) และ Negative หมายถึงไม่พบเชื้อที่ก่อมะเร็ง ซึ่งล่าสุดตัว HPV Test หรือ HPV DNA นี้ สามารถระบุกลุ่มของเชื้อและสายพันธุ์ได้ทันที
    • การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV จากปัสสาวะ เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทางเลือกใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้เซลล์ที่ได้จากน้ำปัสสาวะเพื่อตรวจหา HPV DNA ซึ่งช่วยแก้ปัญหาสตรีที่กลัวและอายการขึ้นขาหยั่ง และช่วยลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกลงได้
  3. การตรวจภายในสามารถทำได้โดยไม่ต้องมีการเตรียมตัวใดๆ แต่ควรหลีกเลี่ยงช่วงที่มีประจำเดือน ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ หรืออยู่ในระหว่างใช้ยาเพื่อรักษาภาวะช่อง  คลอดแห้งอย่างน้อย 1-2  วันก่อนการตรวจ     และควรเข้ารับการตรวจเป็นประจำทุกปี ในกรณีที่มีความผิดปกติหรือมีความเสี่ยงควรพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจเพิ่มเติม

ปัจจุบันหลายประเทศใช้ HPV DNA เป็นมาตรฐานในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คนที่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อกลุ่มก่อมะเร็ง สามารถเว้นการตรวจได้นานถึง 3 ปี เพราะเมื่อถึงเวลามาตรวจซ้ำแล้วเจอความผิดปกติก็อาจจะไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นมะเร็ง สามารถรักษาได้ทัน ปกติแพทย์จะแนะนำให้ตรวจแปปสเมียร์ทุกปี โดยไม่ต้องทำ HPV Test

 


บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อสมิติเวช

สอบถามเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 3.27 จาก 5 จำนวนโหวต 45 โหวด

ผู้เขียน

นพ. ภานนท์ เกษมศานติ์ สรุป: สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา