แชร์ข้อความนี้

การป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง

hight-risk

เพราะลูกคือของขวัญมหัศจรรย์ของพ่อแม่

เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายจึงควรระวังให้มากตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่สำคัญมาก การป้องกันภาวะแทรกซ้อนทั้งก่อนและระหว่างการตั้งครรภ์จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง

รศ.ดร.นพ. บุญศรี จันทร์รัชชกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์สูติศาสตร์ ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า เราสามารถหลีกเลี่ยงการตั้งครรรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ ถ้าสตรีตั้งครรภ์เริ่มมาฝากครรภ์ ตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ และได้รับการตรวจคัดกรองอย่างละเอียด

การตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงคืออะไร

“ การตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง เกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยบางประการที่ทำให้สตรีที่กำลังตั้งครรภ์และทารกในครรภ์มีความเสี่ยง ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด เช่น การคลอดก่อนกำหนดหรือภาวะครรภ์เป็นพิษ (การตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง) ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้แก่คุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
แม่ที่มีประวัติคลอดก่อนกำหนดในครรภ์ก่อน มีปัญหาในระหว่างคลอด มีบุตรยาก ตั้งครรภ์โดยใช้เทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ เคยแท้งบุตร เคยผ่าตัดเนื้องอกในมดลูก ตั้งครรภ์แฝด หรือกรณีที่คุณแม่มีอายุเกิน 35 ปี”

“สตรีที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไทรอยด์หรือโรคอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตั้งครรภ์เพื่อที่จะได้รักษาและควบคุมโรคให้ดีก่อน ในการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ สูติแพทย์จะซักประวัติคุณแม่เพื่อหาปัจจัยเสี่ยง และจะประเมินระดับความเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ได้ จากประวัติการตรวจร่างกาย การวัดขนาดมดลูกเพื่อประเมินขนาดทารกในครรภ์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ เช่น การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ การตั้งครรภ์มีความเสี่ยงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนและสภาพร่างกาย อย่างไรก็ตาม การตรวจประเมินความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด จะทำให้แพทย์สามารถให้คำแนะนำคุณแม่ได้ว่าจะลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร ”

การป้องกันสำหรับการตั้งครรภ์ปกติ

“เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าไปมากในทุกวันนี้ช่วยให้เราป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าแต่ก่อน ผมขอให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักถึงการป้องกันเพราะดีกว่าจะต้องมารักษาเมื่อเกิดปัญหาแล้ว การรักษาอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การคลอดก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ ภาวะทารกโตช้าในครรภ์ ฯลฯ อาจไม่ได้ผลดีมากนักเนื่องจากในปัจจุบันเรายังไม่ทราบสาเหตุของอาการเหล่านี้

“ก่อนที่จะตั้งครรภ์จำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ คุณแม่ไม่ควรมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ควรตั้งครรภ์เมื่ออายุเหมาะสม คือ ไม่น้อยหรือมากเกินไป หากมีแผนที่จะตั้งครรภ์ คุณพ่อและคุณแม่ควรไปตรวจร่างกายก่อน สามารถตรวจคัดกรองได้โดย การดูประวัติด้านสุขภาพ โรคทางพันธุกรรม มีประวัติการตั้งครรภ์ผิดปกติ การตรวจหมู่เลือด และตรวจหาโรคที่สามารถถ่ายทอดไปสู่ทารกในครรภ์ได้ เช่น หัดเยอรมัน ตับอักเสบ โลหิตจาง ธาลัสซีเมียซึ่งพบได้บ่อยในคนเอเชีย ”

เราป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงได้

“ครรภ์เป็นพิษ มักเกิดเมื่อเลยสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์ไปแล้ว หรือเมื่อท้องได้ประมาณ 5 เดือน ส่วนมากมักพบเมื่ออายุครรภ์ 32 สัปดาห์ (8 เดือน) หรืออาจเกิดขึ้นได้ใน 48 ชั่วโมงหลังจากที่ทารกคลอดออกมาแล้ว วิธีที่ได้ผลที่สุดในการป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษ คือ การให้ยาในสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยจะเริ่มในช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์

การตรวจวัดสารชีวเคมีและการวัดการไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูก เป็นวิธีที่ดีในการประเมินความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษ และภาวะเด็กแรกคลอดที่มีน้ำหนักตัวน้อยผิดปกติ ปัจจุบัน การตรวจ sFIt/PlGF ถือว่ามีความแน่นอนมากและสามารถพยากรณ์ภาวะครรภ์เป็นพิษหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ รวมถึงวัดความรุนแรงทางโรคได้ ทำให้แพทย์สามารถหาวิธีป้องกันและรักษาที่เหมาะสมที่สุดได้ ในประเทศไทย มีโรงพยาบาลไม่กี่แห่งเท่านั้นที่สามารถตรวจ sFIt/PIGF ได้ และโรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิทสามารถตรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมง และรอผลเพียง 1 ชั่วโมง

การทำอัลตร้าซาวด์เพื่อวัดความยาวของปากมดลูกเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันพบว่าฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนช่วยลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดได้ถึง 45% ในสตรีที่มีปากมดลูกสั้น ในประเทศไทย เราเป็นทีมแรกที่ริเริ่มใช้ห่วงครอบปากมดลูก (Cervical pessary)ร่วมกับโปรเจสเทอโรนและพบว่าวิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงและได้มีการนำเสนอข้อมูลในการประชุมนานาชาติเมื่อปี 2557

การตรวจระดับไฟโบรเนคทินและ PAMG-1 ช่วยให้พยากรณ์การคลอดก่อนกำหนดและถุงน้ำคร่ำแตก โดยได้ผลการตรวจภายใน 15-20 นาที การวินิจฉัยที่รวดเร็วจะทำให้สามารถรักษาได้เร็วและลดระยะเวลาการพักรักษาในโรงพยาบาลและทำให้ไม่ต้องใช้ยามากโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้เรายังสามารถทำการตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยทางพันธุกรรมของทารกในครรภ์ที่ทันสมัยโดยการร่วมมือกับภาควิชาสูติศาสตร์ของ Chinese University of Hong kong โดยโรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิทได้ร่วมกับ Chinese University of Hong kong และ Baylor College of Medicine สหรัฐอเมริกา จัด Course อบรมเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ทางการแพทย์ (Medical genetics) ให้กับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ผู้สนใจ

เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ควรทำอย่างไร

หลังจากทราบว่าตั้งครรภ์ ควรเริ่มดูแลครรภ์อย่างดีให้เร็วที่สุด แพทย์สามารถตรวจโดยคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อยืนยันว่าเป็นการตั้งครรภ์ในหรือนอกมดลูก การตรวจอัตราการเต้นของหัวใจเพื่อดูความแข็งแรงของทารกทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ การทำอัลตราซาวด์ระหว่างสัปดาห์ที่ 12-13 ของการตั้งครรภ์เพื่อวัดความหนาของต้นคอทารก และตรวจหาโครโมโซมผิดปกติ ตรวจหาโรคหัวใจในทารกในครรภ์ การวัดเส้นเลือดที่มดลูก ความยาวปากมดลูกเพื่อพยากรณ์ภาวะครรภ์เป็นพิษและการคลอดก่อนกำหนด การทำอัลตราซาวด์ในระหว่างสัปดาห์ที่ 18-22 เพื่อหาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ การทำอัลตราซาวด์ระหว่างสัปดาห์ที่ 28-32 ของการตั้งครรภ์เพื่อดูการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์และจัดการกับปัญหาต่างๆ ก่อนที่จะเกิดขึ้น ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและพยาบาลรวมทั้งห้องแล็บที่มีเครื่องมือพร้อม ทำให้โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มีความพร้อมที่จะดูแลคุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เพราะการป้องกันดีกว่าการรักษา โรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท จึงพยายามหาทางที่จะพยากรณ์และวินิจฉัยอาการดาวน์ซินโดรม การคลอดก่อนกำหนด ภาวะครรภ์เป็นพิษระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้โดยทีมสูติแพทย์, กุมารแพทย์และพยาบาลที่มีความชำนาญสามารถให้การดูแล รักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลการตั้งครรภ์เป็นอย่างดีเพื่อให้ลูกเกิดมามีสุขภาพดี และเริ่มต้นชีวิตอย่างมีคุณภาพ”

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 3.13 จาก 5 จำนวนโหวต 8 โหวด

ผู้เขียน

รศ.ดร.นพ. บุญศรี จันทร์รัชชกูล สรุป: สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา อนุสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์