แชร์ข้อความนี้

สารพันปัญหาเรื่องท้องผูก

HIGHLIGHTS:

  • อาการท้องผูกไม่ใช่เรื่องเล็กที่ควรมองข้าม เพราะอาจส่งผลให้เกิดปัญหาร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
  • การนั่งขับถ่ายแบบชักโครก ควรหาม้านั่งเตี้ยๆ มารองขาสองข้างให้เลียนแบบท่านั่งยอง เพราะท่านั่งยองจะช่วยให้ลำไส้ส่วนปลายตรงมากขึ้น ทำให้ถ่ายง่ายขึ้นและมีอุจจาระค้างในลำไส้น้อยลง
  • หากพบว่าอุจจาระมีสีดำ หรือแดงปน อาจบ่งชี้ถึงภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร ควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้อง

หลายคนอาจคิดว่าการพูดเรื่อง”การขับถ่าย” เป็นเรื่องน่าอายหรือเป็นเรื่องส่วนตัว แม้มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหา “ท้องผูก” ก็ไม่ต้องการพูดให้ใครรู้   แต่ความเป็นจริงแล้วการขับถ่ายเป็นเรื่องธรรมชาติที่มีความสำคัญกับสุขภาพอนามัยเป็นอย่างมาก  อีกทั้งอาการท้องผูกก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ควรมองข้าม เพราะอาจส่งผลให้เกิดปัญหาร้ายแรงถึงขั้นกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

แบบไหนเรียกท้องผูก

ทางการแพทย์ถือว่า อาการท้องผูกคือ ภาวะการขับถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติ   ซึ่งตามธรรมชาติแล้วคนเราควรขับถ่ายทุกวัน วันละ 1-3 ครั้ง หรืออย่างน้อยควรถ่ายอุจจาระทุกๆ  2-3 วัน โดยการขับถ่ายที่เกิดขึ้นต้องไม่สัมพันธ์กับการปวดท้อง ไม่สบายท้องหรือท้องอืด รวมถึงลักษณะของอุจจาระควรนิ่มพอประมาณไม่แข็งหรือเหลวเกินไป  อุจจาระที่ดีควรเป็นสีเหลืองเข้มหรืออ่อน ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน แต่หากพบว่าอุจจาระมีสีดำ หรือแดงปน อาจบ่งชี้ถึงภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารได้  นอกจากนี้หากถ่ายอุจจาระแล้วมีลักษณะของหยดน้ำมันลอยปนออกมา อาจหมายถึงโรคของตับอ่อนหรือทางเดินน้ำดี

คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อลักษณะของอุจจาระที่บอกโรค

สาเหตุของท้องผูก

สาเหตุหลักๆ ของอาการท้องผูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. การปฏิบัติตัวและพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผัก ผลไม้ รวมถึงดื่มน้ำน้อยมาก นอกจากนี้การขาดการออกกำลังกาย ก็เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะท้องผูกได้
  2. การรับประทานยาบางชนิด อาจส่งผลให้เกิดอาการท้องผูก เช่น ยาลดความดัน ยาแก้ปวด หรือยาแก้ไอ ตลอดจนอาหารเสริม วิตามิน เกลือแร่บางประเภท
  3. โรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน และโรคของระบบประสาทบางอย่างอาจส่งผลทำให้ท้องผูกได้เช่นกัน

ผลเสียจากภาวะท้องผูก

ผู้ที่มีภาวะท้องผูกเรื้อรังนานๆ อาจมีปัญหาแทรกซ้อน  เช่น ริดสีดวงทวารหนัก หรืออุจจาระที่แข็งมากเกินไป อาจก่อให้เกิดแผลในลำไส้หรือที่ทวารหนัก ทำให้มีปัญหาเรื่องถ่ายเป็นเลือดตามมา นอกจากนี้ภาวะท้องผูก ยังอาจเป็นอาการบ่งชี้ถึงโรคทางกายบางอย่างได้ เช่น ภาวะไทรอยด์ผิดปกติ หรือถ้ามีท้องผูกสลับกับท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด หรือถ่ายออกมาแล้วอุจจาระลำเล็กลงกว่าเดิม ควรเฝ้าระวัง  เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

คลิกที่นี่เพื่ออ่านข้อมูลของมะเร็งลำไส้ใหญ่

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า กลไกการขับถ่ายของร่างกายเป็นกระบวนการที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย  มีงานวิจัยจำนวนมากพบว่า ผู้ป่วยที่มีการขับถ่ายเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจที่แย่ลง เช่น ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน (IBS : Irritable bowel syndrome) ไม่ว่าจะเป็นแบบท้องผูกหรือท้องเสีย  มักมีปัญหาเรื่องของสุขภาพจิตที่แย่ลง ทั้งภาวะซึมเศร้าและมีความวิตกกังวลมากกว่าคนปกติทั่วไป

ปฏิบัติตัวอย่างไรให้ห่างไกลอาการท้องผูก

  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักหรือผลไม้ รวมถึงดื่มน้ำมากๆ วันละ 1 ลิตรครึ่ง – 2 ลิตรขึ้นไป เพิ่มการออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 ครั้ง เพื่อช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น
  • ฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน ไม่ควรกลั้นอุจจาระเด็ดขาด รวมถึงไม่ควรทำกิจกรรมใดๆ ระหว่างการขับถ่าย เช่น เล่นโทรศัพท์มือถือ หรืออ่านหนังสือนานเกินไป  ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้แพทย์ได้ตั้งข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเริ่มจากภาวะท้องผูก  เพราะการขับถ่ายที่ถูกต้องควรใช้เวลาไม่นานและเสร็จสิ้นภายใน 1 นาที ดังนั้นหากมีพฤติกรรมต้องนั่งในห้องน้ำนานๆ  แพทย์แนะนำว่าควรมาปรึกษาเพื่อประเมินว่ามีอาการท้องผูกหรือไม่
  • ปรับเปลี่ยนลักษณะการนั่งขับถ่าย บ้านที่มีห้องน้ำเป็นแบบชักโครกแนะนำให้หาม้านั่งเตี้ยๆ มารองขาสองข้างให้เลียนแบบท่านั่งยอง เพราะท่านั่งนี้ช่วยให้ลำไส้ส่วนปลายตรงมากขึ้นในระหว่างการขับถ่าย ทำให้ถ่ายง่ายขึ้นและมีอุจจาระค้างในลำไส้น้อยลง นอกจากนี้จังหวะของการหายใจก็มีผลต่อการขับถ่ายด้วย คือในผู้ป่วยที่ท้องผูกนั้นแนะนำให้หายใจเข้าให้ท้องพองออกก่อนที่จะเบ่งถ่ายพร้อมหายใจออกยาวๆ ซึ่งจะช่วยให้อุจจาระเคลื่อนตัวและถ่ายออกได้ง่ายมากขึ้น

การรักษาอาการท้องผูก

แพทย์ซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อประเมินหาสาเหตุภาวะท้องผูก และปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากการประเมินเบื้องต้น ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน แพทย์จะแนะนำในเรื่องการปฏิบัติตัวและให้รับประทานยาระบาย หรืออาจให้ไฟเบอร์ทางการแพทย์ในเบื้องต้น

หากผู้ป่วยใช้ยาดังกล่าวสักระยะแล้วอาการไม่ดีขึ้น ก็จะแนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อตรวจประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนปลายของลำไส้และทวารหนัก (anorectal manometry)   ว่าทำงานสัมพันธ์กันในช่วงการเบ่งถ่ายหรือไม่ การเบ่งถ่ายที่ถูกต้องนั้นขณะลำไส้ใหญ่ส่วนปลายบีบตัว  กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักต้องคลายตัว แต่พบว่าบางคนกล้ามเนื้อส่วนหูรูดทวารหนักไม่คลาย หรือบางครั้งกลับหดรัดแน่นขึ้นไปอีก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดถ่ายอุจจาระแต่ถ่ายไม่ออก ซึ่งการตรวจใช้เวลาไม่นาน และไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด

การเตรียมตัวเบื้องต้น ทำได้โดยให้ผู้ป่วยขับถ่ายหรือใช้ยาสวนก่อนเริ่มทำการตรวจรักษา 2 ชั่วโมง ระหว่างตรวจผู้ป่วยจะอยู่ในท่านอนตะแคงซ้าย ซึ่งไม่มีการวางยาสลบ จากนั้นจะใช้สายตรวจขนาดเล็กสอดเข้าไปในทวารหนัก และให้ผู้ป่วยทำการขมิบ คลาย และเบ่งเป็นระยะๆ เพื่อดูการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนปลายของลำไส้และหูรูดทวารหนัก หากผู้ป่วยมีภาวะการเบ่งถ่ายไม่ถูกวิธี แพทย์อาจให้ยาระบาย ร่วมกับให้ผู้ป่วยฝึกการควบคุมกล้ามเนื้อส่วนปลายบริเวณหูรูด ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Biofeedback ที่ให้ผลลัพธ์ในการรักษาถึง 70 %

 

หากมีอาการท้องผูกเรื้อรังแนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษา เพราะปัญหาท้องผูกอาจเป็นสัญญาณหนึ่งของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 3.71 จาก 5 จำนวนโหวต 35 โหวด

ผู้เขียน

นพ. อนุพงศ์ ตั้งอรุณสันติ สรุป: สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร