แชร์ข้อความนี้

สถานการณ์ประชากรผู้สูงอายุในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน จำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไปกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (APAC) ซึ่งมีอัตราการขยายตัวของประชากรกลุ่มนี้สูงที่สุด ประมาณการว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 – 2030 ประชากรเอเชียแปซิฟิคจำนวนถึง 200 ล้านคนจะเข้าสู่ภาวะสูงวัย ทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุของภูมิภาคในปี 2030 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 71 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งมากกว่าในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปเกือบเท่าตัว (ภาพที่ 1)

การที่คนมีชีวิตยืนยาวมากขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตของระบบเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของการสาธารณสุข ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายต่อระบบอย่างยิ่ง เนื่องจากในปัจจุบันผู้สูงอายุไม่ได้อยู่ในบทบาทแรงงานหรือผู้สร้างรายได้ บางส่วนมีภาวะพึ่งพิงและต้องการการดูแลทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องทำให้ค่าใช้จ่ายของภาครัฐเพิ่มขึ้นตามมา นอกจากนั้นยังพบว่าเมื่อรายได้ประชาชาติ (GDP) เพิ่มขึ้นความต้องการแสวงหาบริการทางสุขภาพก็มีมากขึ้นตามลำดับ ประกอบกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีการแข่งกันพัฒนาอยู่ตลอดเวลาทำให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้น (ภาพที่ 2)

ในอนาคตอันใกล้เราจะพบว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิตจากโรคติดต่อ หรือโรคที่ถ่ายทอดจากมารดาไปสู่ทารกน้อยลง แต่จะพบอุบัติการณ์ของโรคกลุ่มไม่ติดต่อ หรือ Non-communicable Diseases (NCDs) มากขึ้น ซึ่งได้แก่ กลุ่มโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และกลุ่มโรคที่เกิดจากความเสื่อมตามวัย เช่น สมองเสื่อม กระดูกพรุนและไขข้อเสื่อม ซึ่งก็เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากร

เมื่อเราไม่สามารถหยุดการล้นทะลักของประชากรสูงอายุได้ ดังนั้นแนวทางการสาธารณสุขจึงควรเน้นในสองประเด็น หนึ่ง ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างแข็งแรง และสอง ป้องกันภาวะทุพพลภาพหรือภาวะแทรกซ้อนจากโรคกลุ่ม NCDs

เมื่อไหร่จึงควรเตรียมตัวรับภาวะสูงอายุ? ความจริงแล้วร่างกายของเราเกิดความเสื่อมตามอายุอยู่ตลอดเวลา เช่น เมื่อเราอายุ 35 – 40 ปี ขึ้นไป จะสังเกตุว่าสายตาเริ่มยาวขึ้น เลนส์ตาหรือวุ้นในลูกตาเริ่มขุ่น กระดูกดูดซึมแคลเซี่ยมลดลง กล้ามเนื้อเริ่มไม่แข็งแรงไม่สามารถออกแรงหนักๆ ได้เหมือนเดิม ดังนั้นการเริ่มดูแลและใช้งานร่างกายอย่างถูกต้องตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นจนถึงวันก่อนเกษียณอายุก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้เรากลายเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนสู่วัยสูงอายุก็เช่นเดียวกับการเปลี่ยนจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น ร่างกายทุกระบบจะค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ส่วนที่เห็นได้ชัดเจนจากภายนอก เช่น ผิวหนัง ไปจนถึงระบบภายใน เช่น หัวใจ ไต ตับ สมอง และระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องให้การดูแลสุขภาพของคนวัยสูงอายุและก่อนสูงอายุแบบ “องค์รวม” อันประกอบด้วย การประเมินความสภาวะร่างกายและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือภาวะทุพพลภาพ การตรวจคัดกรองโรคประจำช่วงอายุ การประเมินภาวะอารมณ์และความจำ การใช้ยาอย่างถูกต้องและไม่เกินความจำเป็น การฟื้นฟูร่างกาย และการเสริมภูมิคุ้มกันอย่างเหมาะสม โดยเรามุ่งหวังให้เขาเหล่านั้นอายุมากขึ้นอย่างมีคุณภาพชีวิต ลดการเกิดภาวะพิการติดเตียง ต้องพึ่งพิงการดูแลจากลูกหลาน หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ในทรรศนะของผู้เขียน ผู้สูงอายุยังสามารถเป็นบุคคลากรที่มีคุณค่าได้ ดังจะเห็นว่าในหลายๆ ประเทศกำลังมีนโยบายปรับเกณฑ์การเกษียณอายุให้สูงขึ้น การจ้างที่ปรึกษาอาวุโสมากประสบการณ์ก็มีให้เห็นกันโดยทั่วไป ดังนั้นบุคคลากรสาธารณสุขจึงมีหน้าที่ส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มนี้ยังมีสมรรถภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านสาธารณสุขของภาครัฐ



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 2.75 จาก 5 จำนวนโหวต 8 โหวด

ผู้เขียน

สรุป: