แชร์ข้อความนี้

สนุกได้กับชีวิตที่คุณรัก
ด้วยมาตรฐานการรักษาเฉพาะทางระดับโลกถึง 5 สาขา
ที่ได้รับการรับรองจาก JCI สถาบันรับรองคุณภาพ
ระดับสากลแห่งสหรัฐอเมริกา

สมิติเวชพร้อมดูแลคุณ ให้คุณได้กลับไปสนุกกับกิจกรรมที่คุณรักได้อีก ด้วยมาตรฐานระดับโลกนี้ ผู้ป่วยและครอบครัวมั่นใจได้ถึงการดูแลรักษาอย่างถูกต้องแม่นยำ ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษา ขณะพักฟื้น จนสามารถใช้ชีวิตเป็นปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ด้วยศักยภาพในการรักษาที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในเรื่อง

  • การวางแผนการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเป็นขั้นตอน
  • ความเชี่ยวชาญและกระบวนการรักษาที่แม่นยำวัดผลได้
  • การพัฒนาศักยภาพในการรักษา
  • การจัดการฐานข้อมูลผู้ป่วยและใช้ข้อมูลในการดูแลรักษาร่วมกับผู้ป่วย
  • การดูแลสนับสนุนทั้งผู้ป่วยและครอบครัวให้มีสภาพจิตใจที่ดี ใช้ชีวิตอยู่กับโรคอย่างเข้าใจ
healthcarerevolution

ปวดหลังเป็นเรื่องน่ารู้ โดยเฉพาะผู้ป่วย  ผู้ที่เคยปวดหลังหรือผู้ที่สนใจ ถ้าท่านรู้เรื่องนี้ดีพอและสามารถนำไปปฏิบัติได้ จะป้องกันการปวดหลังของท่านได้

บทนำ

อาการปวดหลังนั้นเป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยมากที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ และอาการนี้เกิดได้เกือบทุกคนทุกแห่งหนในโลกใบนี้ ประมาณร้อยละ 80 หรือมากกว่า ของคนไทยมีอาการปวดหลังอย่างน้อย หนึ่งครั้งในชีวิต

โครงสร้างของสันหลัง

ถ้าท่านพอมีความรู้เรื่องกายวิภาคของสันหลังบ้าง  และรู้ว่าอวัยวะส่วนนี้ทำหน้าที่ อย่างไร  จะทำให้ท่านเข้าใจเรื่องปวดหลังได้ดีขึ้น  กระดูกสันหลังนั้นประกอบด้วยชิ้นกระดูกเล็กๆ 33 ชิ้น ร้อยเรียงติดต่อกันเป็นข้อต่อ มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ กล้ามเนื้อเส้นเอ็นยึดเกาะ  ช่วยทำให้สันหลังทรงสภาพอยู่ได้ ถ้ามองจากทางด้านหลัง หลังจะตรง  ถ้ามองทางด้านข้าง จะเห็นสันหลังมีส่วนโค้งเร็วตามธรรมชาติ  ภายในช่องสันหลังมีลักษณะเป็นท่อกลวงที่มีไขสันหลังยื่นต่อจากก้านสมองลงมาถึงบริเวณกระดูกบั้นเอว และจะมีเส้นประสาทยื่นออกมาจากไขสันหลัง ผ่านรูที่กระดูกสันหลังออกไปสู่กล้ามเนื้อแขน ขา ลำตัว และมีประสาทรับความรู้สึกออกร่วมไปด้วย เพื่อไปสู่ผิวหนังรับความรู้สึก การเคลื่อนไหวและอิริยาบถต่างๆ ของร่างกาย เกิดจากการทำงานประสานกันโดยรับคำสั่งจากสมองผ่านไขสันหลัง สู่กล้ามเนื้อ และผิวหนัง ได้เป็นอย่างที่เรามีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้

Back Painกระดูกสันหลังโครงกระดูกสันหลัง ประกอบด้วย กระดูกชิ้นเล็กๆ 33 ชิ้น ติดต่อกันเป็นข้อดังกล่าวแล้ว กระดูกสันหลังแต่ละชิ้นจะประกอบด้วย ส่วนที่เรียกว่าเป็นตัว มีลักษณะเป็นแท่ง มีความหนาประมาณ ๑.๕ ถึง๓ เซนติเมตร. ขนาดแตกต่างกันตามตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย ส่วนหน้าอกจะมีขนาดเล็กกว่าส่วนล่างๆ ถ้ามองจากข้างบนลงมาจะเห็นว่ากระดูกจะมีลักษณะคล้ายชามลูกไต และทางด้านหลังจะมีแกนกระดูกยื่นออกไปคล้ายเสา และมีความยาว ๑ – ๒ เซนติเมตร  แตกต่างกันจากข้างบนลงมาข้างล่าง แกน 2 เสาจะเชื่อมติดกับส่วนหลัง

Back Painของกระดูก ที่แขนคล้ายหลังคาหุ้มท่อไขสันหลัง และจากด้านหลังสุด จะมีเดือยกระดูกยื่นออกไป ซึ่งจะสามารถคลำได้โดยเฉพาะคนที่ผอม  กระดูกสันหลังจะต่อกันเป็นลำ และถ้ามองจ่กทางด้านหน้า หรือด้านหลัง จะเห็นลำกระดูกเป็นแนวตรง แต่ถ้ามองทางด้านข้างจะเห็นส่วนโค้ง ที่คอ จะเว้าไปด้านหน้า  ที่บริเวณทรวงอก จะโค้งไปด้านหลัง ที่บั้นเอวจะโค้งไปทางด้านหน้า และมีบริเวณกระดูกเชิงกรานและก้นกบ จะโค้งไปทางด้านหลัง ส่วนล่างบริเวณเหนือก้นกบ กระดูกสันหลังจะเชื่อมต่อเป็นข้อกับกระดูกเชิงกราน ทางด้านหลังของกระดูกสันหลังจะมีข้อต่อเล็กๆ ที่เรียกว่า Facet joint ต่อกันเป็นข้อ ด้านหน้าจะเป็นหมอนรองกระดูกสันหลัง รองรับกระดูกสันหลัง (body) เป็นข้อต่ออีกชนิดหนึ่ง ตลอดความยาวของกระดูกสันหลังจะมีเอ็นกล้ามเนื้อยึดติด ช่วยทำให้กระดูกอยู่เป็นแนวตามธรรมชาติได้ดีBack Painสำหรับหมอนกระดูกสันหลังนั้น (Intervertebral disc) เป็นส่วนสำคัญที่รองรับระหว่างตัวกระดูกทางด้านหน้า รูปหน้าตัดจะคล้ายๆ ชามลูกไต เหมือนตัวกระดูกสันหลัง  ผิวนอกจะเป็นเส้นเอ็นพิเศษที่ประสานกันเหนียวแน่นภายในเป็นสารประเภทเจลาติน ส่วนผิวบน และผิวด้านล่างของหมอนรองกระดูกสันหลัง เป็นแผ่นกระดูกอ่อนที่อยู่ติดกับตัวกระดูกสันหลัง มีช่องเล็กๆ เผื่อให้อาหารจากตัวกระดูกสันหลังผ่านเข้าไปเลี้ยง  หน้าที่สำคัญของหมอนรองกระดูกสันหลัง จะเป็นส่วนที่ดูดซับแรงกระแทกที่มีต่อโครงสร้างกระดูกสันหลัง ทำให้ไม่เกิดภยันตรายรุนแรงต่อโครงกระดูกสันหลัง และยังเป็นข้อต่อพิเศษช่วยให้ลำกระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้ด้วย

การปวดสันหลังส่วนบั้นเอว

อาการปวดหลังนั้นจะเกิดได้ 2 ช่วง ถ้าปวดหลังภายใน 3 เดือน ในทางสากลเรียกว่า ปวดหลังฉับพลัน แต่ถ้าปวดนานเกิน 3 เดือน เรียกว่าปวดหลังเรื้อรัง     อาการปวดหลังนั้น ไม่เหมือนกันทุกคน บางครั้งเกิดทันทีทันใด บางคนเกิดขึ้นช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป  บางคนเป็นๆ หายๆ  อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาการปวดหลังภายใน 3 เดือนมักหายเองได้ภายใน 2 – 3 สัปดาห์ ถ้าได้รับการพักผ่อนเพียงพอ

สาเหตุของการปวดหลัง

มีสาเหตุนานัปการ  บางครั้งเกิดจากการบิดหมุนตัว  ก้มหลังมากไป  แต่ถ้ามีอายุมากขึ้น  โอกาสที่จะปวดหลังมีได้มากจากสาเหตุต่างๆ  โดยเฉพาะ จากการเสื่อมสภาพของร่างกาย  ขอให้นึกเสมอว่า  การเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลังนั้นเริ่มเกิดขึ้นได้  ตั้งแต่วัยอายุ 30 ปี  บางคนอาจมีอายุน้อยกว่านี้  ถ้าทำงานที่เกี่ยวกับการยกของหนัก  แบกหาม  ผลักดันสิ่งของอย่างต่อเนื่อง  บางคนที่มีอายุมากขึ้นอาจมีอาการปวดหลังไม่มาก  หรืออาจจะมีแต่ทนได้ก็ได้

ลักษณะอาการการปวดหลัง

อาการปวดหลังแตกต่างกัน เช่น ปวดตื้อๆ  ปวดเสียดแทง  ปวดตุ๊บๆ  ปวดแบบหดรั้งกดรัด  ลักษณะอาการปวดนั้นมักขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค  บางคนเชื่อว่าการนอน จะช่วยลดการปวดหลังได้ ไม่ว่าการปวดหลังจะมีสาเหตุจากอะไรก็ตาม เรื่องการนอนนานๆ อาจไม่ได้ช่วยให้อาการปวดหลังดีขึ้นเสมอ  มิหนำซ้ำอาจทำให้หายช้าได้ด้วย

ปัจจัยต่อไปนี้  อาจทำให้อาการปวดหลังแปรปรวนได้

  1. อาการปวดจะมากขึ้น ถ้าก้ม หรือยกของหนัก
  2. อาการอาจเป็นมาก  ถ้านั่งนานๆ
  3. การยืน เดิน  อาจทำให้มีอาการปวดเพิ่มขึ้น
  4. อาการปวดหลัง อาจเป็นๆ หายๆ บางวันหาย บางวันปวดมาก
  5. อาการปวดหลัง อาจเกิดร่วมกับอารมณ์ที่แปรปรวนได้
  6. อาการปวดหลัง อาจปวดร้าวไปที่สะโพก แก้มก้น ด้านหลังของโคนขา แต่จะไม่ร้าวลงต่ำกว่าระดับข้อเข่า
  7. อาการปวดหลัง อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย คือ ปวดร้าวลงไปต่ำกว่าระดับข้อเข่าไปถึงส้นเท้าปลายเท้าได้, อาจทำให้กำลังนิ้วเท้า ข้อ เท้า อ่อนแรง และมีอาการชาๆ ปลายเท้า  ภาวะเหล่านี้มักเกิดจากหมอนกระดูกสันหลังเลื่อนกดทับรากประสาทสันหลัง หรือเกิดเนื้องอกในช่องไขสันหลังได้
  8. อาการปวดหลังอาจมีอาการอย่างอื่นอีก  เช่น  มีไข้  หนาวสั่น  เหงื่อออกในเวลากลางคืน หรือมีน้ำหนักลดมากในช่วงเวลาสั้น

ไม่ว่าท่านจะมีอายุเท่าไหร่  ถ้ามีอาการปวดหลัง และมีอาการอื่นๆ ดังกล่าวแล้ว และถ้ารักษาตามปกติ อาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 – 3 สัปดาห์ ท่านควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาที่ถูกต้อง และสมบูรณ์แบบต่อไป คนที่ปวดหลังอย่างเดียวไม่มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เรียกว่า การปวดหลังที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือ   ภาษาอังกฤษเรียกว่า Nonspecific low back pain แต่ถ้าปวดหลัง และมีพยาธิสภาพที่กระดูกสันหลังชัดเจน เช่น  กระดูกสันหลังหัก  โรคติดเชื้อ  มะเร็งกระดูก  หมอนรองกระดูกเคลื่อน  เราเรียกภาวะร่วมนี้ว่า Red Flag หรือธงแดง  คือว่า เป็นเรื่องค่อนข้างรุนแรง และบางโอกาสร้ายแรง

จะวินิจฉัยโรคได้อย่างไร

ประการแรกเมื่อท่านพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลัง  แพทย์จะซักประวัติ และตรวจร่างกายท่านอย่างละเอียด  โดยเฉพาะตรวจสันหลัง  กดกระดูกสันหลัง  กล้ามเนื้อด้านข้างกระดูกสันหลัง   แพทย์จะให้ท่านเคลื่อนไว้ตัวในท่าก้ม เงย บิด ตะแคงตัว เพื่อดูว่าท่านเคลื่อนไหวสันหลังได้คล่อง หรือไม่ และมีอาการปวดหลังร่วมด้วยหรือไม่  ต่อไปแพทย์จะตรวจระบบประสาท ให้ท่านนอนหงายและให้ยกขาขึ้นตรง เข่าเหยียดตรง ดูว่าท่านมีอาการตึงขา ปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ มีอาการปวดเสียวชาลงขาหรือไม่  แพทย์จะตรวจกำลังกล้ามเนื้อ ว่ากล้ามเนื้อขาข้อต่อนิ้วเท้า อ่อนแรง หรือไม่ ประสาทความรู้สึก ขาหลังเท้า ฝ่าเท้า ปกติ ชาหรือไม่  ตรวจการตอบสนองทางด้าน Reflex ที่เอ็นร้อยหวาย  เอ็นสะบ้า  ด้วยวิธีเคาะตรงตำแหน่งดังกล่าว ดูว่ามีการกระตุกของขาเมื่อเคาะที่เอ็นสะบ้า และถ้ากระตุกเมื่อเคาะที่เอ็นร้อยหวาย  จากการตรวจระบบประสาทดังกล่าวแล้ว  แพทย์จะให้การวินิจฉัยว่าอาการปวดหลังของท่าน อาจเกิดจากการกดทับของรากประสาทสันหลัง จากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับรากประสาทสันหลัง เนื้องอกของรากประสาทสันหลัง เป็นต้น จะตรวจด้วยภาพถ่ายรังสี, CT และ MRI เมื่อใด อาการปวดหลังโดยทั่วไปที่ไม่มีอาการทางระบบประสาท ไม่มีไข้ ไม่ปวดหลังรุนแรงเรื้อรัง  แพทย์ยังไม่แนะนำให้ตรวจด้วยวิธีดังกล่าว แต่ถ้ามีอาการรุนแรงในกลุ่มที่เรียกว่า Red Flag จะต้องตรวจทุกราย

การตรวจด้วยภาพถ่ายรังสี X-ray

ภาพถ่ายรังสี นี้จะช่วยให้ข้อมูลชี้บ่งรอยโรคที่เกิดกับกระดูกสันหลัง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับหมอนรองกระดูกสันหลัง  เช่น  ในกรณีกระดูกหักยุบ  ข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม  กระดูกคดโก่งงอผิดปกติ  เป็นต้น  ส่วนเนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น เอ็น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท ภาพถ่ายรังสีมิอาจมองเห็นได้ชัดเจน

การตรวจด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (CT Scans)

ถ้าแพทย์สงสัยว่ามีรอยโรคที่กระดูกจากภาพถ่ายรังสี จะแนะนำให้ถ่ายภาพด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นภาพถ่าย 3 มิติ เน้นตรงตำแหน่งที่มีพยาธิสภาพ

การตรวจด้วยระบบคลื่นแม่เหล็ก (MRI)

การตรวจด้วยวิธีนี้จะช่วยให้เห็นสภาพของเนื้อเยื่อต่างๆ คือ หมอนรองกระดูกกล้ามเนื้อ เอ็น เส้นประสาท และไขสันหลัง โรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่กระดูกสันหลังที่ต้องอาศัยด้วยการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก  เช่น  หมอนรองกระดูกสันหลังเลื่อน, ภาวการณ์ติดเชื้อ  กระดูกสันหลังหักยุบ  เนื้องอก  เป็นต้น

การสแกนกระดูก

เป็นวิธีการใช้สารที่มีเรดิโอไอโซโทบ ฉีดเข้ากระแสเลือด  สารจะไปจับที่กระดูกที่มีพยาธิสภาพ แล้วใช้วิธีการสแกน สามารถตรวจหาตำแหน่งที่มีพยาธิสภาพได้ เช่น การติดเชื้อ  เนื้องอก เป็นต้น

การตรวจความหนาแน่นของกระดูก

เป็นการตรวจดูว่ามีกระดูกบางหรือพรุนหรือไม่  ซึ่งด้วยเครื่องมือพิเศษ สามารถบ่งบอกได้ว่ากระดูกของท่านบางหรือพรุน  โดยเฉพาะผู้สูงวัย ที่มีอาการปวดหลัง หลังโก่งงอ  ซึ่งมักมีสาเหตุจากกระดูกสันหลังหักยุบ

ภาวะต่างๆ ที่พบได้บ่อยที่ทำให้ท่านปวดหลัง

1.  กล้ามเนื้อหลัง  เอ็นหลังเคล็ดยอก

เป็นภาวะที่เกิดได้บ่อยมาก ส่วนมากเกิดจากการทำงานที่ไม่ระมัดระวังตัว เช่น การก้มยกของหนัก  ผลักดัน  ดึงของหนัก  กล้ามเนื้อหลังจะเกิดการหดรั้งรุนแรง ใยเส้นกล้ามเนื้อจะถูกยืด ถ้ารุนแรงมากๆเส้นกล้ามเนื้อเกิดการปริฉีกขาดได้ ทำให้มีอาการปวดหลังเฉียบพลัน  กีฬาบางประเภท ถ้าไม่ได้อุ่นเครื่อง ยืดเส้นยืดสายนานพอ กอ่นเล่น เมื่อลงเล่นจริงจังมักทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เช่น เล่นฟุตบอล  เทนนิส  กอล์ฟ  กีฬาประเภทกระโดด เป็นต้น การนั่งทำงานติดต่อนานๆ ในท่าใดท่าหนึ่งโดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนท่าทาง หรือโดยไม่ได้ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเลย จะทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง  เกิดอาการปวดหลัง หลังแข็ง  ถ้าท่านเริ่มทำงานประเภทดังกล่าวใหม่ๆ และรู้จักปรับตัว จะไม่เกิดภาวะดังกล่าว  แต่ถ้าเกิด อาการจะหายภายใน 2-3 วัน เป็นส่วนมากBack Pain

2.  บาดเจ็บที่หมอนรองกระดูกสันหลัง

คนที่มีอาการปวดหลังจากการยกของหนัก  ดึง หรือผลักวัสดุที่หนักมากๆ เป็นประจำ  อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่หมอนรองกระดูกสันหลังได้ อาการปวดหลังเช่นนี้ จะเป็นนาน 2-3 สัปดาห์ บางรายนานเกิน 3 เดือนจนเป็นภาวะเรื้อรังได้  บาดเจ็บของหมอนรองกระดูกสันหลัง มีหลายระดับด้วยกัน คือ

2.1) หมอนกระดูกสันหลังฉีก  มีการฉีดขาดที่ส่วนนอกของหมอนรองกระดูกสันหลัง คือ ส่วนที่เป็นเส้นใย  (annulus fibrosus)  ในสภาพเช่นนี้ส่วนในหรือส่วนกลางหมอนรองกระดูกสันหลัง ยังไม่เลื่อนออกมา  จะปวดหลังได้เป็นระยะเวลานาน 2-3 สัปดาห์ บางรายเป็นอยู่หลายๆ เดือน ถ้าร่างกายซ่อมแซมได้  อาการปวดจะหายไปได้

2.2) หมอนกระดูกสันหลังเลื่อน

Back Painเป็นภาวะที่รุนแรงเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง  ในกรณีที่เกิดแรงกดอัด เกิดขึ้นกับหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำให้ส่วนกลางๆ ของหมอนรองกระดูกที่เสื่อมถูกกดอัด  จะเคลื่อนทะลักออกไปทางด้านหลัง ถ้ามีการฉีดขาดของแผ่นเอ็นทางด้านหลังของหมอนรองกระดูกส่วนนั้น หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนกลาง (nucleus pulposus) จะถูกดันให้เข้าไปในท่อไขสันหลัง และกดทับรากประสาทสันหลังได้  ถ้าหมอนรองกระดูกหลุดออกมาเป็นชิ้นอิสระ จะกดรากประสาทได้มากขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังร้าวลงไปที่สะโพกด้านนั้น ร้าวลงไปที่ขา  น่อง และหลังเท้า หรือฝ่าเท้า  นิ้วเท้าจะชา  กล้ามเนื้อข้อเท้า นิ้วเท้าจะอ่อนแรง  ในรายที่เป็นมากๆ อาจมีปัญหาในเรื่องของระบบขับถ่ายได้  สภาพเช่นนี้จะวินิจฉัยได้ด้วยจากการตรวจร่างกาย และให้ได้แน่ชัดขึ้นด้วยการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) ที่กระดูกสันหลัง

3. หมอนกระดูกสันหลังเสื่อมBack Pain

Back Painเมื่ออายุเรามากขึ้น  หมอนกระดูกสันหลังจะเสื่อม มีการแตกสลายของเนื้อเยื่อหมอนกระดูกสันหลัง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวะเคมีของกระดูกอ่อน และเจลาตินของหมอนกระดูกสันหลัง หมอนกระดูกจะยุบตัวลง แฟบลง ส่งผลทำให้เอ็นที่เกาะผ่านช่องหมอนกระดูกสันหลังย่นตัวเป็นกระจุกยื่นเข้าไปในช่องไขสันหลัง ส่งผลให้ช่องไขสันหลังตีบแคบ  ในขณะเดียวกันข้อต่อ Facet joint จะมีการเสียดสีกันมาก เพราะกระดูกสันหลังปล่องนั้นไม่มีความมั่นคง ทำให้ข้อต่อเสื่อม เกิดบานโตขึ้นจะทำให้ช่องไขสันหลังแคบลง เพราะจะมีเดือยกระดูกจากข้อต่อเล็กๆ นี้ ยื่นเข้าไปในช่องไขสันหลัง ทำให้ช่องไขสันหลังตีบ เกิดอาการเส้นประสาทสันหลังถูกกด

4. ภาวะที่ปล้องกระดูกสันหลัง 

เป็นภาวะที่ปล้องกระดูกสันหลังที่อยู่เหนือกว่าปล้องล่างเคลื่อนไปข้างหน้า โดยไม่มีการแตกหักของกระดูก แต่เกิดจากความเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลังช่วงนั้นๆ ภาวะนี้มักเกิดในเพศหญิงมากกว่าชาย

Back Painกระดูกสันหลังชิ้นบนที่เลื่อนไปข้างหน้านั้นจะเลื่อนไม่เกิน 30% ของความกว้างของตัวกระดูก ในกรณีที่เลื่อนออกไปมาก จะเกิดการกดทับรากประสาทสันหลัง ทำให้ปวดร้าวลงขา 2 ข้าง เมื่อเดินได้ในช่วงระยะหนึ่ง ต้องนั่งพักชั่วขณะ และถ้าเดินออกไปอีกก็จะเกิดอาการดังกล่าวอีก  อาการน่ารำคาญนี้จะทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ การเคลื่อนตัวของปล้องกระดูกสันหลังไปข้างหน้าจากการเสื่อมนี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อกระดูกโดยตรง แต่เกิดจากการเสื่อมจึงเรียกว่า Degeneration spondylolisthesis ที่ต่างจากกระดูกสันหลังอันบนเลื่อนไปข้างหน้าจากการแตกของส่วนหลังของกระดูกสันหลัง จึงเรียกว่า Isthmic spondylolisthesis กระดูกจะเลื่อนไปข้างหน้าได้มากกว่า อาการปวดจะมากกว่า ภาวะเช่นนี้เป็นมาแต่กำเนิด หรือการได้รับบาดเจ็บที่หลังบ่อยๆ อาการจะมากกว่าชนิดที่เกิดจากความเสื่อมBack Pain

 5. ภาวะช่วงไขสันหลังตีบแคบ

Back Pain

ช่องไขสันหลังตีบแคบ มีสาเหตุมากมาย เช่นเป็นมาแต่กำเนิด ,จากการเสื่อมของกระดูกสันหลัง การย่นตัวของเส้นเอ็นในช่วงไขสันหลัง หรือรอบๆ ไขสันหลัง กระดูกสันหลังเคลื่อนไปข้างหน้าไปทางด้านข้าง กระดูกสันหลังโก่งคดงอ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังซึ่งอาจไม่มาก  แต่จะมีอาการจากการของเส้นประสาทถูกบีบรัด ทำให้เกิดภาวะปวดร้าวลงขา เมื่อเดินไประยะหนึ่งจะปวดร้าวลงขา จะทุเลาเมื่อหยุดพัก  อาการจะหมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เป็นต้น

 6. กระดูกสันหลังคด

Back Painกระดูกสันหลังคด เกิดในเด็ก และวัยรุ่น ซึ่งจะทำให้สันคดงอไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ส่วนมากอาการปวดหลังไม่มาก หลังคดในผู้สูงอายุสูงอายุพบได้มากขี้นในปัจจุบัน  สาเหตุอาจเกิดขึ้นเอง หรือเคยหลังคดมาก่อนในช่วงวัยรุ่น เมื่อข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม จะทำให้ปวดหลังมาก  ช่องไขสันจะตีบ กดทับรากประสาทสันหลัง ทำให้ปวดร้าวลงขา ขาชาและอ่อนแรงได้

7. ปวดหลังจากสาเหตุอื่น

มีสาเหตุอีกมากที่ทำให้ปวดหลัง เป็นพยาธิสภาพที่เกิดกับกระดูกสันหลังโดยตรง เช่น จากอุบัติเหตุกระดูกสันหลังหักยุบ  เนื้องอกหรือมะเร็งของกระดูกสันหลัง อาการปวดหลังในเวลากลางคืนขณะนอนและมีเหงื่อออก น้ำหนักตัวลด อาจเป็นวัณโรค หรือการติดเชื้อที่กระดูกสันหลังได้  ในกรณีเช่นนี้ท่านควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

อาการปวดหลังอาจเกิดจากภาวะเครียด  หรือมีปัญหาทางสภาพจิต ซึ่งจะมีอาการปวดหลังเรื้อรังเป็นสัปดาห์  หลายสัปดาห์  หรือเป็นเดือนๆ  ภาวะเช่นนี้เรียกว่า Yellow Flag ซึ่งจะต้องให้จิตเวชเป็นผู้ดูแลรักษา

การรักษาอาการปวดหลัง

หลักการรักษามีอยู่ 3 วิธี ขึ้นกับการวินิจฉัยโรค และความรุนแรงของโรค คือ การรักษาทางยา  กายภาพบำบัด  และการผ่าตัด

การรักษาทางยา

มียาหลายประเภทที่จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้  คือ

  • ยากลุ่ม  Acetaminophen เช่น Paracetamol ใช้รักษาอาการปวดหลังได้ดี  โดยเฉพาะกลุ่ม  Nonspecific low back pain ผู้ป่วยกลุ่มนี้ใช้รักษา1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้อาการปวดหายได้  แต่ถ้าใช้ยานี้ติดต่อกันนานๆ จะมีผลเสียต่อตับ ไต และเซลล์เม็ดเลือดในไขกระดูกได้
  • ยากลุ่มต้านการอักเสบ (Non steroid anti inflammatory drugs – NSAIDs) จะลดการอักเสบของข้อต่อ  กล้ามเนื้อหลัง  เอ็นข้อต่อ ตัวอย่างยาเช่น Ibuprofen, naproxen, piroxicam และอื่นๆ
  • ยากลุ่มนี้ถ้าใช้ติดต่อกันนาน จะมีผลเสียเช่นกัน เพราะจะทำลายเนื้อเยื่อตับ  ไต  และเซลล์เม็ดเลือดในไขกระดูก  ปกติใช้ได้ 2-3 สัปดาห์ อาการเจ็บปวดจะหายได้
  • กลุ่มยาเสพติดบางอย่าง เช่น Codeine, Morphine อาจใช้ได้เป็นครั้งคราว แต่ควรให้แพทย์สั่ง เพราะอาจติดยาได้ถ้าใช้บ่อยๆ
  • ยาคลายกล้ามเนื้อ  ช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้ จะลดอาการเจ็บปวดได้ดี
  • กลุ่มยาประเภทสเตอรอยด์  ซึ่งอาจใช้รับประทาน หรือชนิดฉีดเข้าไขสันหลัง ปกติยากลุ่มนี้ไม่ควรใช้ เพราะมีผลเสียต่อระบบต่างๆ ของร่างกายมาก จะต้องอยู่ในความดูและ สั่งการใช้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น.

การรักษาด้วยวิธีไม่ใช้ยา

คือ การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด ถ้าการรักษาทางยาอย่างเดียวยังไม่พอ การรักษาทางกายภาพบำบัด จะช่วยลดอาการปวดได้มาก  บางครั้งการรักษาด้วยวิธีกายภาพบำบัดอย่างเดียวสามารถช่วยลดความเจ็บป่วยโดยไม่ต้องใช้ยารักษา วิธีรักษาด้วยกายภาพบำบัด มีดังนี้ :-กายภาพบำบัด

  • เช่น การใช้ความร้อนที่เหมาะสม  ความเย็นที่เหมาะสม  การนวด  ใช้ Ultra sound และการกระตุ้นด้วยไฟฟ้ากายภาพบำบัดจะรวมถึงการสอนให้ผู้ป่วยทำเองด้วย เช่น การยืดกล้ามเนื้อแขน ขา ลำตัว, การยกน้ำหนักที่เหมาะสม, การเดินหรือวิ่งตามอัตภาพ จะช่วยลดความเจ็บปวด และช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง  ข้อต่อมีพลังในการเคลื่อนไหวได้คล่องตัวด้วย
  • การใช้เครื่องพยุงหลัง หรือเข็มขัดรัดหลัง จะช่วยพยุงหลังลดการเจ็บปวดได้  ในกรณีที่หลังท่านไม่แข็งแรง  จะช่วยให้ท่านรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย  แต่การใช้เครื่องพยุงนานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหลังลีบ ไม่มั่นคงแข็งแรง เพราะโอกาสที่จะบริหารกล้ามเนื้อหลังน้อย การใช้เครื่องพยุงหลัง ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้สั่ง
  • การนวดดัดหลัง  มีวิธีต่างๆ มากมาย ซึ่งทำโดยนักกายภาพบำบัด หรือ Chiropractor ผู้ทำต้องมีความระมัดระวัง บางรายหายดี แต่บางรายปวดมากขึ้น
  • การดึงหลัง  จะมีประโยชน์ในผู้ที่ปวดหลัง และปวดร้าวลงขา กล้ามเนื้อหดเกร็ง  หมอนกระดูกสันหลังเลื่อน  บางรายได้ผลดี แต่บางรายปวดมากขึ้น
  • การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น โยคะ  อาจหายได้ แต่บางรายปวดมากขึ้น เพราะทำผิดท่า  การฝังเข็มบางรายได้ผล แต่ได้ผลในช่วงระยะสั้น เพราะไม่ได้รักษาต้นเหตุที่แท้จริง

การรักษาด้วยวิธีผ่าตัด

จะรักษาด้วยวิธีผ่าตัด เมื่อการรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม เช่น การรักษาทางยา  กายภาพบำบัด  และอื่นๆ  นาน 3 – 6 เดือนแล้ว ไม่หาย  ในรายที่จะต้องผ่าตัดรักษา ศัลยแพทย์จะต้องอธิบายพยาธิสภาพที่เกิดกับกระดูกสันหลังให้ท่านรับทราบก่อน  รวมทั้งขอดีข้อเสีย และภาวะแทรกซ้อนต่างๆด้วย  มีผลตรวจด้วยภาพรังสี, CT Scan or MRI ที่ชี้ชัดว่ากระดูกสันหลังมีพยาธิสภาพ ก่อนการผ่าตัดแพทย์จะต้องตรวจสุขภาพของผู้ป่วยว่าสมบูรณ์แข็งแรงพอที่จะทนการดมยาสลบผ่าตัดได้ และมีปัจจัยเสี่ยงหรือไม่

ผู้ป่วยควรทราบประเด็นสำคัญเหล่านี้ คือ

  1. ทำไมต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด
  2. ผ่าตัดชนิดไหน  อย่างไร  แพทย์ต้องอธิบาย
  3. มีวิธีการรักษาอย่างอื่นนอกจากการผ่าตัดหรือไม่
  4. ค่ารักษาด้วยวิธีผ่าตัด จะต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
  5. ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด มีอะไร
  6. มีความเสี่ยงในการผ่าตัดมากน้อยแค่ไหน
  7. อะไรจะเกิดขึ้นถ้าไม่รักษาด้วยวิธีผ่าตัด
  8. การทำไมให้ปวด วิสัญญีแพทย์จะทำอย่างไร
  9. จะใช้เวลานานเท่าไหร่ จึงฟื้นตัวหายจากการรักษา
  10. ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนานเท่าไหร่

ท่านมีสิทธิที่จะซักถามแพทย์ของท่านได้เต็มที่ถ้ามีข้อสงสัย และอาจหารือแพทย์คนที่ 2, 3 เพื่อให้ความเห็นในการรักษาได้ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ตามชนิดของโรคที่ทำบ่อยๆ

การผ่าตัดเอาหมอนกระดูกสันหลังออก (Discectomy)

ในกรณีที่หมอนกระดูกสันหลัง เลื่อนกดทับรากประสาทสันหลังทำให้มีอาการปวดร้าวหลังลงขา  ขาชา  ไม่มีแรงการผ่าตัดอาจทำด้วยการเปิดแผลกว้างพอสมควร หรือผ่าตัดแผลเล็ก ใช้เครื่องดึงที่เป็นท่อขนดึงเส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่หลัง เพื่อเข้าไปหา ช่องระหว่างด้านหลังของกระดูกสันหลังที่หมอนกระดูกสันหลังเลื่อน  ตัดเอ็นที่อยู่ระหว่างด้านหลังของกระดูกสันหลัง เพื่อเข้าสู่ช่องไขสันหลัง แยกเส้นประสาทสันหลังที่หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับ ตัดเอ็นที่คลุมหมอนรองกระดูกสันหลังออก แล้วดึงหมอนกระดูกสันหลังที่เคลื่อนออกให้หมด เย็บแผลปิดการผ่าตัดเอาหมอนกระดูกสันหลังออก อาจใช้กล้องส่องเข้าไปหาหมอนกระดูกสันหลัง เพื่อตัดเอาหมอนกระดูกออกมาได้ด้วย  การผ่าตัดแผลยิ่งเล็ก ผู้ป่วยพักรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยวัน  และถ้าผ่าตัดโดยวิธีใช้กล้อง ผู้ป่วยอาจไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลก็ได้

Back Painการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกสันหลัง (Spinal fusion) เป็นการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกสันหลังที่ไม่มั่นคงที่ทำให้ผู้ป่วยปวดหลัง เช่นกระดูกสันหลังเลื่อนกดทับประสาทสันหลัง หรือในกรณีที่ข้อกระดูกสันหลังเสื่อม  ช่องไขสันหลังแคบ มีความจำเป็นต้องดัดกระดูกสันหลังส่วนหลังออก เพื่อขยายช่องไขสันหลังให้กว้าง  และเปิดช่องทางที่เส้นประสาทสันหลังออกมานอกช่องไขสันหลัง  บางครั้งต้องผ่าตัดเอาหมอนกระดูกสันหลังออกด้วย  ดังนั้น เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงของกระดูกสันหลังส่วนนั้น จึงจำเป็นต้องทำการตรึงกระดูกตั้งแต่สองชิ้นขึ้นไปให้เป็นชิ้นเดียวกันเพื่อให้เกิดความมั่นคงมั่นคง

ในกรณีที่ผ่าตัดไม่เอาหมอนกระดูกสันหลังออก แต่ทำการผ่าตัดเอาส่วนหลังกระดูกสันหลังออก ทำการตรึงกระดูกสันหลังด้วยวิธีผ่าตัดเอากระดูกเชิงกราน มาปูเสริมกระดูกส่วนที่ยื่นออกจากตัวกระดูกสันหลัง (Transverse process) การตรึงกระดูกสันหลังทางด้านหลังที่นิยมทำมากที่สุดขณะนี้ คือการผ่าตัดเอาหมอนกระดูกสันหลังออก แล้วใช้แท่งกระดูกเชิงกราน หรือกระดูกเทียมใส่เข้าแทน เสริมด้วยการใช้สะกรู ยึดระหว่างกระดูกสองชิ้น หรือมากกว่ายึดกระดูกด้วยแกนโลหะ บีบกระดูกให้แน่น เพื่อบีบรัดให้แท่งกระดูกเทียมให้มีความมั่นคงอยู่ในช่วงหมอนกระดูก ซึ่งจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนนั้นมีความมั่นคงมาก

อาจผ่าตัดเข้าทางด้านหน้าของหมอนรองกระดูกสันหลัง เพื่อเอาหมอนรองกระดูกออก แล้วใช้แท่งกระดูกที่มีขนาดเท่ากันอัดเข้าไป หรือใช้ท่อโลหะกลวงภายในบรรจุด้วยกระดูกชิ้นเล็กๆ ปิดหมุนเข้าไปในช่องหมอนกระดูกสันหลังก็ได้  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของศัลยแพทย์แพทย์.

Back Pain

การผ่าตัดเปลี่ยนหมอนกระดูกเทียมBack Pain เป็นการผ่าตัดเอาหมอนกระดูกสันหลังที่เสื่อม ซึ่งเป็นต้นเหตุของการปวดหลัง โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลัง และร้าวไปในแนวกระดูกสันหลัง แต่ไม่ร้าวลงขา เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนหมอนกระดูกเทียม โดยใช้หมอนกระดูกเทียมที่ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นโลหะสองชิ้น และส่วนกลางเป็นพลาสติกพิเศษ  ซึ่งจะหล่อลื่นเป็นข้อต่อ ใส่เข้าไปในช่องหมอนกระดูกสันหลังที่เอาออก ขนาดของหมอนกระดูกสันหลังเทีขมจะต้องมีขนาดเข้าได้กับช่องว่างที่กล่าวแล้ว  จุดประสงค์หลักของการผ่าตัดชนิดนี้ เพื่อให้กระดูกสันหลังส่วนนั้นมีการเคลื่อนไหวได้ แต่มีความมั่นคง จะป้องกันภาวะความเสื่อมของหมอนและข้อต่อของกระดูกสันหลังส่วนบน และล่างด้วย ผลการผ่าตัดวิธีนี้ได้ผลดีภายหลังการผ่าตัดเกือบทันที ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติงานได้เร็วกว่าปกติ ผลระยะยาวเป็นที่พอใจ

การป้องกันการปวดหลัง

เป็นการยากที่จะป้องกัไม่ให้ปวดหลังเลย เพราะการปวดหลังเกิดจากกระบวนการสึกหรอของร่างกายตามธรรมชาติ ตามวัยที่สูงขึ้น  อย่างไรก็ตามมีวิธีการที่จะชะลอปัญหาเหล่านี้ได้ และการมีสุขภาพโดยรวมที่ดี จะเป็นการเริ่มต้นที่ดีด้วย

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายร่วมชนิดแอโรบิค เช่น การเดินและว่ายน้ำ  และการออกกำลังกายเป็นส่วนๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อหลัง จะทำให้มีความแข็งแรง และยืดหยุ่น การหยิบยกของหนักพอประมาณที่ถูกวิธี โดยยืนให้ขามีความมั่นคง ไม่ควรใช้พลังของหลังยกจะดีที่สุด  อย่าก้มตัวหยิบของหนัง  พยายามให้หลังตรง เข่างอ และยืดจับสิ่งของให้ใกล้ตัวขณะที่ถือของเดินเรื่องน้ำหนักตัว พยายามควบคุมให้น้ำหนักตัวคงที่ อย่าให้เพิ่มมากขึ้น  การมีน้ำหนักตัวมากๆ จะทำให้เกิดแรงหดรั้งที่หลังมาก  อย่าให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 10 ปอนด์ จากน้ำหนักปกติ  เมื่อไหร่น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นจนหยุดไม่ลง  ท่านควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษา และรักษา งดการสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่มากๆ จะทำให้ปวดหลังได้ เพราะสารพวก Nicotine ในบุหรี่จะทำให้หมอนกระดูกสันหลัง และข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมได้เร็ว

 

สามารถดาว์นโหลดเพื่ออ่านในรูปแบบ PDF ไฟล์ >> ดาว์นโหลดที่นี่ <<