แชร์ข้อความนี้

เรื่องหินๆ ของต้อหิน

หากจะพูดถึงเรื่อง “ต้อ” นั้น เรามักจะได้ยินโรคต้อมากมาย หลายชนิด ที่ได้ยินบ่อยๆ เช่น ต้อลม ต้อกระจก ต้อเนื้อ และต้อหิน ซึ่งต้อหินอันหลังสุดนี้ เป็นโรคต้อที่พบบ่อยในคนไทย และเป็นโรคต้อชนิดเดียวที่ไม่มีตัวต้อให้เห็น เพราะต้อหินเป็นกลุ่มโรคที่มีการทำลายขั้วประสาทตา ซึ่งเป็นตัวนำกระแสการมองเห็นไปสู่สมอง เมื่อขั้วประสาทตาถูกทำลาย ก็จะทำให้เกิดการสูญเสียลานสายตา และนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นในที่สุด

การทำลายของขั้วประสาทตานั้น อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสาเหตุปัจจัยจากภายนอก และมักจะพบร่วมกับโรคทางตาอื่นๆ ที่แทรกซ้อนมาจากอุบัติเหตุ การผ่าตัดรักษาโรคตา หรือโรคทางกายอื่นๆ ปัจจัยอย่างเดียวที่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดต้อหินได้ คือ การลดความดันภายในลูกตา อาจจะเพิ่มขึ้นเองตามธรรมชาติ เกิดจากความเสื่อมภายในลูกตา เกิดจากการใช้ยา จากอุบัติเหตุ หรือเกิดจากการผ่าตัดน้ำหล่อเลี้ยงภายในลูกตา ซึ่งปกติการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงภายในลูกตานั้น จะมีปริมาณที่สมดุลระหว่างน้ำหล่อเลี้ยงภายใน และน้ำที่ไหลออกจากลูกตา แต่ความดันในลูกตาจะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อมีการอุดตันบริเวณที่ท่อระบายน้ำหล่อเลี้ยงบริเวณมุมตา

ในปัจจุบันต้อหิน แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ซึ่งประเภทที่พบส่วนใหญ่นั้น จะเป็น “ต้อหินชนิดมุมเปิด” ที่พบได้ร้อยละ 60-70 ของทั้งหมด ซึ่งเกิดจากการผิดปกติของเนื้อเยื่อส่วนที่ทำหน้าที่กรองน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ทำให้ความดันตาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ขั้วประสาทตาถูกทำลายในที่สุด ผู้ป่วยจะไม่มีอาการปวดตาหรือตาแดง สายตาจะค่อยๆมัวลง ในระยะเวลาเป็นเดือน หรือเป็นปี หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะให้ตาบอดในที่สุด

ส่วนโรค “ต้อหินชนิดมุมปิด” ที่พบได้ร้อยละ 10 ของทั้งหมด เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างลูกตา ทำให้เกิดการอุดกั้นน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตา ในแบบที่เฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เมื่อมองที่ดวงไฟ จะเห็นเป็นวงกลม อาการอาจรุนแรงมากจนเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน รักษาไม่หายด้วยการรับประทานยาแก้ปวด หากไม่รักษาตาจะบอดภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากต้อหินตามที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีต้อหินอีกหลายประเภท เช่น ต้อหินชนิดแทรกซ้อน ต้อหินในทารกและเด็กเล็ก ล้วนส่งผลให้ตาบอดได้ทั้งสิ้น ซึ่งวิธีการในการป้องกันได้ที่ที่สุดนั้น คือ การสังเกตดูปัจจัยเสี่ยงของตนเอง เช่น

  • อายุ 40 ปีขึ้นไป
  • มีความดันในลูกตาสูง
  • สายตาสั้นมาก หรือยาวมาก
  • เป็นโรคเบาหวาน, โรคหัวใจ, โรคความดันโลหิตสูง
  • ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อเป็นเวลานาน
    มีประวัติเกิดอุบัติเหตุที่ลูกตามาก่อน

เพราะฉะนั้นเรื่องหินๆ ของต้อหิน ก็คงอยู่ที่การไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นต้อหินหรือไม่ เพราะดังที่กล่าวไว้ต้อหินบางชนิดก็ไม่มี อาการบอก และปัจจัยเสี่ยงก็ค่อนข้างหลากหลาย ทางที่ดีที่สุด คือ การบอกหาปัจจัยความเสี่ยงของแต่ละบุคคล และการเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำจากจักษุแพทย์ตรวจคัดกรองโรค เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และการรักษาอย่างทันท่วงที

 

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 3.73 จาก 5 จำนวนโหวต 15 โหวด

ผู้เขียน

ผศ. พญ. ผกานาฏ เอี่ยมตระกูล สรุป: สาขาจักษุวิทยา สาขาจักษุวิทยา