แชร์ข้อความนี้

การป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

Premature

การคลอดก่อนกำหนดพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของการตั้งครรภ์ การคลอดก่อนกำหนดอาจหมายถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นภาวะแทรกซ้อน หรือบางกรณีทารกจะเสียชีวิต หากแพทย์สามารถยืดอายุครรภ์ออกไปได้สักสัปดาห์หนึ่ง นั่นหมายถึงโอกาสที่ทารกจะรอดชีวิตเพิ่มขึ้นอีกมาก หลังจากอายุครรภ์ครบ 26 สัปดาห์ไปแล้ว หากยืดอายุครรภ์ออกไปได้อีก ทุกๆ 1 วัน ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารกจะลดลงร้อยละ 2

หากคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ถือว่าเป็นการคลอดก่อนกำหนด แต่สามารถคลอดได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้าครบ 37 สัปดาห์ จะถือว่าปลอดภัยที่สุดและทารกจะไม่มีปัญหาสุขภาพ โดยทั่วไปแล้ว หากคุณแม่มีสุขภาพดี ไม่เคยมีบุตรมาก่อน เรามักคาดว่าไม่น่าจะมีการคลอดก่อนกำหนด แต่คุณต้องตระหนักว่าบางครั้งคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพแข็งแรงมากๆ ก็อาจคลอดก่อนกำหนดเช่นกัน จะว่าไปแล้ว ใครๆ อาจคลอดก่อนกำหนดได้ทั้งสิ้น สิ่งที่คุณแม่ต้องเข้าใจคือ บางครั้ง ไม่ว่าคุณแม่จะดูแลครรภ์อย่างดีแค่ไหน หรือไม่ว่าจะปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัดเท่าไหร่ คุณแม่อาจเจ็บท้องก่อนกำหนดได้เช่นกัน

สาเหตุที่ทำให้คลอดก่อนกำหนด

เรายังไม่ทราบแน่ชัด การศึกษาทางการแพทย์ของเรายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไมคุณแม่จึงเจ็บท้องหรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดได้ ไม่มีวิธีใดที่แน่นอนแม่นยำที่จะพยากรณ์ได้ว่าคุณแม่ท่านใดจะคลอดก่อนกำหนดบ้าง อย่างไรก็ดี มีหลายปัจจัยที่เราทราบว่ามีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด เช่น คุณแม่ที่มีประวัติเคยคลอดก่อนกำหนดมาแล้ว การติดเชื้อ การตั้งครรภ์แฝด การที่แม่มีปากมดลูกสั้นกว่าปกติ หรือหลายๆ ปัจจัยรวมกัน หากคุณมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชจะถือว่ากรณีของคุณคือการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง แต่คุณก็ไม่ต้องกังวลมากไป เพราะอาจแค่หมายถึงว่าคุณต้องมีการติดตามผลและต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดระยะของการตั้งครรภ์เท่านั้น

การรักษาและการดูแลคุณแม่ที่มีความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด

การตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงแต่ละกรณี จำเป็นต้องได้รับการรักษาและการดูแลที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วแพทย์มักแนะนำให้คุณแม่ดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และได้คุณค่าครบถ้วน พักผ่อนมากๆ พยายามอย่าเครียด เริ่มดูแลครรภ์ตั้งแต่แรกเริ่ม และไปพบแพทย์เป็นประจำ นอกจากจะใช้ชีวิตให้ดี มีสุขภาพแข็งแรงแล้ว แพทย์อาจเลือกที่จะให้ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนเพื่อช่วยยืดอายุครรภ์ ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนจะทำให้ร่างกายยังคงรักษาการตั้งครรภ์อย่างต่อเนื่อง การให้ฮอร์โมนชนิด Extra Natural หรือแบบสังเคราะห์ทุกสัปดาห์ เริ่มจากสัปดาห์ที่ 16-20 และให้อย่างต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์ที่ 36 ช่วยลดความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดอย่างได้ผล โดยเฉพาะกับคุณแม่ที่เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนดมาแล้ว และคุณแม่ที่มีปากมดลูกสั้น ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนอาจอยู่ในรูปของเจล ครีม แคปซูล หรือการฉีดเข้าที่แขน หรือกล้ามเนื้อส่วนอื่น หรือชนิดสอดเข้าทางช่องคลอด

คุณแม่เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดควรเตรียมตัวเมื่อใกล้คลอดอย่างไร

เมื่อใกล้กำหนดคลอด คุณต้องเตรียมตัวและปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ต้องทราบว่าอาการที่บ่งบอกว่าจะคลอดมีอะไรบ้าง และพยายามเลี่ยงความเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้คลอดก่อนกำหนด คุณต้องระวังและสังเกตการปวดหรือแรงดันที่ผิดปกติ หรือถ้าเห็นว่ามีน้ำหรือเลือดไหลออกจากช่องคลอด ให้รีบโทร.หาแพทย์ สัญญาณอื่นๆ ได้แก่ ปวดท้อง เกร็ง มดลูกหดตัวถี่และสม่ำเสมอ รู้สึกว่ามีแรงบีบบริเวณอุ้งเชิงกราน ถ้าคุณพบอาการเหล่านี้ แม้ว่าจะไม่เจ็บ แต่ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทันที ในบางกรณี อาจใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ร่างกายคุณจะพร้อมคลอด จึงต้องให้แพทย์ช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้น แต่บางครั้งก็ยากสำหรับคุณที่จะบอกได้ว่าแรงบีบหรือความเจ็บปวดนั้นเป็นอาการปกติหรือผิดปกติ ถ้าไม่มั่นใจ ก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อน ขณะที่รอแพทย์คุณควรช่วยล้างท่อทางเดินปัสสาวะด้วยการดื่มน้ำหลายๆ แก้ว นอนตะแคงมาด้านซ้าย เพื่อช่วยลดหรือหยุดอาการที่ผิดปกติเหล่านั้น

หากคุณทำท่าจะคลอดก่อนกำหนด แพทย์จะพิจารณาว่าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี โดยทั่วไปแล้ว หากครรภ์ยังอายุไม่ครบ 37 สัปดาห์ แพทย์จะหาทางที่ปลอดภัยที่สุด และพยายามยืดอายุครรภ์ให้นานที่สุด เพื่อให้ทารกมีเวลาพัฒนาอวัยวะต่างๆ ได้ครบสมบูรณ์ที่สุด ยิ่งทารกอยู่ในครรภ์นานเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะเกิดมาและมีสุขภาพแข็งแรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจให้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อ และให้คอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อช่วยกระตุ้นการพัฒนาปอดของทารก
แต่ถ้าทำทุกทางแล้วก็ยังไม่ได้ผล เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคลอดก่อนกำหนด คุณแม่ก็ไม่ต้องกังวล เพราะความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันช่วยให้โรงพยาบาลดูแลทารกแรกคลอดเป็นพิเศษได้เป็นอย่างดี การวินิจฉัยจะขึ้นอยู่กับอายุทารก น้ำหนัก และทารกอาจต้องอยู่ในตู้อบเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังมีการควบคุมและรักษาความชื้นเพื่อไม่ให้ร่างกายทารกสูญเสียน้ำมากเกินไป แพทย์อาจต้องติดท่อและสายต่างๆ เข้ากับตัวทารกเพื่อติดตามการหายใจ หัวใจ ความดันโลหิต และอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง ในบางกรณีแพทย์อาจต้องให้อาหารทารกผ่านเส้นเลือดในระยะแรก ขึ้นกับว่าคลอดก่อนกำหนดมากเพียงไร หลังจากนั้นเมื่อทารกโตขึ้นก็สามารถให้นมแม่ได้ตามปกติ

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 3.20 จาก 5 จำนวนโหวต 71 โหวด

ผู้เขียน

นพ. เทวินทร์ เดชเทวพร สรุป: สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา อนุสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์