แชร์ข้อความนี้

ข้อเท้าเทียม ทางเลือกสำหรับผู้มีปัญหาข้อเท้าเสื่อม

HIGHLIGHTS:

  • ข้อเท้าเทียม (Ankle Arthroplasty) เป็นทางเลือกของผู้ที่ประสบปัญหาข้อเท้าเสื่อม จากปัจจัยต่างๆ เช่น  อุบัติเหตุ   โรคไขข้ออักเสบและการบาดเจ็บของกระดูกอ่อน รวมถึงข้อเท้าเสื่อมตามวัยหรือการใช้งานที่ผ่านมา
  • ข้อเท้าเทียมได้ถูกพัฒนาขึ้นให้ใกล้เคียงกับข้อเท้าของมนุษย์มากที่สุด ทำให้เกิดการเชื่อมตัวกันระหว่างกระดูกของผู้ป่วยกับข้อเท้าเทียมได้โดยไม่ต้องใช้ปูนเชื่อมกระดูก (cement)
  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียมในปัจจุบันมีข้อดีคือทำให้สามารถขยับข้อเท้าและทำกิจกรรมได้ใกล้เคียงกับก่อนผ่าตัด  และไม่ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของข้อกระดูกใกล้เคียงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ข้อเท้า  เป็นข้อต่อสำคัญที่มักถูกมองข้าม และขาดการเอาใจใส่ดูแลอย่างเหมาะสม  โดยเฉพาะเมื่อประสบปัญหาข้อเท้าเสื่อมหรือได้รับการบาดเจ็บและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดภาวะข้อเท้าผิดรูป พิสัยของข้อเท้าลดลง  และนำไปสู่ความพิการได้ในที่สุด

นอกจากนี้ ภาวะปวดบวมและเดินไม่สะดวกยังสร้างความกังวลใจให้ผู้ป่วย รวมถึงลดทอนความสามารถของร่างกาย และเพิ่มความเครียดทางจิตใจ จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

การรักษาภาวะข้อเท้าเสื่อม

การรักษาภาวะบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าให้ได้ผลดีนั้น มีความซับซ้อนกว่าการรักษาข้อต่อส่วนอื่น ๆ ของร่างกายมาก เนื่องจากข้อเท้าเป็นอวัยวะที่มีเลือดมาเลี้ยงน้อย เส้นเลือดอ้อมไปทางหัวแม่เท้าแล้วค่อยวกเข้ามาที่ข้อเท้า รวมถึงแต่เดิมยังไม่มีผู้ผลิตกระดูกข้อเท้าเทียมออกขายเหมือนข้อต่อส่วนอื่นๆ ดังนั้นการรักษาภาวะบาดเจ็บแตกหักของข้อเท้าในอดีตจึงมีเพียงการผ่าตัดเชื่อมข้อเท้า (ankle arthrodesis หรือ ankle fusion) เพื่อทำให้กระดูกติดกัน และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเดินได้ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับเดินไม่คล่องตัว  เนื่องจากข้อเท้าแข็ง ไม่สามารถหมุนได้รอบตัวเหมือนเดิม ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลง

ทั้งนี้ยังพบว่าเกิดการเสื่อมตัวลงอย่างรวดเร็วของข้อกระดูกใกล้เคียงกับกระดูกข้อเท้าในระยะเวลา 10 ปี หลังการผ่าตัดเชื่อมกระดูกข้อเท้า  เนื่องจากกระดูกข้อต่างๆ  ต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักแทนกระดูกข้อเท้า

ปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียมถือเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถขยับข้อเท้าและทำกิจกรรมได้ใกล้เคียงกับก่อนผ่าตัด

ข้อเท้าเทียม คืออะไร

ข้อเท้าเทียม (Ankle Arthroplasty)  อีกหนึ่งทางเลือกของผู้ป่วยที่ประสบปัญหาข้อเท้าเสื่อม จากปัจจัยต่างๆ  เช่น  อุบัติเหตุ โรคไขข้ออักเสบและการบาดเจ็บของกระดูกอ่อน รวมถึงผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุนหรือข้อเท้าเสื่อมตามวัย

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 เริ่มมีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าขึ้นในทวีปเอเชีย เพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเท้าที่เกิดจากโรคข้อเท้าเสื่อมหรือข้ออักเสบ  โดยการออกแบบข้อเท้าเทียมในสมัยแรกเริ่มนั้นมีปัญหาการทรุดตัวของวัสดุ และพบว่าในช่วงระยะเวลาการติดตาม 5-12.5 ปี มีอัตราความล้มเหลวมากถึง  8.3-50%

อย่างไรก็ตามจากการพยายามศึกษาหลายต่อหลายครั้งเกี่ยวกับการเปลี่ยนข้อเท้าเทียม จนในปัจจุบันข้อเท้าเทียมได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยเปลี่ยนวัสดุและลักษณะของข้อเท้าเทียมให้ใกล้เคียงกับข้อเท้าของมนุษย์มากที่สุด  รวมถึงการออกแบบให้เกิดการเชื่อมตัวกันระหว่างกระดูกของผู้ป่วยกับข้อเท้าเทียม โดยไม่ต้องใช้ปูนเชื่อมกระดูก (Bone cement) อีกต่อไป  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ผู้ป่วยสามารถเดินได้คล่องตัว และกลับไปทำกิจกรรมต่างๆ  ได้ตามปกติทั้ง ว่ายน้ำ  ขี่จักรยาน และวิ่งเบาๆ  รวมถึงลดผลกระทบหลังการผ่าตัดได้เป็นอย่างดี  โดยไม่ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของข้อกระดูกใกล้เคียงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งหากเกิดการเสื่อมของข้อเท้าเทียมหลังจากใช้งานไปนาน หรือเกิดปัญหาข้อเท้าขึ้นภายหลัง  แพทย์ยังสามารถเปลี่ยนกลับไปรักษาด้วยการผ่าตัดเชื่อมข้อเท้าได้

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียม

สำหรับประเทศไทยได้คิดค้นการรักษาการเปลี่ยนข้อกระดูกเทียม (Total Talar Prosthesis Replacement – TPR)   เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเท้าต่างๆ  อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงปี 2013-2014 โดยเริ่มต้นศึกษาวิจัยในผู้ป่วยอาการข้ออักเสบหรือข้อเท้าผิดปกติ ที่มีภาวะบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าด้านหลัง (hind foot)  ซึ่งประกอบด้วยกระดูก  2 ท่อน คือ Talus และ Calcaneus โดยการผ่าตัดเอากระดูกข้อเท้าที่เสียหายออกมา จากนั้นจึงส่งต่อให้วิศวกรนำไปคำนวณขนาดจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สร้างเป็นข้อเท้าเทียมจากไททาเนียมหรือสแตนเลส   เมื่อได้ขนาดพอดีจึงผ่าตัดใส่ข้อเทียมเข้าไป โดยผู้ป่วยจำเป็นต้องฝึกกายภาพบำบัดต่อ เพื่อให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัวขึ้น

ในผู้ป่วยที่ต้องเปลี่ยนข้อเท้าเทียมทั้งหมด  (Total Ankle Replacement – TAR) ซึ่งเปลี่ยนทั้งกระดูกหน้าแข้งส่วนปลายและกระดูกข้อเท้า แพทย์ต้องแน่ใจว่าได้เลาะเอาเศษกระดูกและเนื้อเยื่อที่ไม่จำเป็นออก ซึ่งต่างจากกรณีที่เปลี่ยนข้อเท้าเพียงบางส่วน  (TPR) ที่จะไม่มีการตัดกระดูกที่กระดูกหน้าแข้งส่วนปลายเนื่องจากมีการเปลี่ยนเฉพาะส่วนทาลัส (Talus)

ผ่าตัดข้อเท้าเทียม ต้องพักฟื้นกี่วัน

ในกรณีที่การผ่าตัดไม่ซับซ้อน ผู้ป่วยจะใช้เวลาในการฟื้นตัวได้ภายใน 4 สัปดาห์ หากการผ่าตัดที่มีความจำเป็นต้อง มีขั้นตอนเพิ่มเติมอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้นแต่ไม่เกิน 6 สัปดาห์  โดยระหว่างนั้นผู้ป่วยต้องฝึกการเดินและทำกายภาพบำบัดภายใต้การดูแลของแพทย์ รวมถึงไม่ควรลงน้ำหนักหรือใช้งานข้อเท้าเทียมหนักเกินไป  ผู้ป่วยทุกรายควรพบแพทย์เพื่อติดตามผลครั้งแรกภายใน  2 สัปดาห์ แล้วจึงห่างออกเป็น 6 สัปดาห์ 3 เดือน  6 เดือน  และ1 ปี หลังจากนั้นแพทย์อาจนัดเพื่อมาตรวจความเสื่อมและประสิทธิภาพของข้อเท้าเทียมทุก ๆ ปี

แม้ปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียมจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ  เนื่องจากหลังผ่าตัดผู้ป่วยสามารถ สามารถเดินได้อย่างคล่องตัวและกลับไปทำกิจกรรมได้ใกล้เคียงกับก่อนการผ่าตัด  ที่สำคัญคือสามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตนเองได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น คุณภาพชีวิตจึงดีขึ้น

ข้อจำกัดของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียม

แต่การรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียม อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น ภาวะกระดูกพรุนอย่างรุนแรง หรือโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี  เนื่องจากมีผู้ป่วยมีเลือดไปหล่อเลี้ยงเท้าหรือขาไม่เพียงพอ  อาจส่งผลให้การรักษาไม่มีประสิทธิภาพ และอาจมีผลต่ออายุการใช้งานของข้อเท้าเทียม รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนหรือการติดเชื้อหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่สนใจการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียมสามารถเข้าพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย และปรึกษาแพทย์แล้วแต่กรณี



นพ.ชญานิน อ่างทอง

ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่องกล้องข้อเท้าและเท้า


บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อสมิติเวช

สอบถามเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 5 จาก 5 จำนวนโหวต 6 โหวด