แชร์ข้อความนี้

กินไข่ดิบ ระวังเสี่ยง “ซาลโมเนลลา”

HIGHLIGHTS:

  • องค์กรอาหารและยา (FDA) มีการค้นพบว่าในแต่ลปีมีคน 30 คนที่เสียชีวิต เนื่องมาจากการรับประทานไข่ที่มีสารปนเปื้อนด้วยเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ ซาลโมเนลลา (Salmonella) ที่มีอยู่ในไข่ดิบ
  • มีการวิจัยพบว่า ผู้ที่ทานไข่ดิบ ร่างกายจะดูดซึมโปรตีนได้เพียง 51 % เท่านั้น จึงแนะนำให้ทานแบบสุกมากกว่า
  • การป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงในการรับประทานไข่ดิบคือ เลือกซื้อไข่พาสเจอร์ไรส์ จะทำให้ปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่สำหรับ เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรหลีกเลี่ยงการทานไช่ดิบ

 

ไข่ จัดเป็นหนึ่งในอาหารที่หาทานได้ง่ายตามท้องตลาด อีกทั้งยังมีราคาถูก และดีต่อสุขภาพเพราะอุดมไปด้วย โปรตีนที่ดี เลซิติน ลูทีน ซีแซนทีน วิตามินบี ซีลีเนียม ฟอสฟอรัสและโฟเลต โดยปริมาณที่แนะนำคือ วันละ 1-3 ฟอง

กระแสการทานไข่ดิบ ที่กำลังเป็นที่พูดถึงและเลียนแบบ มีต้นกำเนิดมาจากอาหารญี่ปุ่น โดยมีการนำไข่ดิบตอกลงไปบนข้าวทานกับซอสต่างๆ หรือการดองไข่แดงดิบด้วยการแช่ไข่แดงลงในซอสถั่วเหลืองข้ามคืน จนไข่มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลวคล้ายไข่เค็ม แล้วนำมาทานกับข้าวหรือผัก จากกระแสนี้ทำให้หลายคนอยากลอง แต่ผู้รับประทานไข่ดิบ หรืออาหารที่มีส่วนผสมจากไข่ดิบจะทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) มากกว่าคนทั่วไป

ประโยขน์ของการกินไข่ดิบ

  • การรับประทานไข่ดิบก็มีประโยชน์เหมือนกับไข่ที่ปรุงสุก โดยไข่ดิบอุดมไปด้วยโปรตีน ไขมันดี วิตามินแร่ธาตุสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถปกป้องดวงตา เช่น ลูทีนและซีแซนทีน รวมถึงสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ไข่ดิบ 1 ฟองประกอบไปด้วยโคลีนถึง 147 มิลลิกรัมซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อทำงานของสมองที่ดี เหนือไปกว่านั้นประโยชน์ของโคลีนยังมีบทบาทต่อสุขภาพของหัวใจและตับ เนื่องจากโคลีน (Choline) เป็นวิตามินกลุ่มเดียวกับวิตามินบี ช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ป้องกันโรคหัวใจ และช่วยให้เซลล์ตับมีการเผาผลาญไขมันได้อย่างปกติ ลดการสะสมของไขมันที่ตับหรือภาวะไขมันพอกตับ

ความเสี่ยงในการบริโภคไข่ดิบ

  • มีการวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานไข่ดิบ ร่างกายจะดูดซึมโปรตีนได้เพียง 51 % เท่านั้น จึงแนะนำให้รับประทานแบบสุกมากกว่า
  • มีคนจำนวนไม่น้อยที่นิยมบริโภคไข่ดิบ ในขณะเดียวกันองค์กรอาหารและยา (FDA) มีการค้นพบและคาดการณ์ว่ามีคนประมาณ 79,000 คนที่ป่วยเป็นโรคจากการทานอาหาร และ 30 คนที่เสียชีวิตในแต่ละปี เนื่องมาจากการรับประทานไข่ที่มีสารปนเปื้อนด้วยเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ ซาลโมเนลลา (Salmonella) ที่มีอยู่ในไข่ดิบ เนื่องมาจาก แม่ไก่บางตัวมีเชื้อ Salmonella typhimurium และ Salmonella enteritidis อยู่ในอวัยวะสืบพันธุ์

ปัจจัยที่มีอิทธิพล ส่งผลต่อการปนเปื้อนของเชื้อ ซาลโมเนลลา (Salmonella)  ในไข่ได้แก่

  • จำนวนของไก่หรือเป็ดในฝูง
  • ความเครียดหรือกังวลของสัตว์
  • อาหารที่เลี้ยงสัตว์
  • การฉีดวัคซีนป้องกัน
  • สุขอนามัยและความสะอาดในบริเวณที่เลี้ยง

อาการสังเกตหากติดเชื้อ ซาลโมเนลลา ( Salmonella )

การติดเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลลา อาจใช้เวลานานหลายชั่วโมงจนถึง 2 วัน จึงจะปราฏอาการของโรค เช่น ปวดท้อง  ท้องเสียโดยอุจจาระอาจมีเลือดปน  อาเจียน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เป็นไข้ หนาวสั่น และเบื่ออาหาร

โดยปกติแล้วอาการจะคงอยู่ประมาณ 2-7 วัน ส่วนอาการท้องเสียอาจคงอยู่ประมาณ 10 วัน อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนจนกว่าลำไส้จะกลับมาทำงานปกติ  ซึ่งหากยังมีอาการผิดปกตินานเกิน 2 วัน ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง

คำแนะนำในการเลือกรับประทานไข่ดิบ

ไข่ดิบนั้นมีสารอาหารที่เทียบเคียงกับไข่ปรุงสุก ทว่า การดูดซึมโปรตีนจะลดลงจากไข่ดิบ และมีความเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ และอาจนำไปสู่การติดเชื้อ ซาลโมเนลลา (Salmonella) ได้ ดังนั้น วิธีการป้องกัน ตัวเองจากความเสี่ยงในการรับประทานไข่ดิบคือ เลือกซื้อไข่พาสเจอร์ไรส์ จะทำให้ปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่สำหรับ เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรหลีกเลี่ยงการทานไช่ดิบ  และทางที่ดีที่สุดก็คือหันมาบริโภคไข่ปรุงสุกก็สามารถทำให้ลดความเสี่ยงต่างๆ ลงได้ และยังมีประโยชน์ที่ใกล้เคียงกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อสมิติเวช

สอบถามเพิ่มเติม

กรุณากรอกแบบฟอร์มด้านล่างและเราจะตอบกลับมาหาคุณภายใน 48 ชั่วโมง

References:

ให้คะแนนบทความนี้

คะแนน: 5 จาก 5 จำนวนโหวต 1 โหวด

ผู้เขียน

พญ. สมรรจน์ ลิ้มมหาคุณ สรุป: สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ