health article
      
home / all about health / health article

วัณโรค อาการ การป้องกัน การรักษา

Posted: 12-ก.ย.-2556


วัณโรคเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Mycobacterium tuberculosis ซึ่งจะพบได้บ่อยว่าทำให้เกิดการติดเชื้อที่ปอด ถึงแม้ว่าอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็ได้เช่นต่อมน้ำเหลือง วัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา แต่ต้องรับประทานต่อเนื่องกันถึงอย่างน้อย 6 เดือน
 
วัณโรคยังเป็นหนึ่งในสาเหตุการตายที่สำคัญ เมื่อมีอาการแล้วไม่ได้รับตรวจและการรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่ว่าวัณโรคเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ในแต่ละปียังพบผู้ป่วยใหม่ถึงปีละ 8 ล้านคน

 
 
วัณโรคติดต่อได้อย่างไร  
เชื้อวัณโรคจะแพร่กระจายไปในอากาศจากคนที่ป่วยที่เป็นวัณโรค เชื้อแบทีเรีย จะอยู่ในละอองน้ำลาย จากการไอจาม ถ้าหากใครสูดอากาศที่มีละอองนี้เข้าไปในร่างกายก็จะได้รับเชื้อ เป็นผู้สัมผัสโรคหรือเรียกว่า contact
 
ผู้ที่สัมผัสโรคอาจจะไม่ได้เกิดโรควัณโรคในทันที ในบางรายที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีก็จะสามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียนี้ได้ โดยที่ไม่มีการติดเชื้อ
 
แต่ในบางราย ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะจัดการควบคุมแบคทีเรียไว้ในร่างกาย ไม่ให้เกิดอาการ แต่อาจจะทำให้เกิดโรคขึ้นมาได้ในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ สถิติที่น่าตกใจก็คือ มีคนมากถึง 1 ใน 3 ที่เคยได้รับเชื้อและอยู่ในระยะที่เชื้อถูกภูมิคุ้มกันกดไว้ เรียกว่า latent TB
 
Latent TB — ในช่วงนี้เป็นระยะที่วัณโรคไม่ได้มีผลต่อร่างกาย จะไม่มีอาการใด ๆ และจะไม่สามารถแพร่เชื้อไปยังคนอื่นได้ ในแถบประเทศที่ไม่ค่อยพบวัณโรค เช่นในยุโรป อเมริกาหากสามารถตรวจพบว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะนี้อาจจะให้การรักษาเพื่อป้องกันการเกิดโรค แต่สำหรับในบ้านเราไม่นิยมให้การรักษาในกลุ่มนี้ เพราะอาจจะเสี่ยงต่อการทำให้เชื้อดื้อยาได้
 
Active TB — ในกลุ่มที่เป็น Latent TB ที่ไม่ได้รับการรักษา อาจจะเกิดการกลับมาแสดงอาการของโรคได้ โดยเฉพาะเมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง จนไม่สามารถควบคุมเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการของวัณโรคขึ้น
ความเสี่ยงสูงสุดในการเกิดโรคมักเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีแรกหลังจากได้รับเชื้อ มักจะพบในผู้ป่วย HIV เบาหวาน ผู้ที่ได้รับยาคีโม หรือสเตียร์รอยด์
 
การตรวจเบื้องต้นเพื่อคัดกรองวัณโรคระยะแฝง latent
 
การทดสอบผิวหนัง Skin testing 
การทดสอบผิวหนังหรือที่เรียกว่า PPD test เป็นการตรวจที่นิยมใช้มากที่สุด โดยเฉพาะในต่างประเทศ อย่างนักเรียนไทยที่ต้องไปเรียนต่อเมริกา ถ้าหากเคยได้รับเชื้อโรคมาก่อนจะตรวจพบได้ หรือในคนที่เพิ่งได้รับสัมผัสเชื้อโรคมาภายใน 4-10 สัปดาห์ก็จะตรวจพบได้เช่นกัน โดยจะฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังและดูปฏิกิริยาภายใน 2-3 วันว่ามีการบวมนูนเกินกว่า 1 เซนติเมตรหรือไม่
เมื่อไหร่ที่ควรจะตรวจ PPD skin test
           • บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรค
           • คนที่สัมผัสกับผู้ป่วยวันโรค ถ้าผลเป็น negative ควรทำซ้ำอีกครั้งใน 8-10 สัปดาห์
           • คนที่รักษาโรคด้วยยาที่กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ในคนไทยไม่นิยมทำ skin test ด้วยเหตุผลที่กล่าวข้างต้น ว่าอาจจะมีโอกาสพบผล positive ได้มาก แต่ถ้าไม่มีอาการของโรคจะไม่จำเป็นต้องให้ยาเพื่อรักษา การตรวจนี้จะบอกเพียงว่าในร่างกายมีเชื้อแบคทีเรีย วัณโรคหรือไม่ แต่จะไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นแบบแฝงหรือแบบที่เป็นโรค ในผู้ป่วยที่เป็นโรคจะมีอาการไอ ไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลด ถ้าคนที่เคย test แล้วพบว่าผลเป็นบวก ถ้าหากต้องตรวจซ้ำก็จะยังพบว่า เป็นบวกไปตลอด ถึงแม้ว่าจะทานยาวัณโรคแล้วก็ตาม จึงไม่จำเป็นต้องทำอีก
 
วัคซีนวัณโรค BCG  
เป็นวัคซีนที่จะฉีดให้แก่ทารกทุกราย แต่น่าเสียดายที่วัคซีนตัวนี้ไม่สามารถป้องกันโรคได้ 100% บางครั้งวัคซีนตัวนี้จะทำใ้ห้เกิดผลบวกในการทำ skin test สำหรับคนที่จะไปเรียนต่อในอเมริกา ส่วนใหญ่จะต้องตรวจ skin test ก่อนเดินทางไปเข้าเรียนยกเว้นคนที่เคยมีผล positive จากการตรวจครั้งก่อน
 
การตรวจเลือด   
การตรวจเลือดสามารถทำได้แทนการใช้การตรวจผิวหนัง ซึ่งจะให้ผลที่ชัดเจน แปลผลได้ง่าย และผู้ถูกทดสอบที่ไม่ต้องกลับมาอ่านผลแบบในการตรวจผิวหนัง
 
การตรวจเพิ่มเติมเมื่อผลตรวจเป็นบวก  
ถ้าผลการทดสอบเป็นบวก จะต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เช่นการตรวจร่างกายว่ามีต่อมน้ำเหลืองโตหรือไม่ การตรวจเอ๊กซเรย์ปอดเพื่อตรวจดูว่ามีการป่วยเป็นวัณโรคแบบ active หรือแบบแสดงอาการหรือไม่ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการวางแผนรักษาต่อไป ในต่างประเทศจะให้การรักษาแม้แต่ในกลุ่มที่เป็นการติดเชื้อแฝง Latent TB โดยจะให้ยารักษาวัณโรคตัวอย่างเช่น Isoniazid  รับประทานต่อเนื่องวันละเม็ดเป็นเวลา 9 เดือน ยากลุ่มนี้อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้มาก เช่น ตับอักเสบ จึงต้องพบแพทย์เป็นระยะ ๆ เพื่อติดตามอาการ
 
ผู้ป่วยวัณโรค ACTIVE TUBERCULOSIS 

การติดเชื้อวัณโรคที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อที่ ปอด อวัยวะอื่นที่พบได้เช่น ต่อมน้ำเหลือง สมอง ไต และกระดูก 
 
อาการของผู้ป่วยวัณโรค 
เมื่อร่างกายอ่อนแอลง และเชื้อวัณโรคมีการแบ่งจำนวนเพิ่มขึ้น จนทำให้มีอาการของวัณโรค อาหารที่พบได้ทั่วไป คือมีอาการอ่อนเพลียน น้ำหนักลด มีไข้ และมีเหงื่อออกตอนกลางคืน ถ้าอาการติดเชื้อแย่ลง จะมีการให้มีอาการไอมีเสมหะ บางครั้งอาจมีเลือดปน เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ
 
การตรวจเอ๊กซเรย์ปอด 
  
ถ้าตรวจพบลักษณะของเอ๊กซเรย์ปอดผิดปกติ มีจุดหรือเงาผิดปกติที่ปอด
 
 


การตรวจเสมหะ และการเพาะเชื้อ 
จะทำการตรวจหาเชื้อและการตรวจเพาะเชื้อจากเสมหะ การเก็บเสมหะ จะให้เก็บเสมหะโดยให้พยายามไอเอาเสมหะที่อยู่ลึก ๆ ออกมา การตรวจโดยวิธีอื่น เช่นการส่องกล้องหรือการตรวจชิ้นเนื้ออาจจะพิจารณาทำในบางราย
 
การตรวจเลือด  
นอกเหนือจากการเอ๊กซเรย์ปอด แล้วยังสามารถตรวจยืนยันการติดเชื้อได้ด้วยการตรวจเลือด
 
การรักษา  
การรักษา ส่วนใหญ่จะต้องให้การรักษาด้วยยารักษาวัณโรค 4 ชนิดพร้อมกัน และต้องรับประทานยาตามแพทย์แนะนำนานอย่างน้อย 6 เดือน แต่ถ้าเกิดเป็นเชื้อโรคชนิดที่ดื้อยา อาจจะต้องใช้ยาถึง 6 ชนิด
 
หากต้องดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค สิ่งที่ต้องทำคือ

           • แยกสำรับจานชามช้อนส้อม
           • ล้างมือบ่อย ๆ
           • ใ้ห้ผู้ป่วยสวมหน้ากาก รวมทั้งผู้ดูแลใกล้ชิดด้วย
           • ดูแลให้รับประทานยาครบตามกำหนดทุกวันเพื่อป้องกันการดื้อยา

 
WeCare
Dr.CarebearSamitivej

(Credit : ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Internet)
 

 all about health
Copyright © 2011 Samitivej PCL. All rights reserved. terms of use | sitemap